[Fic] Special Gift for Kim Heechul
posted on 09 Jul 2007 18:47 by femodos in ShortFic[Fic] Special Gift For Kim Heechul and Park JongsooTitle : Happy Birthday in your hands..Author : HeeNim ,FeMoDoD [ปอนด์]Rating : PG-13Warning : This is aBoy's love story!!....ความหวัง....ความฝัน....ความจริง....ความเจ็บปวด ต่างกันแค่ไหน?
...สำหรับตัวผมแล้ว...
มันมาก...มากพอที่จะทำให้หัวใจดวงนี้มีความสุข แต่...มันก็สามารถทำให้หัวใจดวงนี้แตกสลายได้เช่นกัน
.
.
ผมแอบรักคนๆหนึ่งมานานแล้ว
รักไม่แพ้คนที่คนๆนี้รักคนอื่น ...แต่มันอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
3 ปีที่ผมแอบมองเค้าอยู่ห่างๆ ตั้งแต่วันที่ผมสูญเสียคนที่ผมรักมากคนนั้นไป ผมก็เหมือนคนบ้าที่ไม่คิดจะมองใครอีก หัวใจดวงนี้มันเจ็บช้ำจนเกินจะเยียวยาเกินจะรักษา แต่เค้าก็ยัง...ยังอยู่เคียงข้างผมมาตลอด
.
.
แต่มันคงสายไป ที่ผมมารู้สึกตอนเอาตอนนี้
ในเมื่อเค้ากลายเป็นคนที่มีเจ้าของไปแล้ว....แต่ถึงอย่างนั้นเค้าก็ยังอยู่เคียงข้างผมตลอดมา....ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
.
.
ถ้าอ้อนวอนพระเจ้า
แล้วบอกกับท่านว่า "ผมอยากเป็นเจ้าของหัวใจของเค้า" มันจะผิด...มากมั้ย?
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้ดีว่า...สิ่งที่ผมขอนั้น ถ้ามันทำให้เค้าต้องร้องไห้ เสียใจ ผม...ก็จะไม่ต้องการมัน เพราะมีคนคนบอกผมว่าความรักไม่จำเป็นต้องครอบครอง เพียงแค่เราได้รักเค้า...แม้เพียงฝ่ายเดียวมันก็มีความสุขแล้ว
และคงจะมีความสุขที่สุดถ้าหากว่า...ใบหน้าของคนๆนั้น มีแต่รอยยิ้ม....มากกว่าน้ำตา!
.
.
สำหรับตัวผมถึงจะไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของตัวเค้า แต่ผมก็แค่อยากให้หัวใจของเค้ามีเรื่องของผมบ้าง รอยยิ้มที่มียิ้มให้ผมบ้าง...แม้เพียงนิดเดียว ผมก็คงตายตาหลับ...และมีความสุขที่สุดในชีวิต
.
.
"เจ้าหญิง" คือคำที่ใครหลายคนเรียกเค้า ตัวผมเองก็อยากจะเรียกแบบนั้นบ้าง ...แต่เพราะเจ้าหญิงต้องมีองค์รักษ์คอยดูแลนี่สิ แล้วนางฟ้าปีกหักอย่างผมจะมีสิทธิ์อะไร ที่สำคัญองค์รักษ์ของเจ้าหญิงก็เป็นคนที่ดีมาก...และผมเองก็รู้จักดี เห็นอย่างนี้แล้ว ก็คงต้องบอกว่า "เจ้าหญิงอย่างเค้าควรมีองค์รักษ์ที่ดีคอยปกป้อง" เพราะพวกเค้าเหมาะสมกันที่สุดแล้ว ในสายตาของทุกคนไม่แม้แต่ตัวของผมเอง
.
.
เพราะงั้นผมถึงทำได้แค่ระบายทุกอย่างลงใน "ไซเวิล์ดภาษาจีน"ของผม เพราะมันคงเป็นที่เดียวที่เค้าจะไม่สามารถรับรู้อะไรแบบนี้ได้ แต่ถึงเค้าจะเข้ามาดูก็คงไม่แปลกไปกว่าคนอื่นสักเท่าไหร่ เพราะ...ผมไม่มีทางให้เค้ารู้แน่ๆว่าแท้จริงแล้วผม...รู้สึกยังไง...
.
.
ผมคงทำได้แค่เป็นลีดเดอร์ติ๊งต๊องในสายตาของเค้า
แต่...ผมก็จะดูแลเค้าเท่าที่ผมมี"สิทธิ์"ที่จะทำ ปกป้องเค้าเท่าที่ตัวตนของผมทำได้ หรือไม่ก็คอยมองเค้าจากที่ตรงนี้ตลอดไป
.
.
แต่ถึงอย่างนั้น
ผมก็....รักเค้า...แม้ไม่มีสิทธิ์พูดแต่ ...ปาร์คจองซู ก็รัก คิมฮีชอล ... มากกว่าใคร!!
.
.
"นี่ซองมินดูสิ เกิดอะไรขึ้นกับฮีชอลฮยองก็ไม่รู้!" เสียงของเด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่ามีใบหน้าหวานและสวย เรียกให้เด็กหนุ่มอีกคนที่เดินผ่านมาหยุดชะงัก ก่อนจะก้าวเท้าเรียวเข้าไปดูหน้าจอของคอมที่เพื่อนเรียกให้ดู
"อะไรนะ ทงเฮ?" คิ้วสวยขมวดขึ้นทันทีที่อ่านข้อความแต่ละบรรทัดจบ
"ไม่รู้สิ ก็ตั้งแต่เมื่อพวกพี่อีทึกเข้าโรงพยาบาล ฮยองก็อัพอะไรแปลกๆทุกทีเลย"
"จริงสิ แต่ตอนนี้พวกพี่ก็ออกมาแล้วนะ เหลือแค่คยูกี้เท่านั้นเอง แต่ก็ดีขึ้นเยอะแล้วด้วย หมอก็บอกว่าเดี๋ยวอีกไม่นานก็ดีขึ้นแล้ว และก็ออกมาอยู่กับพวกเราได้อีก"เสียงหวานของซองมินตอบเพื่อน ตามความจริงที่ได้รู้มาจากผู้จัดการลี
"อืม อาจจะทะเลาะกับพี่ฮันคยองก็ได้นี่ พักหลังมานี่ทะเลาะกันบ่อยเหลือเกิน" มือเรียวเล็กของทงเฮปล่อยเม้าส์ออกก่อนจะเอนหัวพิงกับพนักเก้าอี้ อย่างเหนื่อยใจ
"ใช่ๆ อย่างเมื่ออาทิตย์ก่อนฮีชอลฮยองยังกลับมานอนที่บ้านนี้เลย เห็นว่าเงียบตลอดเวลาจนพี่อีทึกต้องเข้าไปคุยเองเลยด้วย"
"นั่นสิ แต่อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องไปอเมริกากันแล้วพี่อีทึกล่ะ จะอยู่กับใคร?"
"อยู่กับฮีชอลฮยองไง เพราะตารางงานของฮยองยังไม่ลงตัวเลย จริงๆอาจจะไม่ได้ไปก็ได้"
"เหรอ? แย่จังเลยน่าสงสารฮยองนะ แต่ก็ดีพี่อีทึกจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว"
เสียงคุยกันไปมา ถึงไม่ได้ดังมากแต่เพราะวันนี้สมาชิกคนอื่นยังไม่ตื่นกัน ทำให้คนที่ตื่นก่อนอย่างคังอินได้ยินอย่างชัดเจนคิ้วเรียวของคังอินชมวดกันจนแทบจะชิดติดกัน
...ฮีชอลเป็นอะไร....
