[Fic] Special Gift for Kim Heechul

posted on 09 Jul 2007 18:47 by femodos  in ShortFic

Chapter 1
: God of love
 


ความหวัง....

ความฝัน....

ความจริง....

และความเจ็บปวด ต่างกันแค่ไหน?

...สำหรับตัวผมแล้ว...มันมาก...มากพอที่จะทำให้หัวใจดวงนี้มีความสุข แต่...มันก็มากพอทีสามารถทำให้หัวใจดวงนี้แตกสลายได้เช่นกัน

.

.

.

ผมแอบรักคนๆหนึ่งมานานแล้ว  รักไม่แพ้คนที่คนๆนี้รักคนอื่น ...แต่มันอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ 

3 ปีที่ผมแอบมองเขาอยู่ห่างๆ ตั้งแต่วันที่ผมสูญเสียคนที่ผมรักมากคนนั้นไป ผมก็เหมือนคนบ้าที่ไม่คิดจะมองใครอีก หัวใจดวงนี้มันเจ็บช้ำจนเกินจะเยียวยา เกินจะรักษา ถึงอย่างนั้นเขาก็ยัง...ยังอยู่เคียงข้างผมมาตลอด

แต่มันคงจะสายไป ที่ผมมารู้สึกตอนเอาตอนนี้

ในเมื่อเขากลายเป็นคนที่มีเจ้าของไปแล้ว....แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยู่เคียงข้างผมตลอดมา....ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ถ้าอ้อนวอนพระเจ้า…

แล้วบอกกับท่านว่า "ผมอยากเป็นเจ้าของหัวใจของเขา" มันจะผิด...มากมั้ยนะ?

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้ดีว่า...สิ่งที่ผมขอนั้น ถ้ามันทำให้เขาต้องร้องไห้ เสียใจ ผม...ก็จะไม่ต้องการมัน

มีคนเคยบอกผมว่าความรักไม่จำเป็นต้องครอบครอง เพียงแค่เราได้รัก...แม้เพียงฝ่ายเดียวมันก็มีความสุขแล้ว
และคงจะมีความสุขที่สุดถ้าหากว่า...ใบหน้าของคนๆนั้น มีแต่รอยยิ้ม....มากกว่าที่จะมีน้ำตา

สำหรับตัวผมแล้วถึงจะไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของตัวเขา แต่ผมก็แค่อยากให้หัวใจของเขามีเรื่องของผมบ้าง รอยยิ้มที่มียิ้มให้กับผมบ้าง...แม้เพียงนิดเดียว

ผมก็คงตายตาหลับ...และมีความสุขที่สุดในชีวิต

‘เจ้าหญิง’ คือคำที่ใครหลายคนเรียกเขา ตัวผมเองก็อยากจะเรียกแบบนั้นบ้าง...แต่เพราะเจ้าหญิงต้องมีองค์รักษ์คอยดูแลนี่สิ แล้วนางฟ้าปีกหักอย่างผมจะมีสิทธิ์อะไร ที่สำคัญองค์รักษ์ของเจ้าหญิงก็เป็นคนที่ดีมาก...

และผมเองก็รู้จักดี เห็นอย่างนี้แล้ว ก็คงต้องบอกว่า ‘เจ้าหญิงอย่างเขาควรมีองค์รักษ์ที่ดีคอยปกป้อง’ เพราะพวกเขาเหมาะสมกันที่สุดแล้ว ในสายตาของทุกคนไม่เว้นแม้แต่ตัวของผมเอง

เพราะงั้นผมถึงทำได้แค่ระบายทุกอย่างลงใน ‘ไซเวิล์ดภาษาจีน’ ของผม มันคงเป็นที่เดียวที่เขาจะไม่สามารถรับรู้อะไรแบบนี้ได้ แต่ถึงเขาจะเข้ามาดูก็คงไม่แปลกไปกว่าคนอื่นสักเท่าไหร่

เพราะผมไม่มีทางให้เขารู้แน่ๆว่าแท้จริงแล้ว

ผม...รู้สึกยังไง?

ผมคงทำได้แค่เป็นลีดเดอร์ติ๊งต๊องในสายตาของเขา
แต่...ผมก็จะดูแลเขาเท่าที่ผมมี ‘สิทธิ์’ ที่จะทำปกป้องเขาเท่าที่ตัวตนของผมจะทำได้ หรือไม่ก็คอยมองเขาจากที่ตรงนี้ตลอดไป

แต่ถึงอย่างนั้น

ผมก็รักเขา...แม้ไม่มีสิทธิ์พูดแต่...ปาร์คจองซูก็รักคิมฮีชอลมากกว่าใคร!

"นี่ซองมินดูสิ เกิดอะไรขึ้นกับฮีชอลฮยองก็ไม่รู้!" เสียงของเด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่ามีใบหน้าหวานและสวย เรียกให้เด็กหนุ่มอีกคนที่เดินผ่านมาหยุดชะงัก ก่อนจะก้าวเท้าเรียวเข้าไปดูหน้าจอของคอมที่เพื่อนเรียกให้ดู

"อะไรนะ ทงแฮ" คิ้วสวยขมวดขึ้นทันทีที่อ่านข้อความแต่ละบรรทัดจบ

"ไม่รู้สิ ก็ตั้งแต่เมื่อพวกพี่อีทึกเข้าโรงพยาบาล ฮยองก็อัพอะไรแปลกๆทุกทีเลย"

"จริงสิ แต่ตอนนี้พวกพี่ก็ออกมาแล้วนะ เหลือแค่คยูกี้เท่านั้นเอง แต่ก็ดีขึ้นเยอะแล้วด้วย หมอก็บอกว่าเดี๋ยวอีกไม่นานก็ดีขึ้นแล้ว และก็ออกมาอยู่กับพวกเราได้อีก"  เสียงหวานของซองมินตอบเพื่อนตามความจริงที่ได้รู้มาจากผู้จัดการลี

"อืม อาจจะทะเลาะกับพี่ฮันคยองก็ได้นี่ พักหลังมานี่ทะเลาะกันบ่อยเหลือเกิน" มือเรียวเล็กของทงแฮปล่อยเม้าส์ออกก่อนจะเอนหัวพิงกับพนักเก้าอี้ อย่างเหนื่อยใจ

"ใช่ อย่างเมื่ออาทิตย์ก่อนฮีชอลฮยองยังกลับมานอนที่บ้านนี้เลย เห็นว่าเงียบตลอดเวลาจนพี่อีทึกต้องเข้าไปคุยเองเลยด้วย"

"นั่นสิ แต่อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องไปอเมริกากันแล้วพี่อีทึกล่ะ จะอยู่กับใคร?"

"อยู่กับฮีชอลฮยองไง เพราะตารางงานของฮยองยังไม่ลงตัวเลย จริงๆอาจจะไม่ได้ไปก็ได้"

"เหรอ? แย่จังเลยน่าสงสารฮยองนะ แต่ก็ดีพี่อีทึกจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว" เสียงคุยกันไปมา ถึงไม่ได้ดังมากแต่เพราะวันนี้สมาชิกคนอื่นยังไม่ตื่นกัน ทำให้คนที่ตื่นก่อนอย่างคังอินได้ยินอย่างชัดเจน คิ้วเรียวของคังอินชมวดกันจนแทบจะชิดติดกัน

...พี่ฮีชอลเป็นอะไร....

"เป็นอะไรนะคังอิน คิ้วจะชนกันอยู่แล้วนะ" เสียงไม่ทุ้มไม่หวานของอีทึกดังขึ้นเรียกสติของคนที่กำลังยืนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยในห้องครัวต้องหันกลับไปมอง ก่อนจะยิ้มให้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

"ตื่นแล้วเหรอ"

"ถ้าไม่ตื่นนายจะเห็นมั้ยล่ะ? แล้วนี่ทำอะไรอยู่ถึงได้ยืนเหม่อขนาดนั้น"

"พอดีคิดเรื่องของพี่ฮีชอลนะ ตะกี้พวกซองมินคุยกันก็เลยเป็นห่วงนิดหน่อย ว่าแต่พี่ออกมาทำไมเนี้ย? เดี๋ยวก็ไม่หายหรอก!" เสียงทุ้มตอบอีกฝ่าย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอีกคนเพิ่มจะออกจากโรงพยาบาลมา ก็อดไม่ได้ที่จะโวยใส่บ้าง

...ชอบทำตัวเป็นเด็กให้ต้องห่วงอยู่เรื่อยเลย...!

"เอาน่าาา นั่งๆนอนๆทั้งวันน่าเบื่อจะตาย...แล้วฮีชอลเป็นอะไรเหรอ"  อีทึกพูดขำๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องของคนอีกคน เพียงแต่แววตาที่สดใสเมื่อครู่กลับสั่นระริก แม้เพียงแวบเดียวก่อนที่เจ้าตัวจะปกปิดมันก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัว

"ไม่รู้สิ เห็นว่าอัพไซแปลกๆ แล้วก็ทะเลาะกับฮันคยองบ่อยขึ้น อีกอย่างเรื่องไซฉันเองก็ไม่ได้เข้านานแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอีกรึเปล่า"

"นั่นสิ...รายนั้นน่ะชอบเก็บอะไรไว้คนเดียวทุกที แล้วก็ชอบแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ทั้งที่ข้างในอ่อนแอแค่ไหน แต่ฉันว่าอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขาก็ได้นะ ที่เขาว่า ‘ยิ่งทะเลาะก็ยิ่งรักไงล่ะ’ สองคนนั่นรักกันออกจะตายไป มีปากมีเสียงกันบ้างคงไม่แปลกหรอก แล้วฮีชอลก็เป็นเจ้าแม่ขี้โวยวายอยู่แล้ว...คงไม่เป็นอะไรนักหรอก"

"ผมก็คิดเหมือนพี่นะ แต่มันแปลกใจตรงที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่อยู่ด้วยกันนี่สิ พี่เขาไม่เคยระบายอะไรทางไซนะ แต่นี่พี่ฮีชอลเขาอัพลงไซ ยิ่งไซพี่เขามีคนเข้าเยอะ ผมกลัวว่าแฟนคลับจะคิดมากนะ"

"อืมมม  มันก็จริงแต่จะทำไงล่ะ ยัยนั่นนะทำอะไรไม่เคยฟังใครหรอก ต่อให้เป็นฉันก็เถอะ! คงจะมีแต่เจย์นั่นแหละ แต่ตอนนี้ก็ไม่อยู่ด้วย ถ้าทางบริษัทไม่ได้ว่าอะไรก็คงไม่เป็นอะไรหรอก" อีทึกพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะหันกลับไปดูอีกฝ่ายที่กำลังทำอาหารอยู่

"งั้นวันนี้ฉันไปดูฮีชอลดีกว่า" เงียบอยู่นาน แต่สุดท้ายอีทึกก็พูดออกมา คังอินทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ก่อนเลือกที่จะเงียบมากกว่าพยักหน้าหรือตอบคำถาม

...ทำไมจะไม่รู้ว่าพี่อีทึกคิดอะไร...

เพราะเขาเป็นหนึ่งคนที่เคยเข้าไซเวิลด์ภาษาจีนของพี่อีทึก ถึงจะดูออกยากแต่มีเหรอที่คังอินคงนี้จะมองไม่ออก

ยิ่งตอนที่พี่ฮีชอลรู้ข่าว ยังไปนอนเฝ้าอีทึกเป็นอาทิตย์เลย แถมเวลามีปัญหาอะไรสองคนนี้ก็ช่วยดูแลกันตลอด จนบ้างครั้งเขายังแอบหึงแทนฮันคยองเลยด้วยซ้ำ เพราะพี่สองคนเล่นดูแลกันแบบนี้แล้วคนที่ได้ชื่อว่าเป็น’แฟน’ อย่างพี่ฮันคยองจะทำยังไง

....แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมองออกอยู่ดีว่า พี่ฮีชอลเองก็รักฮันคยองจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งหรือหลอกลวงเหมือนที่คนอื่นทำ เพียงแต่พี่ฮีชอลไม่รู้เท่านั้นว่าพี่อีทึกคิดยังไง....

...แล้วถ้ารู้เขาเองก็คิดไม่ออกอยู่ดีว่าอะไรจะตามมา...


ปึง!

"ทำไมนายถึงเป็นแบบนี้ทุกที!" เสียงหวานของฮีชอลแทบจะเรียกว่าตะโกนก็ได้ดังรอดออกมาจากห้องพักบนคอนโดชั้นแปดที่บริษัทจัดให้เพื่อให้ฮีชอล ฮันคยอง เจย์และคิบอมแยกออกมาพักให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น

"ก็แล้วนายอยากให้ฉันเป็นแบบไหนล่ะ? บอกมาสิ!!"

"ฮันเกิง! นี่นายมีเหตุผลหน่อยได้มั้ย"

"ฮันเกิง!!! กลับมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อนได้มั้ย?!!"  สิ้นเสียงของฮีชอล ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ราวกับว่าคนเปิดกำลังหาที่ระบายอารมณ์อย่างมากที่สุด

ร่างสูงชะงักเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีคนยืนอยู่หน้าห้อง ใบหน้าขาวนั้นส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่แววตากลับฉายแววเป็นคำถามอย่างมไม่พอใจ

…เกิดอะไรขึ้น!!...

ฮันคยองมองใบหน้านั้น แต่ไม่แสดงอะไรออกมาก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง...เพราะถ้าเขายังหันกลับไปมีหวัง คงจะทำอะไรให้ไม่พอใจอีทึกไปด้วยอีกคน อย่างน้อยตอนนี้ถ้าออกไปสงบอารมณ์ก่อนคงจะเป็นการดีที่สุด

เท้าเรียวของอีทึกก้าวเดินผ่านประตูที่เพิ่งถูกเปิดออกเมื่อครู่ ก่อนที่จะเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพของข้าวของที่กระจัดกระจาย อยู่ถึงจะไม่มากแต่คนอย่างอีทึกก็มองออกว่า

...คงจะเป็นเรื่องเมื่อครู่....

กวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยกำลังนั่งก้มหน้าเก็บของบางอย่างขึ้นจากพื้น

"เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ฮีชอล"  เอ่ยเสียงเบา แต่เมื่อทุกอย่างในห้องเงียบสนิท ก็กลายเป็นเสียงที่ทำให้คนที่คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว ต้องหันกลับมามอง

ใบหน้าสวยหันกลับมามองคนพูดเล็กน้อย เก็บสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นก่อนจะวางมันกลับไว้ที่โต๊ะด้านข้าง อีทึกเดินเข้ามาหาร่างบาง

"มีอะไรเหรอทึกกี้ มาหาถึงนี่เชียว" ถามอีกฝ่าย ยิ้มให้อย่างปกติ ยิ้มจนตาปิด...เพื่อหลบสายตาที่รู้ไปซะทุกเรื่องของอีกฝ่าย

...แต่เพราะเป็นคิมฮีชอล การจะเก็บอะไรไว้กลับตัวโดยไม่เอ่ยออกมาคงไม่ใช่เรื่องยาก...

...และเพราะเป็นอีทึก การจะรู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเหมือนกัน...

"ทะเลาะกับฮันคยองอีกแล้วเหรอ"

"..."

"วันนี้น้องๆเขาเป็นห่วงนายนะ แต่ไม่ว่างกันฉันก็เลยมาหาแทน เป็นอะไรรึเปล่า"

"เป็นอะไร! ชั้นเป็นอะไรทึกกี้ นายก็เห็นว่าชั้นไม่ได้เป็นอะไร!! ชั้น...อึก!" เสียงหวานตอบกลับคนถามอย่างดัง แต่สำหรับคนฟังกลับไม่ได้แปลกใจตามเลย เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายอารมณ์เป็นยังไง

ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ๆฮีชอล ก่อนที่แขนเรียวจะดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดเอาไว้  เพียงแค่นั้นเหมือนกำแพงที่สร้างขึ้นมา ที่เจ้าตัวเพียนพยายามรักษาเอาไว้ต่อหน้าของคนที่ได้ชื่อว่า "แฟน" ก็พังทลายไม่มีชิ้นดี พังเพราะความอบอุ่นจากคนๆนี้

คนที่รู้จักเขาดีมากกว่าใคร ....ปาร์ค จองซู......