"เป็นอะไรนะคังอิน คิ้วจะชนกันอยู่แล้วนะ" เสียงไม่ทุ้มไม่หวานของอีทึกดังขึ้นเรียกสติของคนที่กำลังยืนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยในห้องครัวต้องหันกลับไปมอง ก่อนจะยิ้มให้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
"ตื่นแล้วเหรอ"
"ถ้าไม่ตื่นนายจะเห็นมั้ยล่ะ? แล้วนี่ทำอะไรอยู่ถึงได้ยืนเหม่อขนาดนั้น"
"พอดีคิดเรื่องของฮีชอลนะ ตะกี้พวกซองมินคุยกันก็เลยเป็นห่วงนิดหน่อย ว่าแต่พี่ออกมาทำไมเนี้ย? เดี๋ยวก็ไม่หายหรอก!" เสียงทุ้มตอบอีกฝ่าย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอีกคนเพิ่มจะออกจากโรงพยาบาลมา ก็อดไม่ได้ที่จะโวยใส่บ้าง ....ชอบทำตัวเป็นเด็กให้ต้องห่วงอยู่เรื่อยเลย....!!!
"เอาน่าาา นั่งๆนอนๆทั้งวันน่าเบื่อจะตาย ...แล้วฮีชอลเป็นอะไรเหรอ?" อีทึกพูดขำๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องของอีกคน เพียงแต่แววตาที่สดใสเมื่อครู่กลับสั่นระริก แม้เพียงแวบเดียวก่อนที่เจ้าตัวจะปกปิดมันก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัว
"ไม่รู้สิ เห็นว่าอัพไซแปลกๆ แล้วก็ทะเลาะกับฮันคยองบ่อยขึ้น อีกอย่างเรื่องไซชั้นเองก็ไม่ได้เข้านานแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอีกรึเปล่า?"
"นั่นสิ รายนั้นนะชอบเก็บอะไรไว้คนเดียวทุกที แล้วก็ชอบแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ทั้งที่ข้างในอ่อนแอแค่ไหน แต่ชั้นว่าอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเค้าก็ได้นะ ที่เค้าว่า "ยิ่งทะเลาะก็ยิ่งรักไงล่ะ" สองคนนั่นรักกันออกจะตายไป มีปากมีเสียงกันบ้างคงไม่แปลกหรอก แล้วฮีชอลก็เป็นเจ้าแม่ขี้โวยวายอยู่แล้ว คงไม่เป็นอะไรนักหรอก"
"ผมก็คิดเหมือนพี่นะ แต่มันแปลกใจตรงที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่อยู่ด้วยกันนี่สิ พี่เค้าไม่เคยระบายอะไรทางไซนะ แต่นี่พี่ฮีชอลเค้าอัพลงไซ ยิ่งไซพี่เค้ามีคนเข้าเยอะ ผมกลัวว่าแฟนคลับจะคิดมากนะ"
"อืม มันก็จริงแต่จะทำไงล่ะ ยัยนั่นนะทำอะไรไม่เคยฟังใครหรอก ต่อให้เป็นชั้นก็เถอะ! คงจะมีแต่เจย์นั่นแหละ แต่ตอนนี้ก็ไม่อยู่ด้วย ถ้าทางบริษัทไม่ได้ว่าอะไรก็คงไม่เป็นอะไรหรอก" อีทึกพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะหันกลบไปดูอีกฝ่ายที่กำลังทำอาหารอยู่
"งั้นวันนี้ชั้นไปดูฮีชอลดีกว่า" เงียบอยู่นาน แต่สุดท้ายอีทึกก็พูดออกมา คังอินทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
...ทำไมจะไม่รู้ว่าพี่อีทึกคิดอะไร...
เพราะเค้าเป็นหนึ่งคนที่เคยเข้าไซเวิลด์ภาษาจีนของอีทึก ถึงจะดูออกยากแต่มีเหรอที่คังอินคงนี้จะมองไม่ออก ยิ่งตอนที่พี่ฮีชอลรู้ข่าว ยังไปนอนเฝ้าอีทึกเลยแถมเวลามีปัญหาอะไรสองคนนี้ก็ช่วยดูแลกันตลอด จนบ้างครั้งเค้ายังแอบหึงแทนฮันคยองเลยด้วยซ้ำ เพราะพี่สองคนเล่นดูแลกันแบบนี้แล้วคนที่ได้ชื่อว่าเป็น"แฟน" อย่างพี่ฮันคยองจะทำยังไง
....แต่ถึงอย่างนั้นเค้าก็ยังมองออกอยู่ดีว่า พี่ฮีชอลก็รักฮันคยองจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งหรือหลอกลวงเหมือนที่คนอื่นทำ เพียงแต่พี่ฮีชอลไม่รู้เท่านั้นว่าพี่อีทึกคิดยังไง....
...แล้วถ้ารู้เค้าเองก็คิดไม่ออกอยู่ดีว่าอะไรจะตามมา...
.
.
ปึง!
"ทำไมนายถึงเป็นแบบนี้ทุกที!!"เสียงหวานของฮีชอลแทบจะเรียกว่าตะโกนก็ได้ดังรอดออกมาจากห้องพักบนคอนโดชั้นแปดที่บริษัทจัดให้เพื่อให้ฮีชอล ฮันคยอง เจย์และคิบอมแยกออกมาพักกัน
"ก็แล้วนายอยากให้ชั้นเป็นแบบไหนล่ะ? บอกมาสิ!!!"
"ฮันคยอง!! นี่นายมีเหตุผลหน่อยสิ"
"ฮันคยอง!!!! กลับมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อนได้มั้ย?!!"
สิ้นเสียงของฮีชอล ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ราวกับว่าคนเปิดกำลังหาที่ระบายอารมณ์อย่างมากที่สุด ร่างสูงชะงักเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีคนยืนอยู่หน้าห้อง ใบหน้าขาวนั้นส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่แววตากลับฉายแววเป็นคำถาม
.เกิดอะไรขึ้น!!....
ฮันคยองมองใบหน้านั้น แต่ไม่แสดงอะไรออกมาก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ...เพราะถ้าเค้ายังหันกลับไปมีหวัง คงจะทำอะไรให้ไม่พอใจอีทึกไปด้วยอีกคน อย่างน้อยตอนนี้ถ้าเค้าออกไปสงบอารมณ์ก่อนคงจะเป็นการดีที่สุด
เท้าเรียวของอีทึกก้าวเดินผ่านประตูที่เพิ่งถูกเปิดออกเมื่อครู่ ก่อนที่จะเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพของข้าวของที่กระจัดกระจาย อยู่ถึงจะไม่มากแต่คนอย่างอีทึกก็มองออกว่า
...คงจะเป็นเรื่องเมื่อครู่....
กวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยกำลังนั่งก้มหน้าเก็บของบางอย่างขึ้นจากพื้น
"เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ฮีชอล"
เอ่ยเสียงเบา แต่เมื่อทุกอย่างในห้องเงียบสนิท ก็กลายเป็นเสียงที่ทำให้คนที่คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว ต้องหันกลับมามอง
ใบหน้าสวยหันกลับมามองคนพูดเล็กน้อย เก็บสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นก่อนจะวางมันกลับไว้ที่โต๊ะด้านข้าง อีทึกเดินเข้ามาหาร่างบาง
"มีอะไรเหรอทึกกี้ มาหาถึงนี่เชียว" ถามอีกฝ่าย ก่อนจะยิ้มให้อย่างปกติ ยิ้มจนตาปิด...เพื่อหลบสายตาที่รู้ไปซะทุกเรื่องของอีกฝ่าย
...แต่เพราะเป็นคิมฮีชอล การจะเก็บอะไรไว้กลับตัวโดยไม่เอ่ยออกมาคงไม่ใช่เรื่องยาก...
..และเพราะเป็นอีทึก การจะรู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเหมือนกัน...
"ทะเลาะกับฮันคยองเหรอ"
".........."
"วันนี้น้องๆเค้าเป็นห่วงนายนะ แต่ไม่ว่างกันชั้นก็เลยมาหาแทน เป็นอะไรรึเปล่า"
"เป็นอะไร! ชั้นเป็นอะไรทึกกี้ นายก็เห็นว่าชั้นไม่ได้เป็นอะไร!!! ชั้น...อึก" เสียงหวานตอบกลับคนถามอย่างดัง แต่สำหรับคนฟังกลับไม่ได้แปลกใจตามเลย เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายอารมณ์เป็นยังไง ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ๆฮีชอล ก่อนที่แขนเรียวจะดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดเอาไว้
เพียงแค่นั้นเหมือนกำแพงที่สร้างขึ้นมา ที่เจ้าตัวเพียนพยายามรักษาเอาไว้ต่อหน้าของคนที่ได้ชื่อว่า "แฟน" ก็พังทลายไม่มีชิ้นดี พังเพราะความอบอุ่นจากคนๆนี้
คนที่รู้จักเค้าดีมากกว่าใคร ....ปาร์ค จองซู......
.
.
ทั้งที่คิดว่าฮันคยองรู้จักเขาดี รู้ว่าเค้าต้องการอะไรแต่...ทำไม!!ถึงไม่เข้าใจอะไรเลย
ทั้งที่เค้าคบกันเพราะต้องการการดูแล จากคนที่ฮีชอลรักมากกว่าใคร
คนที่คิดว่าไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะอยู่เคียงข้างกันตลอด
แต่เวลาแบบนี้ คนที่อยากให้อยู่เคียงข้างมากที่สุด...กลับไม่ใช่นาย
...ชั้นเจ็บนะ..ฮันคยอง!!!....
.
.
กริ๊ง กริ๊งงงงงง
เสียงโทรศัพท์บ้านดังเรียกสติของร่างสูงให้หลุดออกจากภวังค์ มือเรียวปล่อยตัวร่างบางที่เหลือเพียงเสียงสะอื้นจากการร้องไห้เมื่อครู่อยู่
เดี๋ยวชั้นมานะ กระซิบข้างหูเบาๆ เพราะมือเรียวสวยดึงเอาไว้ทันทีที่เค้าจะลุกออกไป ฮีชอลมองอีทึก สลับกับโทรศัพท์ที่ดังอยู่ ก่อนที่จะปล่อยมือเรียวออกอย่างช้าๆ
ร่างสูงมองตามอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะรีบลุกไปรับโทรศัพท์อย่างห้ามไม่ได้
ยอบาเซโย
- พี่อีทึกเหรอครับ - ปลายสายถามกลับอย่างสงสัย ถึงจะจำเสียงได้แต่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่อีกฝ่ายรึเปล่า เพราะ...ไม่คิดว่าหัวหน้าวงของเค้าจะไปอยู่ที่บ้านอีกหลัง แทนที่จะอยู่ที่หอ
อื้อ คิบอม?
- ครับ คือผมจะโทรมาบอกฮีชอลฮยองนะครับ ว่าทางบริษัทเลื่อนโปรแกรมไปอเมริกาตอนตีหนึ่งของวันนี้ -
วันนี้? ไหนบอกว่าอีกสองวันไง คิ้วเรียวขมวด เป็นคำถามถึงอีกฝ่ายจะไม่เห็นแต่ก็รู้ดีว่าอีทึกจะทำหน้ายังไง
- ครับ คือเหมือนจะให้ไปพักผ่อนกันนะครับ -
เหรอ? แล้วตอนนี้คนอื่นรู้รึยัง? แล้วมีรายชื่อออกมาว่าใครไปบ้าง
- ผมอยู่ที่หอครับ รู้กันหมดแล้ว ส่วนรายชื่อพี่คังอินบอกว่า...มีพี่กับฮีชอลฮยองไม่ได้ไปครับ ส่วนพี่คังอินจะตามไปวันแสดง - คิบอมบอกอีกฝ่ายตามที่เจ้าตัวได้ยินมา
โอเค งั้นคังอินคงดูแลเรียบร้อย ...ว่าแต่ฮันคยองอยู่ด้วยรึเปล่า
- อ๋อ พี่ฮันอยู่ครับ แต่คงไม่กลับไปที่บ้านแล้วนะครับ เสื้อผ้าก็มีแล้วเพราะผมรู้ก่อนเลยจัดเอาไว้ให้ -
อืม
- พี่อีทึกครับ! ดูแลฮีชอลฮยองด้วยนะครับ อันที่จริงผมว่าพี่เค้าน่าจะดูแลพี่เพราะพี่ยังไม่หายดี แต่....พี่คงรู้นะครับว่าทำไม ส่วยรายละเอียดผมไม่รู้อะไรมาก แต่เห็นพวกพี่เค้าแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง -
อื้อ ชั้นรู้แล้วแหละ ไม่ต้องห่วงนะไปทำงานให้เต็มที่เถอะ บอกอีกฝ่ายก่อนจะหันกลับไปมองอีกคนที่ถูกทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียว อีทึกมองใบหน้าหวานที่เปื้อนน้ำตาอย่างอดไม่ได้ที่จะเจ็บปวดแทน
ผมรู้ดีว่าฮีชอลรักฮันคยองมากแค่ไหน มากซะจนไม่รู้ว่ารอบตัวของเค้ามีอีกกี่คนที่เป็นห่วงเค้าไม่แพ้กัน เพราะอย่างนี้ไงล่ะถึงทำให้ผมตัดใจจากเค้าไม่ได้ซะที หรืออันที่จริงแล้ว
...ผมไม่สามารถตัดใจได้ต่างหาก!!
ผมไม่รู้หรอกว่าพวกเค้าทะเลาะอะไรกัน แต่ตอนที่ผมได้ยินเสียงปิดประตู ใจของผมก็หล่นวูบทันที
ผมกลัว!!...กลัวว่าพวกเค้าสองคนจะทำอะไรรุนแรง แล้วยิ่งเสียงของฮีชอลที่ตามมา มันเจ็บปวด...จนผมเองก็ยังรู้สึกได้ แต่จะว่าฮันคยองผิดก็ไม่ได้ เพราะดูเหมือนตัวเค้าเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน
ผมสงสัยจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเค้าสองคน?
.
.
ฮีชอล อีทึกเดินกลับเข้าไปหาร่างบางที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม จนอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
เสียงเรียก ทำให้ฮีชอลเงยหน้าขึ้นมองช้าๆ ตาเรียวสวยที่เคยสดใส บัดนี้แดงกล่ำเพราะความกดดันจากภายใน เพียงแต่เจ้าคงจะคิดที่จะไม่ร้องไห้อีก อีทึกฉุดอีกฝ่ายขึ้นช้าๆ ก่อนจะพาเดินเข้าไปในห้องนอน
ร่างสูงจัดแจงให้ฮีชอลนอนลงอย่างง่ายดาย ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะมีการโวยวายไม่มากก็น้อย ไม่เงียบและเร็วแบบนี้หรอก แต่เพราะคนขี้โวยวายตอนนี้ไม่มีแม้แต่อารมณ์จะทำอะไรเลยนี่สิ
อีทึกมองอีกฝ่ายอย่างเหนื่อยใจ ...อยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าพูดตอนนี้อีกฝ่ายก็ไม่รู้จะตอบรึเปล่า? คนอย่างคิมฮีชอลต้องใจเย็นเท่านั้น ถึงจะอยู่ด้วยได้
ขอโทษนะ ทึกกี้ เสียงหวานเอ่ยออกมาเบาๆ เป็นคำแรกตั้งแต่เดินเข้ามาในห้อง ร่างสูงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนที่มือเรียวจะคว้านหาเก้าอี้ด้านข้างมานั่งลงแล้วหันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย
ขอโทษ เรื่องอะไรล่ะ ถามอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้ ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมไปลูบหัวอย่างเบามือ เพียงแค่นั้นน้ำตาที่เพิ่มหยุดไหลก็ไหลออกมาอีกครั้ง อีทึกเปลี่ยนเป็นใช้นิ้วเรียวปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของฮีชอลแทน
อย่าร้องสิ มีอะไรก็บอกชั้นได้
ทึกกี้! ชั้น...ชั้นขอโทษนะ ทั้งๆที่นายไม่สบายแท้ๆ แต่กลับต้องมาดูแลชั้นอีก ฮ่าๆ ชั้นนี่บ้าจริงๆเลย ถึงจะพูดติดตลกอย่างนั้น แต่คนที่มักจะหัวเราะเสมออย่างฮีชอลกลับหัวเราะไม่ออก ร่างบางรู้อย่างเดียวว่าเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่หน้าอก จะพูดอะไรก็พูดไม่ได้ มันเจ็บปวดๆไปซะหมด
...เจ็บจนอยากจะหายไปเลย....
ไม่เอาน่าาา ดูซิตาบวมหมด ไม่สวยเลยนะ
ฮ่าๆ นั่นสิ เดี๋ยวพี่สไตล์ลิสต้องว่าอีกแน่เลย ทำไงดีล่ะทึกกี้ เสียงหวานตอบกลับ ก่อนจะทำหน้ายู่เมื่อนึกถึงว่าต้องโดนว่าอีกแน่ เรื่องไม่รักษาสุขภาพ เพราะตั้งแต่ตอนย้ายบ้านใหม่ๆ ก็โดนว่าบ่อยๆ เพราะมัวแต่คุยกับลีดเดอร์ติ๊งต๊องนี่แหละ กว่าจะเลิกงานก็ดึกแถมยังมานั่งคุยต่ออีก ..แต่ถึงอย่างนั้นฮีชอลก็ไม่ปฏิเสธที่จะทำ....
สมน้ำหน้า ฮะ ๆ
ทึกกี้!!! นายว่าชั้นอีกแล้วนะ ใบหน้าสวยเชิดนิดๆ ก่อนจะหันข้างให้อีกฝ่าย ไม่รู้ทำไมเดี๋ยวนี้คนด้านข้างถึงได้กวนหนักกว่าเก่าเยอะเลย ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ว่าอะไรก็จะโดนเค้าคิมฮีชอลเป็นคนแกล้งตลอด
วันนี้คนอื่นเค้าจะไปอเมริกากันแล้วนะ สงสัยจะมีแต่ชั้นและก็คยูฮยอนเท่านั้นที่ไม่ได้ไป เหมือนคนแถวนี้ อีทึกพูดติดตลก
เหอะ! ใครบอกว่าชั้นได้ไปล่ะ? ใบหน้าหวานอดไม่ได้ที่จะหันกลับมาวีนใส่อีกคนที่ทำท่าประชดอยู่ด้านข้าง
อ้าว
นี่นายไปอยู่ไหนมาเนี้ย!?! เป็นลีดเดอร์ซะเปล่า แค่นี้ก็ไม่รู้เรื่อง!! อีทึกแอบอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มกลับมาปกติเหมือนเดิมแล้ว
...กลับมาแล้วสินะ คิมฮีชอลคนเดินที่แตกต่างกับคนเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว... เจ้าหญิงที่เอาแต่ใจของใครหลายคน รวมถึงตัวเค้าด้วย ปาร์คจองซู
ฮ่าๆ นั่นสินะ แล้วคืนนี้จะไปนอนบ้านนู้นมั้ย? อีทึกยกมือโคลงหัวอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเอามือออกเมื่อเห็นว่าคนสวยของเค้าไม่เล่นด้วย
เอาสิ! ว่าแต่นายอยากกินอะไรรึเปล่า ออกมาแต่เช้ากินอะไรมารึยัง ฮีชอลตอบคำถามอีกฝ่าย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่ที่อีทึกมาถึงยังไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากที่อีกฝ่ายนั่งปลอบเค้ามาเกือบชั่วโมง
ไม่ล่ะ กินมาแล้ว ว่าแต่วันนี้นายไม่ไปทำงานเหรอ
พูดอะไรบ้าๆ ทึกกี้! นายก็รู้ว่าชั้นยังต้องถ่าย Inki ละครแล้วก็ไปออก Starking อีก ทั้งที่อยากจะไปอเมริกาจะตาย แต่ก็ดี...จะได้ไม่ต้องเจอหน้ากันสักพัก เสียงหวานบ่นดังๆ ก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับประโยคสุดท้าย ที่ราวกับว่าเจ้าตัวจงใจปิดบังเอาไว้ ปิดบังความจริงที่ว่าตอนนี้หัวใจของฮีชอลกำลังอ่อนแอจนแทบจะหยุดเต้นไปแล้วก็ว่าได้
....แต่อย่างน้อยก็ต้องขอบใจทึกกี้ เพราะชั้นไม่รู้ว่าจะอยู่คนเดียวได้รึเปล่า...?
.
.