 


ทั้งที่คิดว่าฮันคยองรู้จักเขาดี รู้ว่าเขาต้องการอะไรแต่...ทำไม!!ถึงไม่เข้าใจอะไรเลย ทั้งที่เขาคบกันเพราะต้องการการดูแล จากคนที่ฮีชอลรักมากกว่าใคร  คนที่คิดว่าไม่ว่าเมื่อไหร่ก็จะอยู่เคียงข้างกันตลอด  แต่เวลาแบบนี้! คนที่อยากให้อยู่เคียงข้างมากที่สุด...ทำไมถึงไม่ใช่นาย

...ชั้นเจ็บนะ..ฮันคยอง!!!....

….


…RRRRRR…

 เสียงโทรศัพท์บ้านดังเรียกสติของร่างสูงให้หลุดออกจากภวังค์ มือเรียวปล่อยตัวร่างบางที่เหลือเพียงเสียงสะอื้นจากการร้องไห้เมื่อครู่อยู่

“เดี๋ยวฉันมานะ” กระซิบข้างหูเบาๆ เพราะมือเรียวสวยดึงเอาไว้ทันทีที่เขาจะลุกออกไป ฮีชอลมองอีทึกสลับกับโทรศัพท์ที่ดังอยู่ ก่อนที่จะปล่อยมือเรียวออกอย่างช้าๆ  ร่างสูงมองตามอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะรีบลุกไปรับโทรศัพท์อย่างห้ามไม่ได้

“ยอบาเซโย”

- พี่อีทึกเหรอครับ - ปลายสายถามกลับอย่างสงสัย ถึงจะจำเสียงได้แต่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่อีกฝ่ายรึเปล่า เพราะ...ไม่คิดว่าหัวหน้าวงของเขาจะไปอยู่ที่บ้านอีกหลัง แทนที่จะอยู่ที่หอ

“อื้อ คิบอม?”

- ครับ คือผมจะโทรมาบอกฮีชอลฮยองนะครับ ว่าทางบริษัทเลื่อนโปรแกรมไปอเมริกาเป็นตอนตีหนึ่งของวันนี้ -

“วันนี้? ไหนบอกว่าอีกสองวันไง” คิ้วเรียวขมวด เป็นคำถามถึงอีกฝ่ายจะไม่เห็นแต่ก็รู้ดีว่าอีทึกจะทำหน้ายังไง

- ครับ คือเหมือนจะให้ไปพักผ่อนกันนะครับ -

“เหรอ? แล้วตอนนี้คนอื่นรู้รึยัง รายชื่อออกมาว่าใครไปบ้าง”

- ผมอยู่ที่หอครับ รู้กันหมดแล้ว ส่วนรายชื่อพี่คังอินบอกว่า...มีพี่กับฮีชอลฮยองไม่ได้ไปครับ ส่วนพี่คังอินจะตามไปวันแสดง - คิบอมบอกอีกฝ่ายตามที่เจ้าตัวได้ยินมา

“โอเค งั้นคังอินคงดูแลเรียบร้อย...ว่าแต่ฮันคยองอยู่ด้วยรึเปล่า”

- อ๋อ พี่ฮันอยู่ครับ แต่คงไม่กลับไปที่บ้านแล้วนะครับ เสื้อผ้าก็มีแล้วเพราะผมรู้ก่อนเลยจัดเอาไว้ให้ -

“อืม...ดีแล้วล่ะ”

- พี่อีทึกครับ! ฝากดูแลฮีชอลฮยองด้วยนะครับ อันที่จริงผมว่าพี่เขาน่าจะดูแลพี่เพราะพี่ยังไม่หายดี แต่....พี่คงรู้นะครับว่าทำไม ส่วยรายละเอียดผมไม่รู้อะไรมาก แต่เห็นพวกพี่เขาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง -

“อื้อ ชั้นรู้แล้วแหละ ไม่ต้องห่วงนะไปทำงานให้เต็มที่เถอะ” บอกอีกฝ่ายก่อนจะหันกลับไปมองอีกคนที่ถูกทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียว อีทึกมองใบหน้าหวานที่เปื้อนน้ำตาอย่างอดไม่ได้ที่จะเจ็บปวดแทน

ผมรู้ดีว่าฮีชอลรักฮันคยองมากแค่ไหน มากซะจนไม่รู้ว่ารอบตัวของเค้ามีอีกกี่คนที่เป็นห่วงเขาไม่แพ้กัน เพราะอย่างนี้ไงล่ะถึงทำให้ผมตัดใจจากเขาไม่ได้ซะที หรืออันที่จริงแล้ว

...ผมไม่สามารถตัดใจได้ต่างหาก!!

ผมไม่รู้หรอกว่าพวกเขาทะเลาะอะไรกัน แต่ตอนที่ผมได้ยินเสียงกระแทกประตู หัวใจของผมก็หล่นวูบทันที

ผมกลัว!!...กลัวว่าพวกเขาสองคนจะทำอะไรรุนแรง แล้วยิ่งเสียงของฮีชอลที่ตามมา มันเจ็บปวด...จนผมเองก็ยังรู้สึกได้ แต่จะว่าฮันคยองผิดก็ไม่ได้ เพราะดูเหมือนตัวเขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน

...ผมสงสัยจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาสองคน?...


“ฮีชอล” อีทึกเดินกลับเข้าไปหาร่างบางที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม จนอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้  เสียงเรียกทำให้ฮีชอลเงยหน้าขึ้นมองช้าๆ ตาเรียวสวยที่เคยสดใส บัดนี้แดงกล่ำเพราะความกดดันจากภายใน เพียงแต่เจ้าคงจะคิดที่จะไม่ร้องไห้อีก อีทึกฉุดอีกฝ่ายขึ้นช้าๆ ก่อนจะพาเดินเข้าไปในห้องนอน

ร่างสูงจัดแจงให้ฮีชอลนอนลงอย่างง่ายดาย ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะมีการโวยวายไม่มากก็น้อย ไม่เงียบและเร็วแบบนี้หรอก แต่เพราะคนขี้โวยวายตอนนี้ไม่มีแม้แต่อารมณ์จะทำอะไรเลยนี่สิ

อีทึกมองอีกฝ่ายอย่างเหนื่อยใจ ...อยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าพูดตอนนี้ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะตอบรึเปล่า? คนอย่างคิมฮีชอลต้องใจเย็นเท่านั้น ถึงจะอยู่ด้วยได้

“ขอโทษนะ ทึกกี้” เสียงหวานเอ่ยออกมาเบาๆ เป็นคำแรกตั้งแต่เดินเข้ามาในห้อง ร่างสูงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนที่มือเรียวจะคว้านหาเก้าอี้ด้านข้างมานั่งลงแล้วหันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย

“ขอโทษ เรื่องอะไรล่ะ” ถามอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้ ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมไปลูบหัวอย่างเบามือ เพียงแค่นั้นน้ำตาที่เพิ่มหยุดไหลก็ไหลออกมาอีกครั้ง อีทึกใช้นิ้วเรียวปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของฮีชอลแทน

“อย่าร้องสิ มีอะไรก็บอกฉันได้”

“ทึกกี้! ฉัน...ฉันขอโทษนะ ทั้งๆที่นายไม่สบายแท้ๆ แต่กลับต้องมาดูแลฉันอีก ฮ่าๆ ฉันนี่บ้าจริงๆเลย” ถึงจะพูดติดตลกอย่างนั้น แต่คนที่มักจะหัวเราะเสมออย่างฮีชอลกลับหัวเราะไม่ออก ร่างบางรู้อย่างเดียวว่าเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่หน้าอก จะพูดอะไรก็พูดไม่ได้ มันเจ็บปวดๆไปซะหมด

...เจ็บจนอยากจะหายไปเลย....


“ไม่เอาน่าาา ดูซิตาบวมหมด ไม่สวยเลยนะ”

“ฮ่าๆ นั่นสิ เดี๋ยวพี่สไตล์ลิสต้องว่าอีกแน่เลย ทำไงดีล่ะ...ทึกกี้”  เสียงหวานตอบกลับ ก่อนจะทำหน้ายู่เมื่อนึกถึงว่าต้องโดนว่าอีกแน่ เรื่องไม่รักษาสุขภาพ

ตั้งแต่ตอนย้ายบ้านใหม่ๆ ก็โดนว่าบ่อยๆ เพราะมัวแต่คุยกับลีดเดอร์ติ๊งต๊องนี่แหละ กว่าจะเลิกงานก็ดึกแถมยังมานั่งคุยกันต่ออีก...แต่ถึงอย่างนั้นฮีชอลก็ไม่ปฏิเสธที่จะทำ....

“สมน้ำหน้า ฮะ ๆ”

“ทึกกี้! นายว่าฉันอีกแล้วนะ” ใบหน้าสวยเชิดนิดๆ ก่อนจะหันข้างให้อีกฝ่าย ไม่รู้ทำไมเดี๋ยวนี้คนด้านข้างถึงได้กวนหนักกว่าเก่าเยอะ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ว่าอะไรก็จะโดนเขาคิมฮีชอลเป็นคนแกล้งตลอด

“วันนี้คนอื่นเขาจะไปอเมริกากันแล้ว  สงสัยจะมีแต่ฉันและก็คยูฮยอนเท่านั้นที่ไม่ได้ไป...ไม่เหมือนคนแถวนี้” อีทึกพูดติดตลก

“เหอะ! ใครบอกว่าฉันได้ไปล่ะ?” ใบหน้าหวานอดไม่ได้ที่จะหันกลับมาวีนใส่อีกคนที่ทำท่าประชดอยู่ด้านข้าง

“อ้าว”

“นี่นายไปอยู่ไหนมาเนี้ย!?  เป็นลีดเดอร์ซะเปล่า แค่นี้ก็ไม่รู้เรื่อง!!” อีทึกแอบอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มกลับมาปกติเหมือนเดิมแล้ว

...กลับมาแล้วสินะ คิมฮีชอลคนเดินที่แตกต่างกับคนเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว...

เจ้าหญิงที่เอาแต่ใจของใครหลายคน รวมถึงตัวเขาด้วย ปาร์คจองซู

“ฮ่าๆ นั่นสินะ แล้วคืนนี้จะไปนอนบ้านนู้นมั้ย?” อีทึกยกมือโคลงหัวอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเอามือออกเมื่อเห็นว่าคนสวยของเขาเริ่มไม่เล่นด้วย

“เอาสิ! ว่าแต่นายอยากกินอะไรรึเปล่า ออกมาแต่เช้ากินอะไรมารึยัง” ฮีชอลตอบคำถามอีกฝ่าย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่ที่อีทึกมาถึงยังไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากที่อีกฝ่ายนั่งปลอบเขามาเกือบชั่วโมง

“ไม่ล่ะ กินมาแล้ว ว่าแต่วันนี้นายไม่ไปทำงานเหรอ”

“พูดอะไรบ้าๆ  นายก็รู้ว่าฉันยังต้องถ่าย Inki ละครแล้วก็ไปออก Starking อีก ทั้งที่อยากจะไปอเมริกาจะตาย แต่ก็ดี...จะได้ไม่ต้องเจอหน้ากันสักพัก” เสียงหวานบ่นดังๆ ก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับประโยคสุดท้าย ที่ราวกับว่าเจ้าตัวจงใจปิดบังเอาไว้

ปิดบังความจริงที่ว่าตอนนี้หัวใจของฮีชอลกำลังอ่อนแอจนแทบจะหยุดเต้นไปแล้วก็ว่าได้

....แต่อย่างน้อยก็ต้องขอบใจทึกกี้ เพราะผมเองไม่รู้ว่าจะอยู่คนเดียวได้รึเปล่า...?


ฮีชอลเคยเชื่อมาตลอดว่า การเชื่อใจคือสิ่งสำคัญในการคบกัน หลายครั้งที่ทั้งเขาและฮันคยองต้องเข้าใจกันผิดเพราะคำว่าแฟนเซอร์วิส จนสุดท้ายก็เลือกที่จะเชื่อใจกันดีกว่า

แต่หลายวันมานี่ ตั้งแต่พวกสมาชิกคนอื่นเกิดเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แย่ลงตามๆกัน อาจเป็นเพราะตารางงานที่มากขึ้นของฮีชอล และช่วงเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันมันน้อยลง หรือเพราะ...ความรู้สึกที่เคยมีมันเปลี่ยนไปกันนะ? ถึงทำให้ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ดูขัดแย้งกันตลอดเวลา

วันนั้นที่ฮีชอลรู้ข่าวว่าพวกอีทึกเข้าโรงพยาบาล ทั้งที่อยู่กับฮันคยองและคิบอมแต่ จิตใจของร่างบางกลับไม่ได้อยู่ด้วยเลย แต่ก็คงเหมือนสมาชิกคนอื่นๆที่เป็นห่วงคนที่บาดเจ็บ มันก็คงไม่แปลกอะไร

ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว แล้วยิ่งคนคิดมากอย่างฮีชอลล่ะ?

เพราะตารางงานวันนั้นมีการเปลี่ยนแปลง เพราะงั้นก็เลยไม่ใช่เขาที่เจ็บตัวแต่กลายเป็นคนอื่นอย่างนั้นเหรอ? มีหรือที่คนคิดมากคนนี้จะไม่โทษตัวเอง

…เพียงแต่คนที่รู้คงจะมีเพียงอีทึกคนเดียวเท่านั้นที่ดูออก....

เพราะงั้นวันที่พวกเขาทุกคนสามารถไปเยี่ยมได้ ฮีชอลและฮันคยองเลยต้องแยกไปเยี่ยมสมาชิกแต่ละคน เพราะร่างบางอยากจะเจอกับอีทึกก่อนใครเพื่อนต่างหาก ส่วนฮันคยองอยากจะไปเยี่ยมคยูฮยอนก่อนแทน

“ฮันเกิง คือ...ฉันอยากไปนอนเฝ้าทึกกี้นะ” เสียงหวานเอ่ยทำลายความเงียบในรถที่บริษัทจัดหามาให้ ร่างสูงหันมามองใบหน้าหวานของคนที่นั่งด้านข้าง ที่เจ้าตัวกำลังหันหน้าออกไปนอกตัวรถ

แต่เพราะความมืดของภายนอกที่สะท้อนภาพให้เห็นทำให้ฮันคยองรู้ว่าคนด้านข้างของเค้ากำลังร้องไห้อยู่ มือเรียวเอื้อมไปลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเอนหัวลงมาซบที่ไหล่ของตน

สัมผัสได้ถึงแรงสะอื้นและน้ำตามากมายของคนด้านข้าง เพราะอีกฝ่ายเลือกที่จะกอดเค้าเอาไว้มากกว่า ฮันคยองเหลือบมองคิบอมที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถ สบตากับอีกฝ่ายผ่านกระจก

....เจ็บปวดไม่แพ้กัน...

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคราวนี้มันรุนแรงกว่าเดิม มีหรือที่จะทำให้คนอ่อนแอแต่แกล้งทำเป็นเข้มแข็งอย่างฮีชอลจะใจแข็งได้เหมือนทุกครั้ง

“อื้อ ไปสิเดี๋ยวชั้นกับคิบอมจะไปคุยกับผู้จัดการให้ นายเองก็น่าจะพักบ้างนะ” ลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ อยากให้รู้ว่ายังไงซะพวกอีทึกก็ปลอดภัยแล้ว

“...ขอบคุณ”

เสียงหวานที่ยังแปล่งๆ เอ่ยออกมาเบาๆราวกับกระซิบ แต่ก็ทำให้คนที่ได้ยินยิ้มออก ก่อนจะปล่อยให้อีกฝ่ายสวมกอดตัวเองไปตลอดทาง

พอถึงบ้านร่างบางก็เดินเข้าไปเก็บเสื้อผ้าอย่างที่ตั้งใจไว้ ยังไงซะถ้าเขาพูดอะไรฮันคยองก็ทำให้ได้เสมอ เหมือนที่คนอื่นบอกว่า ‘เจ้าหญิงต้องมีองค์รักษ์คอยดูแล’ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับฮันคยองที่ไปส่งคนรักที่โรงพยาบาลอีกครั้ง

เท้าเรียวสองคู่เดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยพิเศษ ก่อนที่จะหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าคนที่อยากจะมาเมื่อครู่หยุดเดินไปซะอย่างนั้น ฮันคยองหันกลับไปมองอีกฝ่ายก่อนจะเดินกลับไปจับมือเรียวเอาไว้ พยักหน้าแล้วดึงมืออีกฝ่ายให้กระชับมากขึ้น ก่อนที่จะพาเดินเข้าไปในห้องพักที่เงียบสงบ

....รู้ว่ามันเจ็บปวด แต่อีทึกคงจะดีใจถ้าเห็นว่ามีสมาชิกมาเยี่ยมและถ้าคนนั้นเป็นฮีชอล...ก็คงจะดีไม่น้อย....

“ฮีชอล ชั้นคงอยู่กับนายไม่ได้เพราะต้องไปจีนต่อกับพวกซีวอน”

“งั้นเหรอ? อืมมม งั้นก็ไปทำงานเถอะ แต่ถึงแล้วบอกชั้นด้วยนะ! อย่าลืมนะฮันเกิง...โทรมาด้วย” เสียงหวานบอกคนฟังสั่นๆ พอรู้ว่าอีกฝ่ายต้องเดินทางไปจีนต่อก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงมากกว่าเดิม

กลัว...กลัวพระเจ้าจะเล่นตลกอะไรอีก!!

“อืม ดูแลตัวเองนะฮีชอล แล้วจะรีบกลับมา” ฮันคยองพยักหน้าให้อีกฝ่าย ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนที่สุด เพราะรู้ว่าคนตรงหน้าชอบรอยยิ้มของตัวเองมากกว่าใคร เพราะรอยยิ้มของเขาอบอุ่น ก่อนจะหันไปหาผู้จัดการอีกคนที่ยืนอยู่หลังห้องแล้วเดินเข้าไปหา

“ไปกันรึยัง ฮันเกิง”

“ครับ!” ตอบรับเต็มเสียง เดินตามอีกฝ่ายออกไป แต่ไม่วายหันกลับมายิ้มให้คนที่ได้ชื่อว่ารักมากที่สุด!

ฮีชอลมองภาพนั้น ก่อนที่ใบหน้าหวานจะซีดลงกว่าเดิม เมื่อรู้สึกว่าคนที่เพิ่มเดินออกไปอาจจะไม่กลับมาอีก...อยากจะวิ่งตามออกไป แต่ทำไมถึงก้าวขาไม่ออก?....

 อยากจะเดินออกไปรั้งให้หยุด...แต่ทำไม่ได้
“ชอล...ฮีชอลเหรอ?” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาจากปากของคนที่นอนหลับอยู่บนเตียง เรียกให้คนที่ยืนมองอีกคนที่เดินออกไปต้องรีบหันกลับไปมอง

ทั้งที่อีกใจหนึ่งอยากจะเดินตามฮันคยองออกไป แต่อีกใจกลับทิ้งคนที่นอนอยู่บนเตียงไม่ได้

“อ๊ะ! ทึกกี้ตื่นแล้วเหรอ” สุดท้ายฮีชอลก็เลือกที่จะเดินเข้าไปหาอีทึก

“อืม โอ๊ย!” พูดได้แค่นั้น ใบหน้าของอีทึกก็เหยเกขึ้นมาทันที เพราะความเจ็บเพียงแค่คิดจะขยับตัว บาดแผลจากการถูกเย็บเป็นร้อยเข็มไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย

“เจ็บมากมั้ย? ฉันเรียกหมอให้ดีกว่านะ”

“ไม่ต้องหรอก” เอ่ยบากบอกอีกฝ่าย น้ำเสียงแหบแห้งยิ่งกรีดหัวใจคนฟังให้เจ็บปวดมากยิ่งขึ้น ตาเรียวกระพริบถี่ขึ้นเพื่อบังคับการไหลของน้ำตา

อีทึกมองคนสวย ที่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างปวดใจ
มีคนบอกว่าเวลาร้องไห้มันเจ็บปวด แต่สำหรับคนที่ทำให้น้ำตามันไหลกลับเข้าไปล่ะ? จะเจ็บยิ่งกว่าเท่าไหร่!

“พอได้แล้วฮีชอล มันเป็นแค่ความบังเอิญ” พูดดังๆใส่คนด้านข้างเป็นครั้งแรก อาจเพราะความเจ็บ และอารมณ์ตกใจเลยทำให้อีทึกควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

...เพราะกลัวว่าถ้าคนที่นั่งมาเป็นฮีชอลตามตารางจริง ป่านนี้คนเจ็บสุดคงไม่ใช่คยูฮยอนแต่เป็น...ฮีชอล!

คิดได้แค่นั้นอีทึกก็แทบจะเป็นบ้า ฮีชอลเคยรถชนมาครั้งหนึ่งจนถึงตอนนี้ผลกระทบต่อร่างกายก็ยังมีอยู่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นอีก...เขาแทบไม่อยากจะคิดถึงสิ่งที่ตามมา

ในฐานะของลีดเดอร์คงจะห่วงเรื่องความปลอดภัยของอีกฝ่ายและผลกระทบต่องาน

แต่ในฐานะของคนที่เขารักมากที่สุด...ย่อมไม่มีใครอยากให้คนที่ตัวเองรักเจ็บตัว

ทั้งที่ไม่อยากจะทำให้คนสวยต้องเจ็บไปมากกว่านี้ แต่ถึงยังไงอีทึกก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นอีกฝ่ายโทษตัวเองเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ขอโทษนะทึกกี้ เพราะฉันแท้ๆ อึก...ฮือ” นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้เห็นคนสวยคนนี้อ่อนแอจนกระทั่งร้องไห้ ก็คงตั้งแต่ตอนที่ฮีชอลเข้ารพ.ครั้งล่าสุดล่ะมั้ง?

...ถ้าไม่ใช่เพราะเขา เรื่องแบบนี้คงไม่เกิด...ข้อความเตือนจากแอนตี้ไม่ใช่การล้อเล่น!!...แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าคนที่เจ็บเป็นเขามากกว่าเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยแบบทึกกี้ หรือคยูฮยอนและคนอื่นๆ

“จะคิดมากไปถึงไหน! หยุดร้องได้มั้ย? นายก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ...อย่าทำให้ชั้นเป็นห่วงไปมากกว่านี้เลยนะ...ฮีชอล” พอกันที

ทั้งที่ปกติผมไม่อยากจะแสดงอะไรออกไปให้คนๆนี้ต้องรับรู้ แต่สำหรับคราวนี้ ผม...ไม่คิดจะปิดมันอีกต่อไปแล้ว รู้ดีว่ามันผิด!   แต่จะให้ทำยังไง? ผมไม่อยากให้เขาต้องเจ็บอีก

ประโยคสุดท้ายที่พูดออกมา ทำให้ใบหน้าหวานต้องอึ้ง นัยน์ตาเรียวมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นว่ามันคือความจริงทั้งหมด! ที่คนๆนี้พูดออกมามันคือความจริงทั้งหมด!!

อีทึกไม่ได้โกรธหรือโทษว่าเป็นความผิดของใคร และที่สำคัญ! อีทึกเป็นห่วงเขามากกว่าตัวของอีทึกเอง

น้ำตามากมายที่เอ่อล้นออกมา กำลังบีบหัวใจคนที่นอนอยู่สุดความสามารถที่มันจะทำได้ ก่อนที่ร่างบางจะถูกอีกฝ่ายดึงเข้าไปกอด แม้การขยับตัวสักเล็กน้อยจะเจ็บ! แต่ตอนนี้อีทึกไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากคนที่อยู่ตรงหน้า ที่กำลังร้องไห้ให้เขา!!

นานที่อีทึกปล่อยให้อีกฝ่ายร้องไห้จนพอใจ ภายในอ้อมกอดของตัวเอง จนร่างบางในอ้อมกอดเริ่มขยุกขยิก อีทึกถึงปล่อยมือเรียวที่โอบเอาไว้ออก มองใบหน้าหวานที่เงยขึ้นมา ก่อนจะยิ้มให้...

อ่อนโยนไม่แพ้รอยยิ้มที่ฮันคยองมีให้... หยดน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มอีกครั้ง ก่อนจะถูกเช็ดออกด้วยมือเรียวของอีทึก

“ นายโอเคนะ”

“อืม...อาทิตย์นี้ฉันจะมานอนเฝ้านายแหละ” เสียงหวานเอ่ยบอกอีกฝ่าย รอยยิ้มกลับมาอีกครั้งหลังจากที่เริ่มจะทำใจได้แล้ว

“เห? แล้วงานของนายล่ะ”

“ผู้จัดการบอกให้ฉันพัก บอกให้พวกเราทุกคนพัก...นี่นายคงไม่คิดว่าพวกเราจะไปทำงานได้อีกหรอกนะ พอมาเห็นสภาพแบบนี้แล้วนะ!”

“ฮ่าๆ ก็นึกว่าฉันจะไม่อยู่ในสายตานี่ เห็นอะไรๆนายก็ฮันคยองๆ หรือไม่ก็งานแล้วก็คิบอมเท่านั้น!” พูดงอนอีกฝ่าย อย่างอดไม่ได้

ก็จริงนี่ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เขาคุยกับฮีชอลก่อนที่จะคบกับฮันคยอง คนสวยก็เอาแต่พูดถึงสองคนนั้น หรือไม่ก็งานเท่านั้น

แต่ถึงไงซะเขาก็รู้ดีว่าฮีชอลต้องมาเยี่ยมเขาแน่ๆ แต่ไม่นึกว่าจะมานอนด้วยเป็นอาทิตย์แบบนี้! แล้วฮันคยองล่ะ?

“ทึกกี้!! สรุปนายจะให้ชั้นนอนที่นี่มั้ย?” ฮีชอลตวาดอีกฝ่าย จนคนฟังต้องสะดุ้งสุดตัว

...ให้ตายเหอะเขาตามอารมณ์ยัยนี่ไม่ได้เลยจริงๆ...

“คร้าบบบบ!! นอนครับ!...แต่ถ้านายมานี่แล้วฮันคยองล่ะ? จะไม่โกรธเอาเหรอ” ถึงอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงคนที่เป็น ‘แฟน’  ของคนตัวเล็กตรงหน้า

เพียงแค่พูดความรู้สึกอึกอัดก็เพิ่มขึ้นมา ทั้งที่นานแล้วแท้ๆ  ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าฮีชอลตกลงคบกับฮันคยอง เขาก็พยายามบังคับตัวเองทุกครั้งเวลาที่ต้องพูดถึง

“ฮันเกิงไปจีน...ไปกับซีวอน” บอกอีกฝ่ายเบาๆ แต่ปลายประโยคแทบจะเลื่อนหายไปกับอากาศ ติดที่ว่าอีทึกนั้นได้ยิน คิ้วเรียวของร่างสูงจึงหมุนเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้

...เกิดอะไรขึ้นกับฮันคยองและซีวอนอีกล่ะ...

“เป็นอะไรทึกกี้ คิ้วจะชนกันแล้วนะ เดี๋ยวก็แก่ขึ้นอีกหรอกแล้วก็มาบอกว่าตีนกาขึ้น ดูซิทำหน้าแบบนี้แล้วมันจะไม่ขึ้นได้ไง!” ฮีชอลพูดขำๆ เมื่อเห็นหน้าของอีกฝ่าย นิ้วเรียวชี้ตรงกลางที่หัวคิ้วของอีกคน

“เหอะ ถ้าฉันแก่นายก็แก่! อายุห่างกันกี่วันเอง”

“อะไร! ถึงจะห่างกันนิดเดียว แต่ฉันก็ไม่มีตีนกาแบบนายหรอก!!”

คำพูดที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ภายในของทั้งคู่กับเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องเอ่ยออกมา...

 

“กลับมาแล้ว” เสียงหวานตะโกนบอกคนที่อยู่ในบ้าน พร้อมทั้งถอดรองเท้าคู่โปรดวางไว้ที่ชั้น....โล่งกว่าเดิม เพราะตอนนี้คนที่อยู่ที่นี่ทุกคนไม่ได้อยู่ มีเพียงรองเท้าคู่เดียวของคนที่ได้ชื่อว่าลีดเดอร์วางเอาไว้

ฮีชอลมองอย่างอึกอัดก่อนจะเลื่อนมือเรียวที่ถือรองเท้าคู่โปรดไปวางไว้ด้านข้าง

...เป็นคู่จะได้ไม่โดดเดี่ยว...

...เขารู้ดีกว่าใคร การที่ต้องอยู่คนเดียวมันเหงา เพราะงั้นฮีชอลเลยอดไม่ได้ที่จะแอบไปกระซิบบอกผู้จัดการว่าตัวเองไม่อยากไปอเมริกา ทั้งที่คราวนี้เขาก็สามารถไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นผู้จัดการคิมก็ไม่ได้เอ่ยปากว่าอะไรนอกจากทำตามความต้องการของเขา

หรืออีกนัยหนึ่งเพราะผู้จัดการคิมเองก็ไม่อยากให้ฮีชอลต้องลากสังขารที่ถึงดูเหมือนจะหายแล้วตามคนอื่นไปด้วย เพราะไงซะการแสดงครั้งนี้ก็มีคนไม่ได้ขึ้นสองคน จะเพิ่มอีกหนึ่งก็คงไม่เป็นไร แล้วงานถ่าย Inki ก็ยังจำเป็นต้องทำ

เท้าเรียวก้าวเข้าไปในห้อง เหลือตามองนาฬิกาข้างฝา

...เที่ยงคืนกว่า...

วันนี้คงเป็นครั้งแรกที่ฮีชอลได้เลิกงานเร็วกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูดึกมาอยู่ ตาโตของร่างบางกวาดหาอีกคนที่น่าจะอยู่ในบ้านด้วย ก่อนจะสะดุดสายตากับร่างของคนที่นอนฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะอาหาร

ริมฝีปากสีกุหลาบยกยิ้มให้กับภาพที่เห็น เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายเบาๆ มองคนที่หลับอยู่

...เหมือนเด็ก...

ก่อนจะก้มหน้าลงให้ใกล้กับอีกฝ่าย อยากเห็นว่าเวลาหลับหน้าตาของอีทึกจะเป็นยังไง

“หือ...ฮีชอล? กลับมาแล้วเหรอ” แต่เหมือนอีกคนจะรู้ตัว เปลือกคู่ตาสวยค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ กระพริบถี่ๆเพื่อปรับสายตา และภาพตรงหน้าให้ชัดขึ้นกว่าเก่า ฮีชอลยังคงมองอีกฝ่ายอยู่เหมือนเดิม ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

“ทำไมมานอนตรงนี้ล่ะ อยากเป็นโดนยุงกัดตายเหรอไง” ถึงอยากจะพูดว่าเป็นห่วง แต่ฮีชอลก็ยังเป็นฮีชอล ....ปากไม่ตรงกับใจ...

“เหอะ ก็เพราะคอยใครล่ะ ถึงต้องมานอนบริจาคเลือดให้พวกยุงเนี้ย” อีทึกเองก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการบอกอะไร

“แล้วใครบอกให้คอยเล่า!!” เถียงสุดใจ ว่ายังไงตัวเองก็ไม่ผิด จนสุดท้ายอีทึกต้องยอมแพ้ก่อนจะต้องยกมือกุมขมับ เพราะไม่อยากต่อความอีก

“ช่างเถอะ กินอะไรมารึยัง?” ฮีชอลส่ายหน้าไปมาๆอย่างแรง เป็นคำตอบ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม อีทึกมองยิ้มๆ ก่อนจะลุกเดินไปเอากับข้าวที่เตรียมไว้ออกมาให้

“ว้าว! ของโปรดทั้งนั้นเลยนี่ตอนไปนอนบ้านนายก็ได้กิน นายทำเองเหรอ”

“จำได้ด้วยเหรอ?”