ฮีชอลเคยเชื่อมาตลอดว่า การเชื่อใจคือสิ่งสำคัญในการคบกัน
หลายครั้งที่ทั้งเค้าและฮันคยองต้องเข้าใจกันผิดเพราะคำว่าแฟนเมค จนสุดท้ายก็เลือกที่จะเชื่อใจกันดีกว่า
แต่หลายวันมานี่ ตั้งแต่พวกสมาชิกคนอื่นเกิดเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แย่ลงตามๆกัน อาจเป็นเพราะตารางงานที่มากขึ้นของฮีชอล และช่วงเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันมันน้อยลง หรือเพราะ...ความรู้สึกที่เคยมีมันเปลี่ยนไปกันนะ? ถึงทำให้ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ดูขัดแย้งกันตลอดเวลา
วันนั้นที่ฮีชอลรู้ข่าวว่าพวกอีทึกเข้าโรงพยาบาล ทั้งที่อยู่กับฮันคยองและคิบอมแต่ จิตใจของร่างบางกลับไม่ได้อยู่ด้วยเลย แต่ก็คงเหมือนสมาชิกคนอื่นๆที่เป็นห่วงคนที่บาดเจ็บ มันก็คงไม่แปลกอะไร
ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว แล้วยิ่งคนคิดมากอย่างฮีชอลล่ะ? เพราะตารางงานวันนั้นมีการเปลี่ยนแปลง เพราะงั้นก็เลยไม่ใช่เค้าที่เจ็บตัวแต่กลายเป็นคนอื่นอย่างนั้นเหรอ? มีหรือที่คนคิดมากคนนี้จะไม่โทษตัวเอง
เพียงแต่คนที่รู้คงจะมีเพียงอีทึกคนเดียวเท่านั้นที่ดูออก....
เพราะงั้นวันที่พวกเค้าทุกคนสามารถไปเยี่ยมได้ ฮีชอลและฮันคยองเลยต้องแยกไปเยี่ยมสมาชิกแต่ละคน เพราะร่างบางอยากจะเจอกับอีทึกก่อนใครเพื่อนต่างหาก ส่วนฮันคยองอยากจะไปเยี่ยมคยูฮยอนก่อนแทน
ฮันคยอง คือ..ชั้นอยากไปนอนเฝ้าทึกกี้นะ เสียงหวานเอ่ยทำลายความเงียบในรถที่บริษัทจัดหามาให้ ฮันคยองหันมามองใบหน้าหวานของคนที่นั่งด้านข้าง ที่เจ้าตัวกำลังหันหน้าออกไปนอกตัวรถ แต่เพราะความมืดของภายนอกที่สะท้อนภาพให้เห็นทำให้ฮันคยองรู้ว่าคนด้านข้างของเค้ากำลังร้องไห้อยู่
มือเรียวเอื้อมไปลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเอนหัวลงมาซบที่ไหล่ของตน สัมผัสได้ถึงแรงสะอื้นและน้ำตามากมายของคนด้านข้าง เพราะอีกฝ่ายเลือกที่จะกอดเค้าเอาไว้มากกว่า
ฮันคยองเหลือบมองคิบอมที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถ สบตากับอีกฝ่ายผ่านกระจก ....เจ็บปวดไม่แพ้กัน... เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคราวนี้มันรุนแรงกว่าเดิม มีหรือที่จะทำให้คนอ่อนแอแต่แกล้งทำเป็นเข้มแข็งอย่างฮีชอลจะใจแข็งได้เหมือนทุกครั้ง
อื้อ ไปสิเดี๋ยวชั้นกลับคิบอมจะไปคุยกับผู้จัดการให้ นายเองก็น่าจะพักบ้างนะ ลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ อยากให้รู้ว่ายังไงซะพวกอีทึกก็ปลอดภัยแล้ว
....ขอบคุณนะ....
เสียงหวานที่ยังแปล่งๆ เอ่ยออกมาเบาๆราวกับกระซิบ แต่ก็ทำให้คนที่ได้ยินยิ้มออก ก่อนจะปล่อยให้อีกฝ่ายสวมกอดตัวเองไปตลอดทาง
พอถึงบ้านร่างบางก็เดินเข้าไปเก็บเสื้อผ้าอย่างที่ตั้งใจไว้ ยังไงซะถ้าเค้าพูดอะไรฮันคยองก็ทำให้ได้เสมอ เหมือนที่คนอื่นบอกว่า เจ้าหญิงต้องมีองค์รักษ์คอยดูแล ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับฮันคยองที่ไปส่งคนรักที่โรงพยาบาลอีกครั้ง
เท้าเรียวสองคู่เดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยพิเศษ ก่อนที่จะหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าคนที่อยากจะมาเมื่อครู่หยุดเดินไปซะอย่างนั้น ฮันคยองหันกลับไปมองอีกฝ่ายก่อนจะเดินกลับไปจับมือเรียวเอาไว้ พยักหน้าแล้วดึงมืออีกฝ่ายให้กระชับมากขึ้น ก่อนที่จะพาเดินเข้าไปในห้องพักที่เงียบสงบ
....รู้ว่ามันเจ็บปวด แต่อีทึกคงจะดีใจถ้าเห็นว่ามีสมาชิกมาเยี่ยมและถ้าคนนั้นเป็นฮีชอลคงจะดีไม่น้อย....
ฮีชอล ชั้นคงอยู่กับนายไม่ได้เพราะต้องไปจีนต่อกับพวกซีวอน
งั้นเหรอ? อืมมม งั้นก็ไปทำงานเถอะ แต่ถึงแล้วบอกชั้นด้วยนะ! อย่าลืมนะฮันคยอง โทรมาด้วย เสียงหวานบอกคนฟังสั่นๆ พอรู้ว่าอีกฝ่ายต้องเดินทางไปจีนต่อก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงมากกว่าเดิม กลัว...กลัวพระเจ้าจะเล่นตลกอะไรอีก!!
อืม ดูแลตัวเองนะฮีชอล แล้วจะรีบกลับมา ฮันคยองพยักหน้าให้อีกฝ่าย ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนที่สุด เพราะรู้ว่าคนตรงหน้าชอบรอยยิ้มของตัวเองมากกว่าใคร เพราะรอยยิ้มของเค้าอบอุ่น ก่อนจะหันไปหาผู้จัดการอีกคนที่ยืนอยู่หลังห้องแล้วเดินเข้าไปหา
ไปกันรึยัง ฮันเกิง
ครับ! ตอบรับเต็มเสียง เดินตามอีกฝ่ายออกไป แต่ไม่วายหันกลับมายิ้มให้คนที่ได้ชื่อว่ารักมากที่สุด!
ฮีชอลมองภาพนั้น ก่อนที่ใบหน้าหวานจะซีดลงกว่าเดิม เมื่อรู้สึกว่าคนที่เพิ่มเดินออกไปอาจจะไม่กลับมาอีก...อยากจะวิ่งตามออกไป แต่ทำไมถึงก้าวขาไม่ออก?....
ชอล...ฮีชอลเหรอ? เสียงทุ้มเอ่ยออกมาจากปากของคนที่นอนหลับอยู่บนเตียง เรียกให้คนที่ยืนมองอีกคนที่เดินออกไปต้องรีบหันกลับไปมอง ทั้งที่อีกใจหนึ่งอยากจะเดินตามฮันคยองออกไป แต่อีกใจกลับทิ้งคนที่นอนอยู่บนเตียงไม่ได้
อ๊ะ! ทึกกี้ตื่นแล้วเหรอ สุดท้ายฮีชอลก็เลือกที่จะเดินเข้าไปหาอีทึก
อืม โอ๊ย! พูดได้แค่นั้น ใบหน้าของอีทึกก็เหยเกขึ้นมาทันที เพราะความเจ็บเพียงแค่คิดจะขยับตัว บาดแผลจากการถูกเย็บเป็นร้อยเข็มไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย
เจ็บมากมั้ย? ชั้นเรียกหมอให้ดีกว่านะ
ไม่ต้องหรอก เอ่ยบากบอกอีกฝ่าย น้ำเสียงแหบแห้งยิ่งกรีดหัวใจคนฟังให้เจ็บปวดมากยิ่งขึ้น ตาเรียวกระพริบถี่ขึ้นเพื่อบังคับการไหลของน้ำตา
อีทึกมองคนสวย ที่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างปวดใจ
มีคนบอกว่าว่าเวลาร้องไห้มันเจ็บปวด แต่สำหรับคนที่ทำให้น้ำตามันไหลกลับเข้าไปล่ะ? จะเจ็บยิ่งกว่าเท่าไหร่!
พอได้แล้วฮีชอล มันเป็นแค่ความบังเอิญ พูดดังๆใส่คนด้านข้างเป็นครั้งแรก อาจเพราะความเจ็บ และอารมณ์ตกใจเลยทำให้อีทึกควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร
...เพราะกลัวว่าถ้าคนที่นั่งมาเป็นฮีชอลตามตารางจริง ป่านนี้คนเจ็บสุดคงไม่ใช่คยูฮยอนแต่เป็น...ฮีชอล!! คิดได้แค่นั้นอีทึกก็แทบจะเป็นบ้า ฮีชอลเคยรถชนมาครั้งหนึ่งจนถึงตอนนี้ผลกระทบต่อร่างกายก็ยังมีอยู่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นอีก...เค้าแทบไม่อยากจะคิดถึงสิ่งที่ตามมา ในฐานะของลีดเดอร์คงจะห่วงเรื่องความปลอดภัยของอีกฝ่ายและผลกระทบต่องาน แต่ในฐานะของคนที่เค้ารักมากที่สุด...ย่อมไม่มีใครอยากให้คนที่ตัวเองรักเจ็บตัว
ทั้งที่ไม่อยากจะทำให้คนสวยต้องเจ็บไปมากกว่านี้ แต่ถึงยังไงอีทึกก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นอีกฝ่ายโทษตัวเองเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ขอโทษนะทึกกี้ เพราะชั้นแท้ๆ อึก...ฮือ นานแค่ไหนแล้วที่เค้าไม่ได้เห็นคนสวยคนนี้อ่อนแอจนกระทั่งร้องไห้ ก็คงตั้งแต่ตอนที่ฮีชอลเข้ารพ.ครั้งล่าสุดล่ะมั้ง?
...ถ้าไม่ใช่เพราะเค้า เรื่องแบบนี้คงไม่เกิด...ข้อความเตือนจากแอนตี้ไม่ใช่การล้อเล่น!!...แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าคนที่เจ็บเป็นเค้ามากกว่าเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยแบบทึกกี้ หรือคยูฮยอนและคนอื่นๆ
จะคิดมากไปถึงไหน! หยุดร้องได้มั้ย? นายก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ ...อย่าทำให้ชั้นเป็นห่วงมากกว่านี้เลยนะ...ฮีชอล พอกันที ทั้งที่ปกติผมไม่อยากจะแสดงอะไรออกไปให้คนๆนี้ต้องรับรู้ แต่สำหรับคราวนี้ ผม...ไม่คิดจะปิดมันอีกต่อไปแล้ว รู้ดีว่ามันผิด!! แต่จะให้ทำยังไง? ผมไม่อยากให้เค้าต้องเจ็บอีก
ประโยคสุดท้ายที่พูดออกมา ทำให้ใบหน้าหวานต้องอึ้ง นัยน์ตาเรียวมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นว่ามันคือความจริงทั้งหมด! ที่คนๆนี้พูดออกมามันคือความจริงทั้งหมด!!! อีทึกไม่ได้โกรธหรือโทษว่าเป็นความผิดของใคร และที่สำคัญ! อีทึกเป็นห่วงเค้ามากกว่าตัวของอีทึกเอง
น้ำตามากมายที่เอ่อล้นออกมา กำลังบีบหัวใจคนที่นอนอยู่สุดความสามารถที่มันจะทำได้ ก่อนที่ร่างบางจะถูกอีกฝ่ายดึงเข้าไปกอด แม้การขยับตัวสักเล็กน้อยจะเจ็บ! แต่ตอนนี้อีทึกไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากคนที่อยู่ตรงหน้า ที่กำลังร้องไห้ให้เค้า!!
นานที่อีทึกปล่อยให้อีกฝ่ายร้องไห้จนพอใจ ภายในอ้อมกอดของตัวเอง จนร่างบางในอ้อมกอดขยุกขยิก อีทึกถึงปล่อยมือเรียวที่โอบเอาไว้ออก มองใบหน้าหวานที่เงยขึ้นมา ก่อนจะยิ้มให้...อ่อนโยนไม่แพ้รอยยิ้มที่ฮันคยองมีให้... หยอดน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มอีกครั้ง ก่อนจะถูกเช็ดออกด้วยมือเรียวของอีทึก
นายโอเคนะ
อืม... อาทิตย์นี้ชั้นจะมานอนเฝ้านายแหละ เสียงหวานเอ่ยบอกอีกฝ่าย รอยยิ้มกลับมาอีกครั้งหลังจากที่เริ่มจะทำใจได้แล้ว
เห? แล้วงานของนายล่ะ
ผู้จัดการบอกให้ชั้นพัก บอกให้พวกเราทุกคนพัก...นี่นายคงไม่คิดว่าพวกเราจะไปทำงานได้อีกหรอกนะ พอมาเห็นสภาพแบบนี้แล้วนะ!!
ฮ่าๆ ก็นึกว่าชั้นจะไม่อยู่ในสายตานี่ เห็นอะไรๆนายก็ฮันคยองๆ หรือไม่ก็งานแล้วก็คิบอมเท่านั้น! พูดงอนอีกฝ่าย อย่างอดไม่ได้ ก็จริงนี่ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เค้าคุยกับฮีชอลก่อนที่จะคบกับฮันคยอง คนสวยก็เอาแต่พูดถึงสองคนนั้น หรือไม่ก็งานเท่านั้น
แต่ถึงไงซะเค้าก็รู้ดีว่าฮีชอลต้องมาเยี่ยมเค้าแน่ๆ แต่ไม่นึกว่าจะมานอนด้วยเป็นอาทิตย์แบบนี้!! แล้วฮันฮยองล่ะ?
ทึกกี้!! สรุปนายจะให้ชั้นนอนที่นี่มั้ย? ฮีชอลตะวาดอีกฝ่าย จนคนฟังต้องสะดุงสุดตัว ...ให้ตายเหอะตามอารมณ์ยัยนี่ไม่ได้เลยจริงๆ...
คร้าบบบบ!! นอนครับ! ...แต่ถ้านายมานี่แล้วฮันคยองล่ะ? จะไม่โกรธเหรอ ถึงอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงคนที่เป็น แฟน เพียงแค่พูดความรู้สึกอึกอัดก็เพิ่มขึ้นมา ทั้งที่นานแล้วแท้ๆตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าฮีชอลตกลงคบกับฮันคยอง เค้าก็พยายามบังคับตัวเองทุกครั้งเวลาที่ต้องพูดถึง
ฮันคยองไปจีน ....ไปกับซีวอน บอกอีกฝ่ายเบาๆ แต่ปลายประโยคแทบจะเลื่อนหายไปกับอากาศ ติดที่ว่าอีทึกนั้นได้ยิน คิ้วเรียวของร่างสูงจึงหมุนเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้
...เกิดอะไรขึ้นกับฮันคยองและซีวอนอีกล่ะ...