“มิน่า ตอนไปบ้านนาย นายเล่นทิ้งชั้นไว้กับพี่สาวนายแม่นายแล้วก็หายไปเลย ที่แท้ก็แอบไปทำนี่เอง ชั้นก็นึกว่าแม่นายทำ” เสียงหวานพูดพร้อมกับใบหน้าอมยิ้มเมื่อนึกถึงวันที่ไปนอนบ้านทึกกี้

“เป็นไงล่ะวันนั้น อร่อยมั้ย” ถามอีกฝ่าย พร้อมทั้งนั่งลงตรงข้ามกัน ฮีชอลส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“ไม่อร่อยเลยต่างหาก”

“อ๋อ เหรอ?แต่ใครก็ไม่รู้เนอะกินซะหมดเกลี้ยงเลย” อีทึกพูดติดตลก ก่อนจะเห็นใบหน้างอนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

“เอาเหอะ รีบกินซะยังร้อนอยู่” พูดตัดบท เพียงแต่ดูเหมือนอีกคนจะยังไม่ยอมกิน ใบหน้าหวานอ้อนนิดๆ จนอีทึกใจอ่อนมือเรียวตักข้าวป้อนอีกฝ่าย ฮีชอลเองก็อ้าปากรออย่างเด็กๆ

กับข้าวมื้อนี้คงเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดเลยก็ว่าได้

“ทำตัวเป็นเด็กไปได้”  ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ทั้งอีทึกและฮีชอลก็ต้องหัวเราะออกมา

...ใช่สิเป็นเด็กก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้านาย หรืออยู่กันแค่สองคนเท่านั้นแหละ...

“อื่มแล้วววว” ริมฝีปากสีกุหลาบบอกอีกฝ่าย อีทึกพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะช่วยกันเก็บจานไปล้าง ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน แค่นี้ฮีชอลก็รู้ตัวดีว่าอ้อนอีทึกมากเกินไปแล้วอีกฝ่ายยังเป็นคนป่วยอยู่ ทั้งที่อยากจะแกล้งให้มากกว่านี้ก็เถอะ

มือเรียวของอีทึกล้างจานจนสะอาดแล้วจึงส่งให้กับร่างบางที่ยืนคอยอยู่ด้านข้าง เพื่อทำหน้าที่เช็ดให้แห้งก่อนจะเก็บ

แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ขี้เล่นอย่างฮีชอลก็ไม่อยู่นิ่ง มือเรียวเอื้อมมือเล่นฟองของน้ำยาล้างจานอย่างนึกสนุก จนอีทึกเริ่มที่จะแปลกใจ

...ถ้าอยู่กับฮันคยองนายจะเป็นแบบนี้รึเปล่า?...

เพราะอีทึกอยากให้ฮีชอลทำแบบนี้ต่อหน้าเขาคนเดียวเท่านั้น แต่มันก็คงเป็นเพียงแค่ความคิดของคนที่ไม่มีสิทธิ์

ใครๆก็บอกว่าฮีชอลหยิ่ง แต่สำหรับตัวอีทึกแล้ว คนสวยตรงหน้าไม่ได้หยิ่งเลยสักนิด เพียงแค่การแสดงออกอาจจะแตกต่างจากคนอื่นไป ก็เพราะต้องการปกป้องตัวเองต่างหาก แต่คนตรงหน้าเขาตอนนี้ล่ะ นี่เหรอที่เรียกว่าหยิ่ง?

อีทึกและฮีชอลช่วยกันล้างจานจนเสร็จ ก่อนจะพากันเดินออกมานั่งที่ห้องนั่งเล่นรวม ร่างสูงของอีทึกทิ้งตัวลงช้าๆ ตามด้วยฮีชอล

“ทึกกี้~ ง่วงรึยัง”

“ยัง” ใช่เพราะเขาและฮีชอลทำงานกันเลิกดึกดื่นทุกวัน เวลาแบบนี้อันที่จริงยังต้องอยู่ที่บริษัทเลยต่างหาก

“ไม่รู้ป่านนี้ คนอื่นจะเป็นยังไงบ้างนะ สงสัยคงจะไปเที่ยวกันอยู่แน่ๆเลย” เสียงหวานพูดเหมือนไม่ใส่ใจ แต่อีทึกก็รู้ดีว่าสิ่งที่คนพูดต้องการจะสื่อคืออะไร

...คงคิดถึงฮันคยองมากสินะ...

เพราะแบบนี้ไง อีทึกถึงไม่เคยคิดจะคาดหวังอะไรกับคนสวยด้านข้าง เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองใครเลยนอกจากคนที่ได้ชื่อว่า ‘ฮันคยอง’ แม้ก่อนหน้านี้จะทะเลาะกันแรงแค่ไหน หรือฮันคยองจะทำให้ฮีชอลร้องไห้เท่าไหร่ ร่างบางก็ไม่เคยที่จะไม่คิดถึงอีกฝ่ายเลยสักครั้ง

ถามว่าผมอิจฉามั้ยเหรอ?...อิจฉาสิ อิจฉาที่ฮันคยองได้ทุกอย่างจากฮีชอล

แต่จะให้ผมทำยังไง ผมเองก็ยังไม่รู้เลย...ว่าในใจของฮีชอลมีผมรึเปล่า?...

“ไม่โทรไปล่ะ”

“อื้อ นั่นสิ!” พูดจบฮีชอลก็หยิบโทรศัพท์สีแดงที่ตัวเองชอบมากออกมา มือเรียวกดเบอร์อย่างแม่นยำ ก่อนจะล้มลงนอนบนตักของอีทึก

...ถึงจะเจ็บแค่ไหน แต่ผมก็ยินดีที่จะเป็นที่พึ่งของฮีชอล

- ยอบาเซโย -

“เอ่อ...ฮันเกิงเหรอ?” กรอกเสียงลงไปเบาๆ เพราะเสียงที่รับสายมันไม่ใช่เสียงของคนที่คุ้นเคย

- อ้าว พี่ฮีชอล? พี่ฮันคยองไม่อยู่ครับออกไปข้างนอกกับซีวอน -  เสียงของคิบอมดังออกมาแทน ฮีชอลครางในลำคอเบาๆ ...งั้นเมื่อกี้ก็คงเป็นทงเฮ…อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนที่รับสายเป็นคนที่ฮีชอลกลัวที่สุด....ซีวอน...

แต่ถึงอย่างนั้นก็อดที่จะน้อยใจไม่ได้ อีกแล้วงั้นเหรอ? ซีวอนอีกแล้ว!! ให้ตายเถอะนี่ฮันเกิงจะทำให้เขาต้องคิดมากไปถึงไหนสำหรับคำว่าแฟนเซอร์วิสอย่าง...วอนฮัน....

“อืม แล้วนี่ทำอะไรกันอยู่เหรอ” ปรับเสียงให้เป็นปกติ อีทึกก้มหน้าลงมาใกล้กับฮีชอล ร่างบางจึงหยิบมือถือมาแนบหูของอีทึกด้วย กลายเป็นว่าใบหน้าของทั้งคู่อยู่ติดกัน

- ก็นั่งเล่นกันอยู่ครับ -  เหมือนคิบอมจะยื่นมือถือของฮันคยองออกไปให้คนอื่นพูดด้วย เสียงดังของคนอื่นจึงดังลอดมา จนอีทึกและฮีชอลอดที่จะยิ้มไม่ได้

- แล้วนี่พี่ทำอะไรอยู่เหรอ? -

“อ่อ อยู่กับอีทึกนะ นั่งดูทีวีแล้วก็คุยกับพวกนายด้วยไง”

- อ้าว? นี่พี่อยู่ที่บ้านเหรอ ฮ่าๆ เห็นมั้ยฮยอกแจชั้นเดาถูก!! -  คิบอมแปลกใจกับคำตอบที่ได้ ก่อนจะหันกลับไปหาฮยอกแจที่นั่งเล่นอยู่กับซองมิน ว่าสิ่งที่ตัวเองเดาถูก

ฮีชอลก็รู้ได้ทันทีว่าน้องสองคนคงจะเล่นพนันอะไรกันไว้ อยากจะออกปากพูดอะไรกับคิบอมสองคน แต่ก็ต้องเงียบลงไปเมื่อเสียงที่แทรกมามันกรีดหัวใจคนฟังซะขนาดนั้น

- เฮ้! ซีวอนพี่ฮันคยองเขางอนแล้วนะ ไม่ตามไปง้อล่ะ ฮิ้วๆ!! -

- อย่าน่า ทงเฮ...พี่ฮันเขาแค่อายเท่านั้นเอง –

- แหม ก็น่าอยู่หรอก นายเล่นไปกอดพี่เขาแบบนั้น ดูซิน่าแดงใหญ่เลย ฮ่าๆ –  บทสนทนาถึงแม้จะมีเสียงพูดของคิบอมและอีทึกที่ดังสลับไปมา แต่ฮีชอลกับใจความได้ดีว่า...สิ่งที่ทงเฮพูดมันหมายความว่าอะไร

เพราะทุกคำพูดมันดังก้องไปมาในโสตประสาทของฮีชอลตลอดเวลา จนร่างบางเลือกที่จะปล่อยให้อีทึกถือสายคนเดียวแล้วตัวเองนอนหนุนตักแทน

...ไม่อยากได้ยินอะไรอีก...สำหรับคำว่าวอนฮัน!!

“ฮีชอล คิบอมถามว่าอยากได้อะไรมั้ย?” เสียงทุ้มของอีทึก เรียกสติที่หลุดลอยไปของร่างบางให้กลับมา ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่งมือถือของเจ้าตัวให้ มือเรียวรับมาอย่างอดไม่ได้ กรอกเสียงหวานลงในมือถือ พยายามไม่สนใจกับความคิดและเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัว แล้วตอบคำถามคิบอม

อีทึกมองคนสวยของเค้าอย่างเงียบๆ แม้จะพยายามสร้างบทสนทนากับคิบอมเพื่อให้ร่างบางไม่ได้ยิน


แต่ก็เปล่า...ดูเหมือนฮีชอลจะได้ยินดีทุกประโยค

“อื้อ ทำให้เต็มที่ล่ะ แล้วก็อย่าลืมของฝากฉันกับทึกกี้และก็คยูฮยอนด้วยนะ!!”

- ครับ!! ที่โน่นคงดึกแล้วพี่รีบนอนเถอะ บอกพี่อีทึกด้วยนะครับ -

มือเรียวผิดมือถือลง ก่อนจะวางลงไว้ที่พื้นข้างตัวแล้วหันหน้าเข้าหาอีทึก พูดทั้งรอยยิ้ม...ยิ้มที่อีทึกรู้ดีว่าอีกฝ่ายฝืนยิ้ม

“พวกนั้นคงสนุกกันใหญ่เลยนะ นายเบื่อมั้ย?”

“หือ อยู่บ้านอย่างเดียวก็เบื่อสิ! ถามอะไรแปลกๆนายก็น่าจะรู้หนิ เห็นเมื่อก่อนโทรหาฉันตลอดเลย” ตอบอีกฝ่าย ก่อนจะเลื่อนนิ้วเรียวไปเล่นกับผมนุ่มของอีกฝ่าย

“งั้นพรุ่งนี้ไปดูฉันเล่น Starking มั้ย” ถามอีกฝ่าย พลางนึกไปถึงรายการ ถ้าพรุ่งนี้อีทึกไปด้วยคงจะดีไม่น้อย...เขาจะได้ไม่เบื่อมากเพราะคังอินก็ไม่อยู่ แล้วทึกกี้เองก็ไม่ต้องอยู่บ้านคนเดียวด้วย...

“ได้เหรอ? จะว่าไปฉันยังไม่เคยไปดูนายถ่ายพวกนี้เลยนะ นอกจากดูแต่ในไอ้กล่องสี่เหลี่ยมเนี้ย!!”

“ฮ่าๆ นี่นายอยู่หลังเขารึไงทึกกี้!! ตัวเองก็ไปออกรายการบ่อยบอกไม่เคยไป บ้ารึเปล่า?”

“ถ้าฉันบ้านายก็บ้า คุยกับฉันรู้เรื่อง!!”

“ทึกกี้!!”

“ง่วงรึยัง ไปนอนกันดีกว่าหรือจะนอนตรงนี้” อีทึกรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นว่าร่างบางจะลุกขึ้นมาซัดเขาแน่ๆ

“อืม” พูดจบก็ลุกขึ้นนั่งก่อนจะลุกขึ้นเต็มวาสูงอีกที ร่างบางมองหน้าอีทึกก่อนจะส่งมือเรียวให้อีกฝ่าย อีทึกอมยิ้มกับท่าทางของอีกฝ่าย ก่อนจะยื่นมือเรียวออกไปจับมือเล็กไว้ออกแรงนิดหน่อยคนสวยที่ยืนอย่างไม่เต็มเท้าก็ล้มลงมาที่ตักเค้าอีกครั้ง

“ลุกไปสิฮีชอล ถ้าไม่ลุก...ฉันอุ้มนะ” พูดแหย่อีกฝ่าย ก่อนจะเห็นใบหน้าสวยเชิดขึ้นบอกเป็นนัยน์ๆว่างอนจริงๆแล้ว

“อยากอุ้มก็อุ้มสิ ชิ!” บอกอีกฝ่ายงอนๆ ก่อนจะต้องร้องออกมาไม่เป็นภาษาเมื่อร่างสูงทำจริงอย่างที่พูด มือเรียวอยากจะตีอีกฝ่ายซะหลายที แต่ก็ทำไม่ได้เพราะยังกลัวว่าแผลของอีกคนจะเจ็บ

“ทึกกี้~ปล่อยฉันลงนะ” เลยทำได้แต่โวยวายตามสไตล์ของเจ้าตัว

“ไม่เอา ก็อยากให้อุ้มเองนี่”

“นี่ตาบ้าปล่อยนะ!! จะตกแล้ว!!”

“อยู่เฉยๆสิ จะได้ไม่ตก...อีกอย่างฉันเจ็บนะ” พูดสั่งคนที่อยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง ถึงอยากจะค้านแค่ไหนแต่ก็อดไม่ได้ว่าไม่เคยรังเกียจอ้อมกอดของคนๆนี้เลย ฮีชอลเลยปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามที่ต้องการ ก่อนจะซบตัวเองลงกับไหล่กว้าง

...ถ้าฮันคยองเป็นแบบอีทึกสักนิดก็ดีสิ... เพราะทุกครั้งก็มีแต่เขาคนเดียวที่ต้องแสดงออก ราวกับว่าฮันคยองไม่ได้รักเขามากเหมือนที่เขารัก

ตอนนี้อาจจะเป็นเวลาที่ฮีชอลกำลังจะต้องตัดสินใจมากที่สุดแล้วก็ได้...ในเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮันคยองเป็นแบบนี้แต่ถึงยังไง...ร่างบางก็ยังยืนยันคำเดิมที่เคยขอพรจากพระเจ้าเอาไว้เมื่อตอนที่ฮันคยองไปจีน

‘พระเจ้า...ได้โปรดอย่าพรากใครไปจากผมอีกเลย โดยเฉพาะเขาไม่ว่ายังไงก็อย่าพาเขาไปต่อให้ผมต้องเลิกกับเขาต้องอยู่ห่างกัน ผมก็ยินดี แต่ได้โปรด...อย่าพาเขาไปจากชีวิตของผม...’

อีทึกวางร่างบางลงบนเตียงของตัวเอง จัดการห่มผ้าให้อย่างเรียบร้อย ปิดไฟและเดินกลับไปที่โซฟาด้านนอกห้อง เพียงแต่....

“ทึกกี้~นายมานอนด้วยกันก็ได้”

“ทำไมล่ะ? กลัวเหรอ” เดินกลับไปนั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าหวานที่อยู่ภายใต้แสงเงาของดวงจันทร์ที่ส่องเข้ามาพอดี

“ใครกลัว! ฉันแค่กลัวว่านายจะปวดหลังตายซะมากกว่าถ้าไปนอนที่โซฟา อีกอย่างเตียงนายก็กว้าง” พูดจบก็ก้มหน้าหลบซ่อนความแดงบนใบหน้า ยังดีว่ามืดแล้วอีทึกเลยไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายว่าแดงแค่ไหน

อีทึกลูบหัวอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงอีกข้างหนึ่งของเตียงแล้วหันหน้าเข้าหาร่างบางที่หันหน้ามาเช่นกัน มองหน้าก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน

ฮีชอลเลยเอนหัวของตัวเองให้ชนกับหัวของอีทึก หัวเราะคิกคักอยู่ไม่นาน เสียงหวานก็เงียบลงจนอีทึกแปลกใจ ก่อนจะหันหน้าไปมอง

“หลับซะแล้ว”
มือเรียวขยับผ้าห่มห่มให้อีกฝ่ายอย่างเบามือที่สุด ริมฝีปากเรียวยกยิ้มอ่อนโยนอีกครั้งก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนเหมือนทุกที

“ราตรีสวัสดิ์นะเจ้าหญิง” กระซิบบอกอีกฝ่ายข้างหู ทำให้ร่างบางขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีก อีกครั้งที่ต้องยอมแพ้กับความน่ารักและใสบริสุทธิ์แบบนี้ มองใบหน้าเนียนที่ไร้การแต่งเติมก่อนจะเข้าสู่นิทราไปด้วยอีกคน

 

“ฮ้าว~ เช้าแล้วเหรอเนี้ย?” ร่างเพรียวที่นอนอยู่บนเตียง ลืมตาขึ้นมาช้าๆ ทั้งทีอยากจะนอนต่ออีกสักหน่อยเพราะวันนี้ไม่มีเสียงพวกลิงคอยรบกวน ก็ต้องมาเจอแสงแดดมากมายที่ราวกับต้องการจะแกล้งเขา พร้อมใจกันส่องเข้ามากระทบกับนัยน์ตาทำให้ไม่ว่ายังไงก็ต้องตื่นอยู่ดี

ตาเรียวตวัดมองด้านข้างตัว ที่น่าจะมีร่างของคนที่นอนอยู่ด้วยเมื่อคืนอยู่ หากแต่ไม่พบคิ้วเรียวหมุนเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงของคนในห้องน้ำ รอยยิ้มจึงกระจายขึ้นบนในหน้า
...คงมีแต่ข่วงเวลานี้เท่านั้นที่ผมจะเป็นเจ้าของเขา...

ฮีชอลเดินออกมาจากห้องน้ำ กับเสื้อผ้าชุดใหม่ ก่อนจะเดินมานั่งลงที่เตียงด้านข้างของอีทึก เมื่อเรียวสวยหยิบผ้าขนหนูที่คล้องอยู่ที่คอขึ้นมาเช็ดผมตัวเอง

“ตื่นนานแล้วเหรอทึกกี้” เสียงหวานเรียกให้คนที่อ่านนิตยาสารบนมือเงยหน้าขึ้นมองคนพูด

“อืม แล้วทำไมวันนี้ตื่นเร็วนักล่ะ”

“ชั้นก็ต้องมีงานบ้างสิ ไม่ได้ว่างเหมือนนายนี่จะได้มานอนกินบ้านกินเมืองแบบนี้! แล้วนี่จะไปด้วยมั้ย? เดี๋ยวผู้จัดการคิมจะมารับแล้ว”

“อืม” พูดจบก็ลุกออกจากเตียง แล้วเดินตรงเข้าห้องน้ำไป ฮีชอลมองตามร่างเพรียวเดินเข้าไปช้าๆ ก่อนสายตาเรียวจะสะดุดกับปฏิทินตั้งโต๊ะเดือนกรกฎาคม

มือเรียวหยิบปากกาสีชมพูด้านข้างขึ้นมา ก่อนจะวาดรูปหัวใจวงไว้ที่เลขที่ 1 ของเดือน เหลือบเห็นวันที่ 10 ริมฝีปากเรียวสีชมพูคลี่ยิ้มออกมาอย่างอดใจไม่ได้ เพราะวันที่ 10 ก็มีหัวใจวงเอาไว้เหมือนกัน

...ขอบคุณนะทึกกี้...

คิดได้เท่านั้นร่างบางก็ล้มตัวลงนอน มองดูนาฬิกาเดินไปเรื่อย เหมือนเป็นกิจวัตรที่เขาต้องทำแบบนี้ นอนดึกตื่นเช้า เพราะตารางที่รับมา จนบ้างครั้งก็อดที่จะเหนื่อยไม่ได้ หรือบางทีก็ต้องล้มกันบ้าง ไม่สบายกันบ้างแต่ก็มีทึกกี้นี่แหละที่คอยเป็นห่วงตลอดเวลา

เพียงแค่สีหน้าเขาเปลี่ยนไป ทึกกี้ยังรับรู้แต่ทำไมคนที่ได้ชื่อว่า ‘แฟน’ อย่างฮันคยองกลับไม่เคยสังเกตเห็นเลย

เพราะ...ซีวอนงั้นเหรอ?

ฮันคยอง...หรือครั้งนี้เราต้องจบกันจริงๆ...ถอนหายใจออกมาเบาๆ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ร่างบางจึงหันไปมองอีกคนที่เดินออกมา เท้าเรียวของอีทึกพาตัวเองมานั่งลงที่เตียง คุยกันสักพัก มือถือเครื่องโปรดของฮีชอลก็ดังขึ้น

มือเรียวรีบคว้ามาดู ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเมื่อเห็นรายชื่อคนที่โทรมา

...ผู้จัดการคิม...

“ไปกันเถอะ ผู้จัดการมารอแล้ว” บอกอีทึกเสียงเบา จนคนฟังแปลกใจ อีทึกลุกขึ้นแล้วดึงมือเรียวขึ้นมา เพื่อฉุดอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นมาด้วย แล้วเดินออกไปด้วยกัน แต่ถึงกระนั้นมือเรียวของคนสองคนก็ไม่ปล่อยจากกันเลย...

 


หลายวันแล้วที่ฮีชอลกลับไปนอนที่บ้านเหมือนเดิม เพราะคนอื่นๆบินกลับมาที่เกาหลีเรียบร้อย...รวมถึงคนๆนั้นด้วย
อีทึกเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของคนทั้งคู่ ในฐานะหัวหน้าวง
อาจจะเพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาขึ้นในวง แต่ในฐานะของคนที่รักมากๆ เขาไม่อยากให้สิ่งที่เขาอยากให้เกิดมาตลอดต้องเกิดขึ้น

แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นแบบนั้น คิบอมที่มาหาทงเฮที่บ้านบ่อยขึ้น ชอบเข้ามาปรึกษาผมเรื่องฮีชอลและฮันคยอง ว่าสองคนนั้นไม่ได้คุยกันเลย เช้าฮีชอลก็ไปทำงาน กว่าจะกลับก็ดึก ส่วนฮันคยองก็เอาแต่ออกนอกบ้าน...และไปกับซีวอน
บางครั้งที่ฮีชอลมาที่บ้านผมเองก็แอบเห็นเขาร้องไห้อยู่เหมือนกัน

...แล้วแบบนี้ผมจะช่วยพวกเขาได้ยังไง?...

 

 

 

 

เช้าของวันที่ 24

สุดท้ายผมก็ต้องเห็นน้ำตาจากฮีชอลจนได้

ฮีชอลมาหาผมตอนดึก ผมเองก็รู้สึกแปลกแต่จะให้พูดอะไรออกไปก็คงไม่ได้ เพราะใบหน้าหวานที่มักมีรอยยิ้มเสมอตอนนี้กลับไม่มีอะไรเลย

เขามาหาผมพร้อมกับใบหน้าที่ขาวซีดแทบจะไม่มีสีเลือด นัยน์ตาของเขาว่างเปล่าจนผมกลัว...ถ้าเขาร้องไห้อาจจะดีกว่านี้ แต่นี่เขากลับไม่แสดงอะไรออกมาเลย นอกจากนั่งเงียบๆเหมือนคนที่ไม่มีหัวใจ ผมถามอะไรเขาก็ไม่ตอบ มีเพียงดวงตาคู่โตเท่านั้นที่เรียกให้ผมต้องเป็นห่วงเขามากกว่าเดิม

เพียงแค่นั้นผมก็รู้แล้วว่าคนตรงหน้าของผมเจออะไรมา

...ฮีชอลคงเลิกกับฮันคยองแล้ว....


ทั้งที่ผมอยากจะดีใจ แต่เปล่าผมกลับเจ็บมากกว่าเดิมอีกที่เห็นสภาพคนที่ผมรักเป็นแบบนี้ ไม่นึกเลยว่าใบหน้าที่ว่างเปล่าของฮีชอลจะทำร้ายผมได้ขนาดนี้

หรือเพราะผม...รักเขามากกันนะ?

“ฮีชอลอย่าเงียบได้มั้ย ฉันใจคอไม่ดีนะ” ผมพูดกับเขามาเกือบสองชั่วโมงแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่พูดโต้ตอบอะไรกับมาเลย สุดท้ายผมเลยทำได้เพียงดึงเขาเข้ามากอดไว้เหมือนทุกครั้งที่เขามีปัญหา

“ฉัน...เลิกกับฮันเกิงแล้ว” เงียบไปนานจนในที่สุดฮีชอลก็ยอมเอ่ยปากพูดอะไรออกมา กอดอีทึกแน่นเข้าไปอีก ....ราวกับว่าตอนนี้ฮีชอลต้องการที่พึงที่มาปลอบเขาให้หายเจ็บ มาทำให้หัวใจดวงนี้มันไม่เจ็บไปมากกว่านี้

“ฮันเกิงเขาคบกับซีวอนแล้ว...ฉัน...ฉันจะทำยังไงดี ...มันเหมือนถูกมีดแทงเข้าที่หัวใจซ้ำไปซ้ำมา...มันเจ็บ...ฉันเจ็บไปหมดแล้วทึกกี้!” ปลายเสียงสั่นเพราะกลั้นสะอื้นแต่น้ำตามากมายกับหลั่งออกมาอย่างหยุดไม่ได้

แม้ในยามที่อยู่กับคนอื่นหรือแม้แต่ฮันคยอง...ฮีชอลจะเป็นคนที่ร่าเริง เข้มแข็ง ถึงจะมองโลกในแง่ร้ายกว่าใคร แต่ฮีชอลก็ไม่เคยอ่อนแอยามที่คนในวงอ่อนแอ แม้มือเรียวเล็กของฮีชอลจะปกป้องใครได้ไม่เท่าไหร่ แต่ฮีชอลก็คอยปกป้องทุกคนมาตลอด

แต่ทว่าในความรู้สึกเบื้องลึก...คิมฮีชอลคือผู้ชายอ่อนไหวและอ่อนแอมากคนหนึ่ง

โดยเฉพาะเมื่อต้องสูญเสียคนที่ฮีชอลรักและต้องการมากกว่าใคร

อีทึกเงียบไม่ตอบ มือเรียวไล้เส้นผมเล็กเบาๆ ก่อนจะหยุดลงที่ไหล่เล็ก บีบลงเบาๆเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่ายังไงซะฮีชอลก็ยังมีอีทึกอยู่เคียงข้างเสมอ

“นายยังมีฉันนะฮีชอล ยังมีน้องๆอีกหลายคนที่รักนาย” บอกอีกฝ่ายเบาๆข้างหู อยากให้คำพูดนี้เข้าสู่จิตใจที่แหลกสลายของร่างบางบ้าง แม้เพียงสักนิด

...ให้รู้ว่าเขาเองก็รักฮีชอลมากเหมือนกัน...

“ฮันเกิงกับซีวอนมาขอโทษฉัน พวกเขาเพิ่มรู้ว่ารักกัน ...เพราะงั้นตลอดมาที่ชั้นเชื่อว่าฮันเกิงกับซีวอนรักกันมันก็คือเรื่องจริง! แต่ชั้นพยายามหนีมันมาตลอด”

มือเล็กกอดร่างสูงแน่นขึ้นไปอีก สองแขนของอีทึกกอดตอบร่างบาง รู้ว่าอีกฝ่ายใช้เขาเป็นที่เกาะเอาไว้ เป็นที่ยึดเหนี่ยวตัวเองเอาไว้เมื่อหัวใจมันแหลกสลายไปแล้ว

ทั้งเจ็บทั้งเป็นห่วงผสมกันไปหมดจนอีทึกเองแยกไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกยังไง? เขาเจ็บที่ฮีชอลต้องเป็นแบบนี้ แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยเขาก็ยังมีโอกาสบ้าง

แต่สุดท้ายอีทึกกำลังเหนื่อยใจ ที่รู้ว่าคนในอ้อมกอดของเขาอ่อนแอกว่าใครเพื่อน จะโกรธฮันคยองและซีวอนก็คงไม่ถูก เพราคงไม่มีใครอยากให้เรื่องเป็นแบบนี้...แม้แต่ฮีชอลก็รู้ดี...ว่าสองคนนั้นคงจะเจ็บปวดไม่แพ้กัน

ถ้าให้ผมเดา ที่ฮีชอลต้องออกมาจากบ้านมาตอนดึกแบบนี้คงเพราะฮันคยองคงจะร้องไห้ จนฮีชอลไม่อยากจะมองว่าคนที่ตัวเองรักมาที่สุดกำลังเสียใจ เพราะงั้นก็เลยเลือก...เลือกที่จะปล่อยพวกเขาสองคนไป

...เพราะฮีชอลอ่อนโยน และบริสุทธิ์...มากกว่าใคร

นานที่ผมปล่อยให้ฮีชอลร้องไห้ แต่ฮีชอลก็ไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับซีวอนและฮันคยองเลย อาจเพราะ....ยังคงรักสองคนนั้นเหมือนเดิมก็ได้ เขาสวมกอดผมเอาไว้ แรงสะอื้นมากมายทำให้หัวใจผมเจ็บ

แต่ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากอยู่เคียงข้างเขาอย่างที่เขาต้องการ ไม่นานนักฮีชอลก็หลับไปในอ้อมกอดของผม แต่ถึงอย่างนั้นคราบน้ำตามากมายก็ยังชัดเจนอยู่ใบหน้าหน้าสวย
ผมอุ้มเขาไปนอนที่เตียงของผม อยากจะลุกออกไปดูอะไรภายนอกบ้างแต่มือเล็กที่จับชายเสื้อของผมเอาไว้แน่น

จนผมไม่อยากจะทิ้งเขาไปไหนเลย สุดท้ายผมก็ต้องนั่งลงด้านข้างเตียง คอยซับหยอดน้ำตาสีใสที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวของเขา

...ผมรู้ดีว่าฮีชอลรักฮันคยองมาก แต่พอมาเห็นแบบนี้ผมยังมีสิทธิ์ที่จะรักเขาอีกเหรอ? .....

 


“อื้อ” เสียงครางในลำคอของฮีชอลปลุกให้อีทึกตื่น มือเรียวเล็กของพวกเคขาสองคนเปลี่ยนมาจับกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
อีทึกมองคนสวยที่นอนหลับ ก่อนที่นิ้วเรียวจะเลื่อนไปปัดปอยผมออกให้อย่างเบามือ

เพราะไม่อยากให้อีกคนต้องตื่นขึ้นมา ยังไงซะวันนี้ก็ต้องออกไปงานกาชาดอีก ฮีชอลน่าจะนอนเยอะๆมากกว่า การบริจาคเลือด....คงจะดีไม่น้อยถ้าร่างกายของคนสวยของเขาแข็งแรง

เพียงแต่อีทึกไม่รู้เลยว่าตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของพวกน้องๆหลายคน รวมไปถึงคู้รักใหม่อย่างฮันคยองและซีวอนที่มาถึงเมื่อครู่

“สงสัยว่างานนี้พี่อีทึกจะได้สมหวังซะที” เสียงบ่นงึมงำในลำคอของคังอินเรียกให้น้องๆแต่ละคนหันกลับไปมอง

“พี่คังอิน!! นี่พี่รู้เรื่องเหรอ” เสียงหวานของทงเฮตะโกนดังลั่น พอๆกับความอยากรู้ของคนอื่นว่าทำไมคนอย่างคังอินที่พวกเขามองว่าเป็นแฟนพี่อีทึกกลับรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้

“เออน่า...เงียบๆสิเดี๋ยวเจ้าแม่ก็ตื่นมาโวยวายหรอก!” กัดฟันตอบน้อง เพราะยังไงซะคังอินก็อยากแอบมองต่อไปมากกว่าจะโดนเจ้าแม่จอมวีนอาระวาดแต่เช้า ทงเฮและคนอืนจึงยอมสงบลง

มีเพียงซีวอนและฮันคยองเท่านั้นที่มองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ


....งั้นที่เขาบอกความจริงกับพี่ฮีชอลคงไม่ผิดใช่มั้ย? ถ้าจะทำให้พี่อีทึกได้สมหวังกับความรักที่รอมานานบ้าง...