เป็นอะไรทึกกี้ คิ้วจะชนกันแล้วนะ เดี๋ยวก็แก่ขึ้นอีกหรอกแล้วก็มาบอกว่าตีนกาขึ้น ดูซิทำหน้าแบบนี้แล้วมันจะไม่ขึ้นได้ไง! ฮีชอลพูดขำๆ เมื่อเห็นหน้าของอีกฝ่าย นิ้วเรียวชี้ตรงกลางที่หัวคิ้วของอีกคน
เหอะ ถ้าชั้นแก่นายก็แก่! อายุห่างกันกี่วันเอง
อะไร! ถึงจะห่างกันนิดเดียว แต่ชั้นก็ไม่มีตีนกาแบบนายหรอก!!
คำพูดที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ภายในของทั้งคู่กับเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องเอ่ยออกมา...
.
.
กลับมาแล้ว เสียงหวานตะโกนบอกคนที่อยู่ในบ้าน พร้อมทั้งถอดรองเท้าคู่โปรดวางไว้ที่ชั้น ....โล่งกว่าเดิม เพราะตอนนี้คนที่อยู่ที่นี่ทุกคนไม่ได้อยู่ มีเพียงรองเท้าคู่เดียวของคนที่ได้ชื่อว่าลีดเดอร์วางเอาไว้ ฮีชอลมองอย่างอึกอัดก่อนจะเลื่อนมือเรียวที่ถือรองเท้าคู่โปรดไปวางไว้ด้านข้าง...เป็นคู่จะได้ไม่โดดเดี่ยว...
...เค้ารู้ดีกว่าใคร การที่ต้องอยู่คนเดียวมันเหงา เพราะงั้นฮีชอลเลยอดไม่ได้ที่จะแอบไปกระซิบบอกผู้จัดการว่าตัวเองไม่อยากไปอเมริกา ทั้งที่คราวนี้เค้าสามารถไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นผู้จัดการคิมก็ไม่ได้เอ่ยปากว่าอะไรนอกจากทำตามความต้องการของเค้า
หรืออีกนัยหนึ่งเพราะผู้จัดการคิมเองก็ไม่อยากให้ฮีชอลต้องลากสังขารที่ถึงดูเหมือนจะหายแล้วตามคนอื่นไปด้วย เพราะไงซะการแสดงครั้งนี้ก็มีคนไม่ได้ขึ้นสองคน จะเพิ่มอีกหนึ่งก็คงไม่เป็นไร แล้วงานถ่าย Inki ก็ยังจำเป็นต้องทำ
เท้าเรียวก้าวเข้าไปในห้อง เหลือตามองนาฬิกาที่ยังเดินอยู่ ...เที่ยงคืนกว่า...วันนี้คงเป็นครั้งแรกที่ฮีชอลได้เลิกงานเร็วกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูดึกมาอยู่ ตาโตของร่างบางกวาดหาอีกคนที่น่าจะอยู่ในบ้านด้วย ก่อนจะสะดุดสายตากับร่างของคนที่นอนฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะอาหาร
ริมฝีปากสีกุหลาบยกยิ้มให้กับภาพที่เห็น เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายเบาๆ มองคนที่หลับอยู่...เหมือนเด็ก... ก่อนจะก้มหน้าลงให้ใกล้กับอีกฝ่าย อยากเห็นว่าเวลาหลับหน้าตาของอีทึกจะเป็นยังไง
หือ...ฮีชอล? กลับมาแล้วเหรอ แต่เหมือนอีกคนจะรู้ตัว เปลือกคู่ตาสวยค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ กระพริบถี่ๆเพื่อปรับสายตา และภาพตรงหน้าให้ชัดขึ้นกว่าเก่า ฮีชอลยังคงมองอีกฝ่ายอยู่เหมือนเดิม ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
ทำไมมานอนตรงนี้ล่ะ อยากเป็นโดนยุงกัดตายเหรอไง ถึงอยากจะพูดว่าเป็นห่วง แต่ฮีชอลก็ยังเป็นฮีชอล ....ปากไม่ตรงกับใจ...
เหอะ ก็เพราะคอยใครล่ะ ถึงต้องมานอนบริจาคเลือดให้พวกยุงเนี้ย อีทึกเองก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการบอกอะไร
แล้วใครบอกให้คอยเล่า!! เถียงสุดใจ ว่ายังไงตัวเองก็ไม่ผิด จนสุดท้ายอีทึกต้องยอมแพ้ก่อนจะต้องยกมือกุมขมับ เพราะไม่อยากต่อความอีก
ช่างเถอะ กินอะไรมารึยัง? ฮีชอลส่ายหน้าไปมาๆอย่างแรง เป็นคำตอบ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม อีทึกมองยิ้มๆ ก่อนจะลุกเดินไปเอากับข้าวที่เตรียมไว้ออกมาให้
ว้าว! ของโปรดทั้งนั้นเลยนี่ตอนไปนอนบ้านนายก็ได้กิน นายทำเองเหรอ
อื้อ จำได้ด้วยเหรอ?
มิน่า ตอนไปบ้านนาย นายเล่นทิ้งชั้นไว้กับพี่สาวนายแม่นายแล้วก็หายไปเลย ที่แท้ก็แอบไปทำนี่เอง ชั้นก็นึกว่าแม่นายทำ เสียงหวานพูดพร้อมกับใบหน้าอมยิ้มเมื่อนึกถึงวันที่ไปนอนบ้านทึกกี้
เป็นไงล่ะวันนั้น อร่อยมั้ย ถามอีกฝ่าย พร้อมทั้งนั่งลงตรงข้ามกัน ฮีชอลส่ายหน้าเป็นคำตอบ
ไม่อร่อยเลยต่างหาก
อ๋อ เหรอ?แต่ใครก็ไม่รู้เนอะกินซะหมดเกลี้ยงเลย อีทึกพูดติดตลก ก่อนจะเห็นใบหน้างอนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เอาเหอะ รีบกินซะยังร้อนอยู่ พูดตัดบท เพียงแต่ดูเหมือนอีกคนจะยังไม่ยอมกิน ใบหน้าหวานอ้อนนิดๆ จนอีทึกใจอ่อนมือเรียวตักข้าวป้อนอีกฝ่าย ฮีชอลเองก็อ้าปากรออย่างเด็กๆ กับข้าวมื้อนี้คงเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดเลยก็ว่าได้
ทำตัวเป็นเด็กไปได้
ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ทั้งอีทึกและฮีชอลก็ต้องหัวเราะออกมา
...ใช่สิเป็นเด็กก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้านาย หรืออยู่กันแค่สองคนเท่านั้นแหละ...
อื่มแล้วววว ริมฝีปากสีกุหลาบบอกอีกฝ่าย อีทึกพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะช่วยกันเก็บจานไปล้าง ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน แค่นี้ฮีชอลก็รู้ตัวดีว่าอ้อนอีทึกมากเกินไปแล้วอีกฝ่ายยังเป็นคนป่วยอยู่ ทั้งที่อยากจะแกล้งให้มากกว่านี้ก็เถอะ
มือเรียวของอีทึกล้างจานจนสะอาดแล้วจึงส่งให้กับร่างบางที่ยืนคอยอยู่ด้านข้าง เพื่อทำหน้าที่เช็ดให้แห้งก่อนจะเก็บ แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ขี้เล่นอย่างฮีชอลก็ไม่อยู่นิ่ง มือเรียวเอื้อมมือเล่นฟองของน้ำยาล้างจานอย่างนึกสนุก จนอีทึกเริ่มที่จะแปลกใจ...ถ้าอยู่กับฮันคยองนายจะเป็นแบบนี้รึเปล่า?...
เพราะอีทึกอยากให้ฮีชอลทำแบบนี้ต่อหน้าเค้าคนเดียวเท่านั้น แต่มันก็คงเป็นเพียงแค่ความคิดของคนที่ไม่มีสิทธิ์แบบเค้า
ใครๆก็บอกว่าฮีชอลหยิ่ง แต่สำหรับตัวอีทึกแล้ว คนสวยตรงหน้าไม่ได้หยิ่งเลยสักนิด เพียงแค่การแสดงออกอาจจะแตกต่างจากคนอื่นไป ก็เพราะต้องการปกป้องตัวเองต่างหาก แต่คนตรงหน้าเค้าตอนนี้ล่ะ นี่เหรอที่เรียกว่าหยิ่ง?
อีทึกและฮีชอลช่วยกันล้างจานจนเสร็จ ก่อนจะพากันเดินออกมานั่งที่ห้องนั่งเล่นรวม ร่างสูงของอีทึกทิ้งตัวลงช้าๆ ตามด้วยฮีชอล
ทึกกี้~ ง่วงรึยัง
ยังทำไมเหรอ? ใช่เพราะเค้าและฮีชอลทำงานกันเลิกดึกดื่นทุกวัน เวลาแบบนี้อันที่จริงยังต้องอยู่ที่บริษัทเลยต่างหาก
ไม่รู้ป่านนี้ คนอื่นจะเป็นยังไงบ้างนะ สงสัยคงจะไปเที่ยวกันอยู่แน่ๆเลย เสียงหวานพูดเหมือนไม่ใส่ใจ แต่อีทึกก็รู้ดีว่าสิ่งที่คนพูดต้องการจะสื่อคืออะไร
...คงคิดถึงฮันคยองมากสินะ...
เพราะแบบนี้ไง อีทึกถึงไม่เคยคิดจะคาดหวังอะไรกับคนสวยด้านข้าง เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองใครเลยนอกจากคนที่ได้ชื่อว่า ฮันคยอง แม้ก่อนหน้านี้จะทะเลาะกันแรงแค่ไหน หรือฮันคยองจะทำให้ฮีชอลร้องไห้เท่าไหร่ ร่างบางก็ไม่เคยที่จะไม่คิดถึงอีกฝ่ายเลย
ถามว่าผมอิจฉามั้ยเหรอ?...อิจฉาสิ อิจฉาที่ฮันคยองได้ทุกอย่างจากฮีชอล
แต่จะให้ผมทำยังไง ผมเองก็ยังไม่รู้เลย....ว่าในใจของฮีชอลมีผมรึเปล่า?...
ไม่โทรไปล่ะ
อื้อ นั่นสิ! พูดจบฮีชอลก็หยิบโทรศัพท์สีแดงที่ตัวเองชอบมากออกมา มือเรียวกอดเบอร์อย่างแม่นยำ ก่อนจะล้มลงนอนบนตักของอีทึก
...ถึงจะเจ็บแค่ไหน แต่ผมก็ยินดีที่จะเป็นที่พึงของฮีชอล
- ยอบาเซโย -
เอ่อ...ฮันคยองเหรอ? กรอกเสียงลงไปเบาๆ เพราะเสียงที่รับสายมันไม่ใช่เสียงของคนที่คุ้นเคย
- อ้าว พี่ฮีชอล? พี่ฮันคยองไม่อยู่ครับออกไปข้างนอกกับซีวอน -
เสียงของคิบอมดังออกมาแทน ฮีชอลครางในลำคอเบาๆ ..งั้นเมื่อกี้ก็คงเป็นทงเฮ.. อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนที่รับสายเป็นคนที่ฮีชอลกลัวที่สุด....ซีวอน...แต่ถึงอย่างนั้นก็อดที่จะน้อยใจไม่ได้
อีกแล้วงั้นเหรอ? ซีวอนอีกแล้ว!! ให้ตายเถอะนี่ฮันคยองจะทำให้เค้าต้องคิดมากไปถึงไหน...วอนฮัน....
อืม แล้วนี่ทำอะไรกันอยู่เหรอ? ปรับเสียงให้เป็นปกติ อีทึกก้มหน้าลงมาใกล้กับฮีชอล ร่างบางจึงหยิบมือถือมาแนบหูของอีทึกด้วย กลายเป็นว่าใบหน้าของทั้งคู่อยู่ติดกัน
- ก็นั่งเล่นกันอยู่ครับ -
เหมือนคิบอมจะยื่นมือถือของฮันคยองออกไปให้คนอื่นพูดด้วย เสียงดังของคนอื่นจึงดังลอดมา จนอีทึกและฮีชอลอดที่จะยิ้มไม่ได้
- แล้วนี่พี่ทำอะไรอยู่เหรอ? -
อ่อ อยู่กับอีทึกนะ นั่งดูทีวีแล้วก็คุยกับพวกนายด้วยไง
- อ้าว? นี่พี่อยู่ที่บ้านเหรอ ฮ่าๆ เห็นมั้ยฮยอกแจชั้นเดาถูก!! -
คิบอมแปลกใจกับคำตอบที่ได้ ก่อนจะหันกลับไปหาฮยอกแจที่นั่งเล่นอยู่กับซองมิน ว่าสิ่งที่เค้าเดาถูก ฮีชอลก็รู้ได้ทันทีว่าน้องสองคนคงจะเล่นพนันอะไรกันไว้ อยากจะออกปากพูดอะไรกับคิบอมสองคน แต่ก็ต้องเงียบลงไปเมื่อเสียงที่แทรกมามันกรีดหัวใจคนฟังซะขนาดนั้น
- เฮ้! ซีวอนพี่ฮันคยองเค้างอนแล้วนะ ไม่ตามไปง้อล่ะ ฮิ้วๆ!! -
- อย่าน่า ทงเฮ...พี่ฮันเค้าแค่อายเท่านั้นเอง
- แหม ก็น่าอยู่หรอก นายเล่นไปกอดพี่เค้าแบบนั้น ดูซิน่าแดงใหญ่เลย ฮ่าๆ
บทสนทนาถึงแม้จะมีเสียงพูดของคิบอมและอีทึกที่ดังสลับไปมา แต่ฮีชอลกับใจความได้ดีว่า...สิ่งที่ทงเฮพูดมันหมายความว่าอะไร เพราะทุกคำพูดมันดังก้องไปมาในโสตประสาทของฮีชอลตลอดเวลา จนร่างบางเลือกที่จะปล่อยให้อีทึกถือสายคนเดียวแล้วตัวเองนอนหนุนตักแทน
...ไม่อยากได้ยินอะไรอีก...สำหรับคำว่าวอนฮัน!!