อีทึกค่อยๆแกะมือเล็กออกอย่างบามือ เพราะเค้าจะได้ลุกไปทำธุระอย่างอื่นบ้าง ตอนนี้พวกน้องคงจะตื่นกันหมดแล้ว เวรทำอาหารวันนี้ก็เวรเค้าด้วย แต่เพียงแค่เขาปล่อยมือออก ฮีชอลก็งัวเงียตื่นขึ้มาทันที

“ตื่นแล้วเหรอ? ไม่นอนต่อล่ะ” อีทึกออกปากถามคนที่ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงอย่างงงๆ

“ฮ้าว~ กี่โมงแล้วเหรอทึกกี้~”

“แปดโมงกว่านะ เดี๋ยวฉันจะออกไปทำกับข้าวนายจะนอนต่อมั้ย”  ฮีชอลไม่ตอบ และยิ่งเงียบไปใหญ่เมื่อได้ยินเสียงที่ดังลอดเข้ามาในห้อง เพราะมันเป็นเสียงของซีวอนและฮันคยอง ปากเรียวสวยเม้มแน่น เพื่อไม่ให้น้ำตามากมายไหลลงมาอีก

อีทึกมองอีกฝ่ายก่อนจะถอนหายใจแล้วดึงเข้าไปกอดอีกครั้ง เช่นเดียวกับฮีชอลที่เลือกจะเก็บเอาความอบอุ่นของอ้อมกอดนี้ไว้แม้เพียงไม่นาน ก่อนจะขืนตัวออกมาแล้วส่งยิ้มให้...เพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไร

อีทึกเห็นร่างบางยิ้มก็ยิ้มตอบ ลุกขึ้นยืนแล้วส่งมือเรียวให้อีกฝ่ายคราวนี้ฮีชอลต่างหากที่หัวเราะออกมา เพราะมือเรียวเล็กออกแรงสุดตัวเพียงเพื่อดึงให้อีกฝ่ายล้มลงมาบ้าง แก้แค้นในสิ่งที่อีกคนเคยแกล้งเค้าเอาไว้

แต่กลายเป็นว่าใบหน้าเรียวของอีทึกเกือบจะชนกับใบหน้าสวยของฮีชอล ริมฝีปากสีกุหลาบกับริมฝีปากเรียวโดนกันอย่างห้ามไม่ได้ ฮีชอลหน้าแดงทันทีก่อนจะหันหน้าหนี อีทึกมองตามอย่างขำๆ

...ผมชอบมากที่สุดเวลาที่ฮีชอลเขิน...

ลุกออกจากอีกฝ่ายแล้วดึงมือเรียวขึ้นมาอีกครั้ง แน่นอนว่าคราวนี้ไม่มีการแกล้งใดๆทั้งสิ้น ก่อนที่จะจับมือร่างบางแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างมีความสุข

“อรุณสวัสดิ์ทุกคน~” เสียงของอีกทึกเรียกให้น้องๆแต่ละคนที่นั่งทำอะไรเล่น หรือคุยกันไปเรื่อยเปื่อยหันกลับมามองก่อนจะตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน

“อรุณสวัสดิ์ครับ/ฮะ ฮยอง!!”

“แหมวันนี้พี่อีทึกอารมณ์ดีเชียว” ทงเฮอดไม่ได้ที่จะแซวอีกฝ่ายอย่างออกนอกหน้า ก็ดูซิยิ้มหน้าระรื่นมาขนาดนั้นจะไม่ให้แซวได้ยังไง?

อีทึกเหลือบมองคนข้างตัวที่ยังก้มหน้าซ่อนความอายอยู่ มือเรียวบีบมืออีกฝ่ายแน่นให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว ฮีชอลเงยหน้ามองเป็นคำถาม ก่อนจะเห็นภาพของซีวอนและฮันคยองนั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟา มองมาทางเขาสองคน

“โอเครึเปล่า” กระซิบถามอีกฝ่ายเบาๆให้ได้ยินกันแค่สองคน ฮีชอลไม่ตอบแต่บีบมือเรียวแน่นกว่าเก่า ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ

“อืมม....ไม่เป็นไรแล้ว”

….ใช่ฮีชอลไม่ได้เจ็บปวดเมื่อเห็นภาพของคนสองคนอย่างฮันคยองและซีวอนแล้วเจ็บแบบเมื่อวานแล้ว อาจเพราะ...ความรักที่มีให้ฮันคยองมันน้อยลงเหมือนที่ฮันคยองมีให้เขาเช่นกัน หรือเพราะมีคนที่ดูแลเรามากกว่าคนรักของเรา ถึงได้ทำใจได้เร็วขนาดนี้

...ฮีชอลมองคนข้างตัวแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้ม...

“หิวกันรึยัง?”

“หิวสิพี่ กว่าจะตื่นมาผมกับคังอินก็ล่อขนมไปคนละห่อแล้ว” ชินดงเดินออกมาพร้อมคังอิน มือของทั้งคู่เต็มไปด้วยห่อขนม จนซองมินอดที่จะหัวเราะไม่ได้ ดูสภาพเพราะงั้นไงล่ะถึงถูกเรียกว่าพี่หมู กับพี่หมี

“งั้นเดี๋ยวฉันไปทำกับข้าวให้แล้วกัน คอยแปปหนึ่งนะ” อีทึกบอกน้องๆแต่ละคน ก่อนจะหันมาถามร่างบางว่าไปด้วยมั้ย? ฮีชอลจึงพยักหน้าเป็นคำตอบแล้วเดินไปด้วยกัน

“ซีวอน ฮันคยอง พวกนายโชคดีนะที่มีพี่อีทึก ไม่งั้นล่ะก็....ฉันว่าพวกนายได้ตายคามือพี่ฮีชอลชัวร์เลย” คังอินเดินมานั่งลงด้านข้างของคู่รักใหม่ พูดแซวก่อนจะเห็นว่าแต่ละคนหน้าซีดหนักกว่าเดิม แล้วก็หัวเราะออกมาเสียงดัง

“เฮ้!! ทึกกี้นี่นายทำเป็นด้วยเหรอ?”

“ถามแปลกๆ เมื่อครั้งก่อนใครทำให้นายกินเล่าถ้าไม่ใช่ฉัน!”

“อ้าวเหรอ? ฉันนึกว่านายไปแอบซื้อแล้วมาเก็บไว้ให้ฉันซะอีก ไม่น่าเชื่อว่านายจะทำได้ เห็นวันๆเอาแต่แกล้งคนอื่นเป็นอย่างเดียว!!”

“ใครแกล้งคนอื่น รู้สึกว่ามีแต่นายล่ะมั้งที่ชอบแกล้งไม่เชื่อก็ไปถามรยออุคดูว่าโดนนายแกล้งเยอะแค่ไหน?”

“ชิ! มาว่าแต่ฉันนายเองก็เหอะแกล้งฮยอกแจมากกว่าใครเพื่อนเลยนี่ วันก่อนยังทำทงแฮของฉันร้องไห้เลยด้วย!”

“อะไรนายแหละทำ ฉันไปทำให้ทงเฮร้องไห้เมื่อไหรกัน?”

“นายแหละ ไอ้ลีดเดอร์ติ๊งต๊อง!!”

“ใครติ๊งต๊อง? ฉันเห็นแต่ลีดเดอร์หน้าตาดีมากๆ กับเจ้าหญิงประสาท!”

“อ๊ายยยยย!!! ว่าไงนะตาบ้าทึกกี้!!”

“โอ๊ย!! ไม่เอาแล้วว ฮีชอลเจ็บนะ…เจ้าหญิงโรคจิต!!”

“ใครโรคจิต? ตาค้างคาวกลางคืน!!”

“โอเคๆ ว่าแต่จะทำมั้ยเนี้ยกับข้าว อย่าเอาไปเล่นสิ!!”สองเสียงเถียงกันไปมา จนรุ่นน้องในวงแต่ละคนต้องหัวเราะกับบทสนทนาที่ดูไร้สาระไม่เข้ากับอายุของทั้งคู่เลยสักนิด

“แล้ววันนี้เราจะได้กินข้าวกันมั้ยชินดง?”

“ฉันว่าชั้นอิ่มแล้วแหละ ล่อขนมไปเกือบสองห่อแล้ว”

“นั่นสิ!!”

ไม่รู้ว่าคนอื่นจะได้กินข้าวกันมั้ย? แต่ที่รู้ๆ ความเจ็บปวดในใจของฮีชอลไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะมีคนที่ถูกใจมารักษาบาดแผลให้ไงล่ะ

 

“กลับมาแล้ว” เสียงทุ้มของฮยอกแจเอ่ยปากบอกคนในบ้านอีกหลายคนที่นั่งหน้าเครียดกันอยู่ เท้าเรียวของอีทึกและฮยอกแจจึงเดินเข้าไป

“เฮ้! ฉันกับฮยองกับมาแล้ว ทำอะไรกันอยู่” แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับกลับมาจากบรรดาลิงทโมนทั้งหลาย ฮยอกแจเลยเดินเข้าไปสะกิดคนรักของตัวเอง

“อ๊ายยย!!! รยออุค...มือๆ มีมือมาจับฉัน!!!” คนตัวเล็กสะดุ้งสุดตัวกระโดดกอดเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ด้านข้าง

“ซองมิน...นี่ฉันเองฮยอกแจ!” ลีฮยอกแจ คว้าตัวคนรักของเขาเอาไว้ก่อน ใบหน้าหวานยังคงไม่เงยขึ้นมองคนพูด จนสุดท้ายฮยอกต้องกระซิบอะไรข้างหู คนตัวเล็กกว่าจึงหยุดดิ้นแล้วหันกลับไปมอง

“นี่พวกนายเล่นอะไรกัน? คิบอม!” เสียงทุ้มของอีทึกเอ่ยออกมา มองหาตัวคนคิดเรื่องบ้าๆ ที่มาเล่าเรื่องผีแบบนี้ ก่อนจะสะดุดกับใบหน้าของเด็กหนุ่มอีกคนที่เขารักเหมือนน้อง

...คิม คิบอม!!

เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อ ทีมักจะทำตัวเงียบๆไม่มีพิษภัย แต่ภายในนั้นช่างเหมือนกันพี่ชายตัวเองซะเหลือเกิน ไม่ต่างไปจากฮีชอลเลย เจ้าตัวทำหน้ายิ้มๆเหมือนเดิมราวกับไม่สนใจในสิ่งที่อีทึกจะพูด

อีทึกมองหน้าน้องก่อนจะถอนหายใจดังๆที่หนึ่ง ฉุดคิดขึ้นมาได้ถ้ามีคิบอมก็ต้องมีฮันคยองและคนที่เขาอยากเจอมากที่สุดก็ต้องมาด้วยแน่ๆ

“แล้วนี่นายมากับใคร? ฮันคยอง ฮีชอลเหรอ”

“อ๋อ มากับพี่ฮันคยองฮะ ส่วนฮีชอลฮยองยังถ่ายละครไม่เสร็จ” พูดจบก็หันหน้าไปทางฮันคยองที่นั่งอยู่กับซีวอน อีทึกมองมือใหญ่ที่ซุกไซ้ไปเรื่อยของซีวอนแล้วก็เหนื่อยใจ

ยังดีที่ “ซีซิน” ไม่ได้เป็นเรื่องจริงงั้นเค้าคงเป็นบ้า!! ที่ต้องเห็นฮีชอลโดนไอ้ปลาหมึกนี่ลวนลาม เพราะแค่นี้เขาก็อยากจะฆ่าซีวอนเวลาที่กอดฮีชอลของเขาจะตายแล้ว!!

“อืม จะนอนที่นี่กันเหรอ?” ทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาด้านข้างของคังอิน

“ครับ ก็พรุ่งนี้เป็นวันพิเศษ” ประโยคหลังคิบอมพูดเบาลงเหมือนไม่อยากให้อีทึกได้ยินนอกจากคนอื่นๆที่มองแล้วก็อมยิ้มไปตามๆกัน

อีทึกนั่งดูน้องๆเล่าเรื่องผีกันต่อไป สุดท้ายก็เลยกลายเป็นมานั่งคุยเรื่องงานละครที่เคยถ่ายด้วยกัน Mystery 6 ที่เขาแอบมีความสุขมากตอนที่ถ่ายเรื่องนี้ เพราะมีโอกาสได้ใกล้ชิดฮีชอลขนาดไหน (พวกคุณที่ได้ดูแล้วคงรู้กันนะ)

“เอาล่ะ พรุ่งนี้งานก็มีคอนใหญ่นะ แล้วก็เปิดตัวเพลง Heangbok ด้วย ฉันก็ขอให้พวกนายทำให้เต็มที่ล่ะ รีบนอนกันได้แล้ว” ลุกขึ้นยืนก่อนจะไล่น้องๆแต่ละคนให้กลับเข้าห้องนอนไปได้แล้ว เพราะดูเวลาแล้วก็ดึกมาก พรุ่งนี้ยังต้องขึ้นคอนกันอีกถ้านอนไม่พอขึ้น หรือไม่สบายขึ้นคงจะแย่

“ครับ!! ราตรีสวัสดิ์ครับ” ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกันแล้วแยกย้ายกันไปนอน เหลือเพียงแค่รยออุค อีทึก และคังอินเท่านั้นที่ยังนั่งอยู่

“ทำไมยังไม่ไปนอนอีกล่ะ รยออุค” พี่ใหญ่อย่างคังอินอดที่จะถามไม่ได้ เพราะน้องเล็กคนนี้ปกติแล้วเชื่อฟังพี่ๆจะตาย แต่คราวนี้กลับไม่ยอมไปนอน

“ฮะ...เดี๋ยวจะไปฮะ ผมว่าจะโทรไปหาคยูซะหน่อย ก็เลยคอยให้พี่ๆไปนอนกันให้หมดก่อน” พูดไปก็หน้าแดงไป อีทึกและคังอินเลยได้แต่ยิ้มให้กับความน่ารักของคนตัวเล็ก

“อืม ไปโทรหาเถอะ บอกด้วยนะว่าดูทีวีด้วยจะได้เห็นพวกเราแล้วก็...นาย” อีทึกพูดพร้อมทั้งยิ้มให้ รยออุคหน้าแดงเหมือนเดิมก่อนจะก้มหัวแล้วเดินจากไปพร้อมกับมือถือในมือ

“แล้วพี่ล่ะ ทำไมยังไม่นอนอีก” เหลือบมองนาฬิกาเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ทำไมพี่ใหญ่ถึงยังไม่นอนอีก ทั้งที่ไล่น้องคนอื่นๆเข้านอนกันเรียบร้อยแล้ว

“คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะ นายไปนอนเถอะพรุ่งนี้งานเยอะเดี๋ยวจะทรุดซะเปล่าๆ”

“อืม พี่ก็เหมือนกันนะ ดูแลตัวเองบ้างก็ดี...แต่สงสัยเดี๋ยวคงมีคนมาดูแลแล้วสิ” พูดตอบกลับอีทึก แต่ประโยคสุดท้ายกลับเรียกสีหน้างุนงงให้กับร่างสูงเป็นอย่างมาก
...ใครจะมาดูแล...?


สุดท้ายอีทึกก็เดินออกมารับลมที่ระเบียงของบ้าน  ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านมา

ตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาเป็นซูเปอร์จูเนียร์ ก็เจออะไรมาเยอะ ผ่านอะไรมามากมาย ทั้งดีและไม่ดี แต่สุดท้ายไม่ว่าเมื่อไหร่พวกเราก็ผ่านเรื่องแย่ๆมาได้เสมอ เพราะกำลังใจจากคนในวงที่อยู่กันแบบครอบครัวรวมถึงแฟนคลับทุกคนที่คอยอยู่เคียงข้าง บรรดาอากาศและกลีบดอกไม้และเอลฟ์ของพวกเรา

...อยากจะขอบคุณมากมายเหลือเกิน...ที่ทำให้พวกเรามีวันนี้…อยากให้อยู่เคียงข้างกันไปตลอดเวลา

“นี่! อยากเป็นปวดบวมตายเหรอ” เสียงหวานของคนที่อีทึกอยากได้ยินมากที่สุดดังมาพร้อมกับความอบอุ่นที่ได้รับจากเสื้อกันหนาวตัวใหญ่อีกตัวที่ร่างบางเอามาคลุมให้

“เปล่านี่ แค่กำลังคิดถึงเรื่องที่ผ่านมากับสิ่งที่ได้รับจากเอลฟ์และแฟนคลับนะ”

“ไม่สบายเหรอ? ทำไมถึงมาพูดเรื่องนี้ล่ะทำเป็นคนแก่ไปได้” ฮีชอลแปลกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆคนข้างตัวก็พูดถึงเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ทั้งที่ปกติแทบจะเก็บทุกอย่างไว้ในใจตลอดเวลา แต่ก็ไม่วายที่จะพูดตอบตามแบบฉบับของฮีชอล

อีทึกไม่ตอบอะไร แต่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่ฮีชอลยอมแพ้ทุกครั้ง ก่อนที่คนสวยจะหลุดเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย

ไม่มีการขัดขืน เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดจะแกล้งหรือทำอะไร และร่างกายของตัวเองก็ไมได้รังเกียจสัมผัสอ่อนโยนแบบนี้

ตั้งแต่วันนั้นที่ฮีชอลกับฮันคยองเลิกกัน อีทึกและฮีชอลก็ทำตัวเหมือนคู่รักกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ยังไม่มีการพูดอะไรออกมาตรงๆก็เท่านั้น

“นี่ทึกกี้ ฉันไม่นึกเลยนะว่าตอนนี้ฉันจะต้องอยู่คนเดียวไม่มีใครแตกต่างจากปีก่อนๆแค่ไหน” ริมฝีปากเรียวสีกุหลาบเอ่ยคำพูดที่ติดค้างอยู่ในใจมากเกือบอาทิตย์กับคนที่ตอนนี้ได้ชื่อว่า....เข้าใจมากที่สุด

“คิดอะไรแบบนั้นล่ะ นี่ไม่คิดจะเปิดใจให้ฉันบ้างเลยรึไงกัน หึ” หันหน้าอีกฝ่ายให้หันเข้ามาสบตากับตัวเอง ก่อนที่นิ้วเรียวจะบีบจมูกอีกฝ่ายเล่นเบาๆ

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคำพูดแบบนี้คงไม่มีวันหลุดออกจากปากของอีทึกแต่ตอนนี้...จะต้องคิดอะไรมากอีก ในเมื่อฮันคยองเปิดโอกาสให้เขาขนาดนี้แล้ว และฮีชอลก็ไม่ได้ปิดใจอีก

“แล้วทำไมต้องเปิดใจด้วยล่ะ? ทึกกี้ก็มีคังอินอยู่แล้วนี่!” ตอบอีกฝ่าย ก่อนแสร้งทำหน้าหนีสายตาที่อีทึกส่งมาให้ เพราะอ่อนโยนแบบนี้แล้วฮีชอลจะไปไหนรอดกันล่ะ?

“อะไร? พูดแบบนี้ถ้าเยซองมาได้ยินคงเสียใจแย่เลย” ไม่พูดเปล่าแต่กลับกอดฮีชอลให้แน่นขึ้นกว่าเดิม เพราะอากาศที่หนาวขึ้นหรือเพราะจากความรู้สึกภายในกันนะ

...วันนี้เป็นอีกวันที่อีทึกรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ เพราะ...ความกดดันที่พรุ่งนี้จะต้องขึ้นเปิดตัวเพลงใหม่ Haengbok จะถูกใจแฟนเพลงขนาดไหน คนที่เป็นลีดเดอร์ของวงจะเครียดก็คงไม่แปลก

“อย่าคิดมากเลย ถ้าเราทำให้สุดความสามารถทุกอย่างก็จะดีเองแหละ” เหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ คำพูดลอยๆที่เอ่ยออกมาราวกับบทสวดมนต์ที่พระเจ้ากำลังอวยพรให้พวกเขาอยู่

“รู้เหรอว่าฉันคิดอะไรอยู่”

“ฮ่าๆ อย่าบอกนะว่านายรู้จักฉันดีอยู่คนเดียว ฉันเองก็รู้จักนายดีเหมือนกันนะทึกกี้!!” น้ำเสียงที่เหมือนเด็กน้อยครั้งที่จะได้ยิน แต่ตอนนี้อีทึกคงเป็นคนเดียวที่โชคดีที่สุดที่ได้เห็นท่าทีทุกอย่างของคนในอ้อมกอด

อีทึกคลายอ้อมแขนออกเปลี่ยนเป็นรุนหลังให้อีกฝ่ายหันกลับมาหากันตรงๆ ปลายนิ้วแตะลงใบแก้มเนียนเบาๆ นัยน์ตาโตจ้องมองเค้าอย่างเป็นคำถาม

“งั้น....คบกับฉันได้มั้ย ฮีชอล?”

สิ้นคำพูดของอีทึก ฮีชอลมองใบหน้าเนียนของอีกฝ่ายอึ้งๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มสีอ่อนบางเบา ทำทีว่าประโยคที่ได้ยินคือสิ่งที่รอฟังมาตลอดหลายวันมานี่ คือประโยคที่ทำให้หัวใจมีความสุขอีกครั้ง

ตาโตของฮีชอลเหลือบมองนาฬิกาในบ้าน

...เที่ยงคืน....

ก่อนจะหันกลับมามองหัวหน้าวงที่เริ่มทำหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นเขาเงียบไปนานกว่าปกติ ฮีชอลสบตาอีกฝ่ายไม่หลบ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับอีทึก กระซิบข้างหูของร่างสูงเบาๆ

“สุขสันต์วันเกิดนะ ลีดเดอร์ติ๊งต๊อง!! รู้มั้ยฉันรอคำนี้มานานแค่ไหน? บางทีอาจก่อนที่จะคบกับฮันคยองซะอีก”

“วันเกิด...งั้นนาย”

“อื้อ...ฉันรักนายนะทึกกี้! อย่าทำให้ฉันร้องไห้อีกล่ะ!! ไม่งั้นฉันจะให้เจย์กับยุนโฮมาฆ่านาย!!!”

“ฮ่าๆ  คร้าบบ!! ผมจะไม่ทำให้เจ้าหญิงร้องไห้...ปาร์จองซูรักคิมฮีชอลนะ” หน้านวลยิ้มใสๆให้กับอีทึก น้ำเสียงที่ใช้ไม่ได้ส่อแววล้อเล่นเหมือนที่อีทึกชอบทำ ฟังแล้วจึงได้แต่กะพริบตาปริบๆ ออกจะตกใจกับคำตอบมิใช่น้อย ไม่คิดว่าคนที่สนิทกันมาเกือบปีจะพูดแบบนี้

...จบสิ้นกันซะที สิ่งที่รอมานาน...

คำพูดที่ส่งมาพร้อมสายตา สัมผัสของมือและอ้อมแขนโอบกอด ตลอดจนคำพูดหวานหูยามอยู่กันตามลำพัง...ชัดเจนพอที่จะทำให้คนที่เจ็บปวดจากความรักมาแบบเขารับรู้ความรู้สึกได้อย่างง่ายๆ

“รู้มั้ยนี่คือวันเกิดที่ฉันมีความสุขที่สุดเลยตั้งแต่รู้จักกับนายมา”

ฮีชอลยิ้มรับกับคำพูดของอีกฝ่าย ทำไมเขาจะไม่รู้ก็ในเมื่อทุกปีที่ผ่านอีทึกไม่เคยขออะไรจากวันเกิดของตัวเองเลย คงจะมีแต่ครั้งนี้เท่านั้นที่อีทึกขอ

...ขอความรักจากเขา...และเขาเองก็ยินดีที่จะให้

เพียงแค่นั้น ปากเรียวสวยกดลงกับเรียวปากบาง มอบสัมผัสอ่อนโยนให้อีกฝ่าย จูบที่อ่อนหวานและอ่อนโยนแม้อยากจะขัดขืนแต่แรงกลับหายไปหมด เพราะรสชาติความหวานของน้ำผึ้งที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้นรึเปล่านะ

จนร่างสูงที่เป็นคนมอบสัมผัสนี้เองแทบยังแทบไม่อยากจะผละออกจากปากเรียวสวยเลยสักนิด เพราะความหวานจากร่างบางมากกว่า ความหวานที่ไม่มีวันหมดแม้จะดูดดื่มเข้าไปมากเท่าไหร่

"อื้อ"

ร่างเล็กในอ้อมกอด ผลักหน้าอกกว้างออกเบาๆ เพราะหายใจไม่ทันกับสิ่งที่อีกฝ่ายมอบให้ อีทึกถอนจูบออกอย่างเสียดาย ใบหน้าเนียนขึ้นสีเรื่อๆ ก่อนจะหันหนีอีทึกกอดคนรักของตัวเองจากด้านหลังให้แน่นยิ่งกว่าเดิม

“ขอบคุณนะฮีชอล ที่ให้ฉันได้มีโอกาสเป็นเจ้าของนายบ้าง”

“บ้า!! แต่สัญญาได้มั้ย? อย่าทำแบบที่ฮันคยองทำกับฉัน...อยู่กับฉันตลอดไปนะ” แม้ว่าสายตาทอดมอง อ้อมแขนอบอุ่นหรือกระทั่งคำพูดหวานๆจะทำให้รู้สึกเขินอายจนบางครั้งถึงกับทำอะไรไม่ถูก แต่ฮีชอลก็ยอมรับกับตัวเองทั้งที่อายนั่นแหล่ะว่าชอบที่จะได้รับ ชอบทุกครั้งที่ถูกตาเรียวคมคู่นั้นจับจ้องมองมา

...แสดงให้เห็นว่า ณ เวลานั้นเขามีทึกกี้อยู่ใกล้ๆ ชอบเวลาที่อ้อมแขนอุ่นๆโอบกอดเขาไว้...


“อื้อ!  ฉันสัญญา...ลีดเดอร์อย่างฉันจะอยู่เคียงข้างเจ้าหญิงตลอดไป”

“ขอบคุณนะทึกกี้~”

“ไปนอนกันดีกว่า....ดึกแล้วพรุ่งนี้มีงานอีก” พูดจบร่างสูงก็จับมือเรียวมาประสานไว้ด้วยกัน แล้วเดินเคียงข้างกันเข้าไปในบ้าน


....ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เจ้าหญิงอ่อนแอ ลีดเดอร์อย่างผมก็อาจจะเปลี่ยนเป็นเจ้าชาย...เพื่อปกป้องและอยู่เคียงข้างเจ้าหญิงตลอดไป...

...และไม่ว่าเมื่อไหร่ที่นางฟ้าร้องไห้ เจ้าหญิงก็จะอยู่เคียงข้างกับนางฟ้าเช่นกัน...

.

.
“อรุณสวัสดิ์” ร่างสูงเดินออกมาอย่างมีความสุข ใช่ผมกำลังมีความสุข..เพราะเมื่อวาน ในที่สุดความเจ็บปวดทั้งหมดที่ผมเคยมีก็หายไปแล้ว

“ครับ แหมยิ้มมาเชียวนะพี่อีทึก!!”

“ก็วันนี้วันดีนี่นา...ก็ต้องยิ้มสิ ใช่มั้ยฮีชอล” ตอบน้องๆ ก่อนจะหันไปถามคนสวยข้างตัวที่เดินงัวเงียตามลีดเดอร์ออกมา

อีทึกรู้ดีว่าอีกฝ่ายอยากจะนอนต่อแค่ไหน แต่ก็ต้องจำใจปลุกให้ลุกไปทำงาน...เพราะวันนี้เป็นครั้งแรกที่จะเปิดตัวเพลง Haengbok เพราะงั้นก็ต้องรีบออกไปซ้อมก่อนเพื่อความพอใจของแฟนเพลง

“อื้อ รีบแต่งตัวสิจะได้ออกไปกันเลย” แต่ถึงอย่างนั้นฮีชอลก็มีความรับผิดชอบมากพอกับที่อีทึกมีนั่นแหละ งานต้องมาก่อน...!!

อีทึกมองร่างบางด้านข้างยิ้มๆ ก่อนจะยกมือเรียวลูบหัวอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน โดยไม่สนใจสายตาของรุ่นน้องเลยสักนิด

ทั้งหมดที่อีทึกหยิบยื่นให้ เป็นช่วงเวลาของความสุข...และฮีชอลเองก็อยากจะเก็บรักษาเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

“แหม!! หวานกันแต่เช้าเลยเนอะคิบอม~ ใครก็ไม่รู้ ให้ตายเหอะวันนี้ทำไมบ้านเรามันถึงได้เป็นสีชมพูแบบนี้เนี้ย” ทงแฮหันกลับไปคุยกับคิบอมก่อนจะชี้ให้คนรักของตัวเองมองดูสภาพภายในของบ้าน

...พี่อีทึกกับพี่ฮีชอล...

...ซองมินกับฮยอกแจ...

...พี่คังอินและพี่เยซอง...

...ซีวอนและพี่ฮันคยอง...

...รยออุคก็เอาแต่คุยโทรศัพท์...

...พี่ชินดงก็คุยเหมือนกัน...สงสัยว่าจะเป็นแฟนใหม่ของพี่เขา...หรือพูดอีกนัยหนึ่ง แฟนเก่าคนที่รักกันมากต่างหาก

ก่อนจะหันกลับมามองตัวเอง คิบอมก็นั่งอยู่ด้วยเหมือนกันนี่นา....อ้อนซะหน่อยคงไม่เป็นไร….?

“อย่างกับพวกนายไม่หวานงั้นแหละทงแฮ คิบอม… มดกับฉันจนเจ็บไปหมดแล้ว!!!” ฮีชอลก็ยังเป็นฮีชอลเหมือนเดิม
พูดจบทงแฮก็หน้าแดงก่อนจะซุกลงกับอกกว้างของคิบอม ปล่อยให้พวกลิงทโมนหัวเราะอย่างสนุกสนาน และมีความสุขกับคนรักของตัวเอง

“เอาไปกันได้แล้ว!!”

“ครับ!!” ตอบรับเต็มเสียงแล้วเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถ...เพื่อไปซ้อมก่อนที่จะขึ้นจริงในรายการคอนของวันนี้

เท้าเรียวของคนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาในบริษัทพร้อมกับคำทักทายอย่างมีมารยาทตลอดทาง ขาดแต่เพียงพี่ใหญ่สองคนที่แยกออกมา ฮีชอลและอีทึก

“ไหวรึเปล่า” เสียงทุ้มเอ่ยถามร่างบางที่เดินอยู่ด้านข้าง ตามหลังผู้จัดการวง ซึ่งกำลังเดินนำไปที่ห้องบริการของตึก
ฮีชอลหน้าซีดเล็กน้อย เพราะเมื่อวานเขามีไข้นิดหน่อยแต่อีทึกก็ให้กินยาเรียบร้อย เพียงแต่วันนี้จำเป็นต้องออกมาจริงๆ ร่างกายที่พักผ่อนน้อยเลยดูเหมือนจะรับไม่ค่อยไหว

“อื้อ ไม่เป็นไร”

“แน่นะ?” ถามอีกฝ่ายเพราะสีหน้าที่เห็นตรงกันข้ามกับคำพูดอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสหน้าผากเนียน ก่อนจะดึงออกช้าๆ ฮีชอลตัวไม่ร้อนมากเท่าไหร่แต่ดูเหมือนไข้จะกลับมากกว่า

“อีทึก ฮีชอลมาเร็ว!” เสียงเรียกของผู้จัดการคิมเรียก ก่อนที่มือเรียวใหญ่จะกวักเรียกเด็กสองคนให้เดินเข้าห้องไปเร็วๆ

“มีอะไรเหรอ? ใครเป็นอะไร” ชายมีอายุในชุดขาวที่อีทึกและฮีชอลรู้จักดี...ปาร์คจองมิน... หันมาถามผู้จัดการคิม พร้อมทั้งมองฮีชอลและอีทึกสลับไปมา

“สวัสดีครับ!”

“คือ...ผมอยากให้ช่วยดูอาการของฮีชอลก่อนขึ้นแสดงนะครับ เพราะพอดีเห็นว่าช่วงนี้ไม่มีเวลาไปรพ.เลย” จองมินพยักหน้ารับรู้ แล้วกวักมือเรียกให้ฮีชอลเดินเข้าไปหา ร่างบางจับมือเรียวของอีทึกไว้...อยากให้ไปด้วย...!!

“มานั่งนี่สิ พาอีทึกมาด้วยก็ได้”

“ฮะ” ยิ้มรับกับท่าทางของอีกฝ่าย ที่ใจดีและดูเข้าใจเขา...เพราะฮีชอลกลัวเลือด!!

ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้ ก่อนจะปล่อยให้หมอจองมินตรวจอาการของขาว่าจะเป็นอะไรรึเปล่า? จริงอยู่ว่าช่วงนี้ฮีชอลปวดขามากกว่าเดิม...แต่ก็ยังไม่บอกใครอยู่ดี

“ฮีชอล...เต้นแล้วไปรพ.ด้วยก็ดีนะ” อีกฝ่ายเพียงแต่พูดแค่นั้นแต่ถึงอีทึกและผู้จัดการคิมก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการจะบอกอะไร ใบหน้าหวานซีดพยักหน้ารับ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับยาที่อีกฝ่ายจัดให้มากิน

“นี่ยาลดไข้ แล้วก็ยาแก้ปวด”

“แล้วจะเป็นอะไรมั้ยครับ? ถ้าเต้นวันนี้” อีทึกอดไม่ได้ที่จะถามถึงอาการของอีกฝ่าย

“ไม่หรอก...ฉันแค่อยากให้ฮีชอลไปตามที่หมอนัดบ้างก็เท่านั้น รู้สึกจะผลัดมาบ่อยเกินไปแล้วนะ แต่อาการยังคงตัวแบบนี้เดี๋ยวก็เอาเหล็กออกได้แล้วล่ะ”  เพียงแค่นั้นรอยยิ้มก็ระบายบนใบหน้าของคนทั้งห้อง ไม่เว้นแม้แต่ตัวของฮีชอลเอง

“เอาล่ะ ถ้างั้นไปกันได้แล้ว ขอบคุณมากนะครับ!!” ฮีชอลและอีทึกก้มหัวขอบคุณ ก่อนจะขอตัวกลับออกไป เพียงแต่ตอนนี้มือเรียวสองมือประสานกันไปตลอดทาง

เท้าเรียวสองคู่หยุดอยู่ที่หน้าห้องซ้อมก่อนจะเดินเข้าไป

“เป็นไงบ้างฮีชอล” ฮันคยองที่ตอนนี้สามารถคุยกับฮีชอลได้เป็นปกติแล้วรีบวิ่งเข้ามาถามอาการของร่างบาง อีทึกเลยปล่อยให้สองคนนี้คุยกันแล้วเดินเอากระเป๋าที่สะพายมาไปวางไว้ที่โต๊ะกลางห้อง

“อืม ไม่เป็นไรหรอก ยังไงซะฉันก็จะเต้นอยู่ดีแหละน่า!! คิดมากไปได้คยอกกี้!!”

“เอาดีๆสินายเต้นได้แน่เหรอ”

“อื้อ!! ถามทึกกี้ดูสิ ฉันเต้นได้อยู่แล้วใช่มั้ย?” อีทึกหันกลับไปมองตามต้นเสียง เมื่อเห็นสีหน้ายิ้มอย่างมีความสุขของอีกฝ่าย ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบแล้วพนักหน้ารับ

....คงจะอยากขึ้นเต้นพร้อมพวกเราทุกคนสินะ เพราะนายไม่สามารถขึ้นเต้นกับพวกเราได้มาเป็นปีแล้ว....

“ไปเร็วพี่ฮีชอล!! พี่สไตล์ลิสเรียกแล้ว” ทงแฮเดินมาพร้อมกับซองมิน ก่อนจะเรียกให้พี่ใหญ่ที่เพิ่มเข้ามาเดินไปทำผมและแต่งหน้าไดแล้ว เพราะใกล้ถึงเวลาแล้ว

...ร่างบางเดินไปก่อนจะหยุดอยู่ตรงที่อีทึกยืนคอยแล้วเดินเข้าไปด้วยกัน....

การเต้นโปรโมทเพลง Haengbok ผ่านไปได้ด้วยดี แม้ฮีชอลจะเต้นได้ไม่ดีนัก เพราะขาที่ไม่สามารถออกแรงหรือน้ำหนักได้เยอะ แต่ร่างบางก็ทำจนสุดความสามารถแล้ว และกระแสตอบรับก็ดีไม่ใช่น้อย

“ฮีชอลโอเคมั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยถามทันทีที่ร่างบางเดินลงมาจากเวที พร้อมกับคิบอมที่ประคองลงมา เด็กหนุ่มปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลีดเดอร์ ก่อนจะปลีกตัวเดินตามคนอื่นไปที่ห้องพัก

ใบหน้าหวานซีดขาว พยักหน้าตอบ อาการหอบยังคงเหลืออยู่เพราะดูเหมือนพิษไข้จะรุมเล่นงานซะแล้ว อีทึกพยุงฮีชอลไว้ก่อนจะพาเดินตามคนอื่นไปที่ห้องพัก

“ทำได้ดีมั้ย? ทึกกี้” เสียงหวานเอ่ยถ่มทันทีที่เริ่มหายใจเป็นปกติ ร่างสูงยิ้มรับกับคำถามที่ได้

“อื้อ ดีแล้ว แต่นายทำฉันตกใจหมดเลย อยู่ๆก็นั่งลงไป”

“ฮ่าๆ ไม่รู้สิเฉยๆมันก็ปวดขึ้นมาแล้วถึงท่อนที่นั่งได้พอดีก็เลยไม่เป็นที่สนใจเท่าไหร่” บอกอีกฝ่ายด้วยความจริงที่เกิดขึ้น

อีทึกถอนหายใจกับสิ่งที่ได้ยิน อย่างน้อยก็ดีกว่าที่ฮีชอลจะต้องล้มลงไปเลย มือเรียวบิดลูกบิดประตู ก่อนจะหมุนหัวคิ้วเมื่อพบว่าภายในห้องมืดสนิท มือเล็กจับมือเรียวไว้แน่น....

เพราะฮีชอลกลัวความมืด!!

“ทำไมไฟดับล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยปาก เหมือนงึมงำเบาๆ มือเรียวอีกข้างปล่อยเอวร่างบาง เพื่อคว้านหาสวิตซ์ไฟ ก่อนจะกดเปิด

“เซง งิล ซุล ฮา ฮัม นี ดะ...เซง งิล ซุล ฮา ฮัม นี ดะ....ซา รัง ฮา นึล อีทึกชิ ...ซง งิล ซุก ฮา ฮัม นี ดะ!!” ซองมินและทงเฮเดินมาพร้อมกับฮีชอลที่ไม่รู้ว่าไปถือเค้กมาเมื่อไหร่ เพราะเมื่อครู่ร่างบางยังจับมือเขาอยู่เลย อีทึกหันกลับไปมองมือเล็ก ก่อนจะแปลกใจมือเห็นว่ามือเล็กนั้นเป็นมือของรยออุคน้องเล็ก เด็กหนุ่มปล่อยมืออีกฝ่าย ก่อนจะเดินเข้าไปหาคนรักของตัวเองที่เดินถือเค้กมาให้

ริมฝีปากเรียวยกยิ้ม ดึงเค้กจากมือของอีกฝ่ายส่งให้ซองมินที่ยืนอยู่ด้านข้าง แล้วดึงตัวฮีชอลเข้ามากอด กระซิบคำพูดเบาๆที่ข้างหูของอีทึก...คำที่รู้กันเพียงสองคน...ฮีชอลยิ้มบางๆให้ ก่อนจะก้มลงเป่าเทียนพร้อมกัน

“เฮ้!!! สุขสันต์วันเกิดครับ/ฮะ พี่อีทึก!!” เสียงปรบมือมากมายจากน้องในวงและบรรดาทีมงาน ทำให้รอยยิ้มมากมายเกิดขึ้นบนใบหน้าของอีทึก เด็กหนุ่มโค้งตัวขอบคุณทุกคน เช่นเดียวกับฮีชอลที่จับมืออีกฝ่ายเอาไว้ไม่ปล่อย

ความสุขที่เกิดจากมิตรภาพมากมายจากทุกคน

...และคำพุดที่ได้จากคนที่ตัวเองรักมากที่สุด...

“รักนายนะปาร์จองซู”

 

“นี่พี่อีทึก!! อีกไม่กี่วันก็วันเกิดพี่ฮีชอลแล้วพี่เตรียมอะไรไว้รึยัง” ซองมินที่เดินเข้ามาพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ เอ่ยถามพี่ใหญ่ที่นั่งเล่นอยู่ที่โซฟา

...นั่นสิ จะวันเกิดฮีชอลแล้ว วันเกิดเขาฮีชอลก็เซอร์ไพร์ซะจนเขายิ้มไม่หุบเลย...

“อืมไม่รู้สิ พวกนายคิดอะไรไว้รึยังล่ะ”

“ฮี่ๆ แล้วพี่คิดว่าพวกผมคิดเอาไว้แล้วรึยังเอ่ย” เสียงหวานใสของซองมินที่ปกติอีทึกชอบฟัง เพราะเจ้าตัวมักทำท่าน่ารักน่าเอ็นดู แต่ตอนนี้อีทึกกลับรู้สึกว่าคนพูดกลับเป็นปีศาจตัวน้อยในรูปเด็กหนุ่มน่ารักมากกว่า!!

“เฮ้! ซองมิน พี่ว่าอย่าเลยเดี๋ยวจะเจอฤทธิ์นางพญามากกว่า!!” พุดจบอีทึกก็ต้องรีบปฏิเสธที่จะถูกลากเข้าไปอยู่ในแผนการของน้องๆ ซองมินนิ่งเงียบไปเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมแพ้เพราะดูเหมือนทุกคนจะคิดเหมือนกัน...ฤทธิ์นางพญาน่ากลัวเป็นที่สุด!!

“แล้วถ้างั้นพี่จะไม่เซอร์ไพร์อะไรเลยเหรอ?”

“เซอร์ไพร์สิ! แต่ฮีชอลไม่ชอบงานที่เสียงดังๆนะ จัดแบบเรียบๆที่บ้านดีกว่ามั้ย” แสร้งทำหน้าใสซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นทุกครั้ง แต่ใจจริงแล้วก็แค่อยากหาทางอยู่กับฮีชอลเพียงสองคนเท่านั้น!! <<< ทึกกี้มันหวง!! >0<

“แหม พี่อยากอยู่กับพี่ฮีชอลสองคนก็บอกมาเถอะ”

“ฮ่าๆ ใครบอกล่ะ?”

“ก็คนแต่งบอกอ่ะ! แต่ไงซะก็ไม่ได้หรอก!! เพราะพวกเราจะไม่ยอมให้พี่ฮีชอลต้องอยู่กับพี่สองคนแน่นอน พี่ฮีชอลต้องสนุกกับทุกคนถึงจะถูก!!”

“อื้อ ยังไงก็ได้พี่ไม่ว่าหรอก”

“งั้นก็จัดตอนที่พี่เขากลับมาที่บ้านแล้วกันนะฮะ”

“อื้ม เอาสิแต่ของคืนวันที่ 10 นะ”

“อ๋อ ได้ฮะ” พูดจบซองมินก็เดินออไปหาคนอื่นๆที่อยู่กระจายกันไป แล้วเรียกประชุมที่ห้องครัว เพื่อจัดงานเซอร์ไพร์!!

 


“เฮ้อ!” เสียงถอนหายใจดังขึ้นภายรถที่ฮีชอลนั่งมากับผู้จัดการ

“เป็นอะไรเหรอ ฮีชอล” ผู้จัดการคิมหันกลับมามองใบหน้าสวยที่หันข้างออกนอกรถ สายตาเรียวมองออกไปภายนอกดูไปเรื่อยเปื่อย

“เปล่าฮะ แค่เบื่อๆ”

“อะไรกันจะวันเกิดตัวเองแล้วยังเบื่ออีกเหรอ?”

“แหม~ วันเกิดผมก็แก่ขึ้นอีกปีแล้วสิฮะ”

“ฮ่าๆ ก็เหมือนอีทึกไง รายนั้นก็ชอบบ่นว่าตัวเองเป็นเด็ก หลอกตัวเองประจำทั้งที่อายุมากกว่าคนอื่นในวง” ผู้จัดการคิมพูดยิ้มๆพลางนึกไปถึงท่าทางที่อีทึกชอบทำเวลาอยู่กับน้องๆ

“แหม ก็หมอนั่นนะ ชอบทำตัวติ๊งต๊องไปเรื่อย ไม่เคยดูอายุตัวเองเลย ชิ!” แต่ถึงอย่างนั้นฮีชอลก็ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาพูดถึงอีทึก เดี๋ยวนี้ไม่ว่าเมื่อไหร่ร่างบางจะมีแต่รอยยิ้มเต็มไปหมด

จนบางครั้งผู้จัดการคิมยังอดที่จะแซวไม่ได้ เพราะมันต่างจากตอนที่ฮีชอลคบกับฮันคยองมากมาย

ผู้จัดการคิมมองฮีชอลที่ทำท่าทางเลียนแบบอีทึก ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง เพราะขำในท่าทางที่อีกฝ่ายแสดงและ เอ็นดูที่เด็กสองคนนี้คอยดูแลกันอยู่ตลอดจนบางครั้งเค้าเองยังแอบที่จะอิจฉาไม่ได้

....รักและห่วงใยกันตลอดเวลา...

...ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เด็กสองคนนี้ก็สื่อใจถึงกันเสมอและตลอดเวลา...

นี่สินะถึงจะเรียกว่าความรัก!!!

.

.

ภายในห้องที่ใช้เป็นห้องนั่งเล่นของเหล่าลิงทโมน โซฟาตัวใหญ่ที่มีไว้เพื่อเป็นที่รองรับสมาชิกทุกคนของวง ตอนนี้กลับว่างเปล่าไม่มีวี่แววของคนหลายคนที่เคยใช้มัน เพราะตอนนี้น้องๆทุกคนได้ออกไปซื้อของเตรียมเอาไว้สำหรับงานปาร์ตี้ของพรุ่งนี้ จึงเหลือเพียงวี่แววของร่างบางที่นอนรอคนรักให้กลับมาจากทำงาน

เหลือบมองนาฬิกา ‘สามทุ่มกว่า’ ยังมีเวลาอีก เกือบสามชั่วโมงที่เขาจะต้องรออีทึกให้เลิกจาการจัดรายการวิทยุ


…RRRRR...

เสียงมือถือของฮีชอลดังเรียกคนที่นอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยให้ลุกขึ้นมารับ มือเรียวเปิดมือถือออกเพื่อดูว่าใครเป็นคนโทร

- ทึกกี้ -

มองรายชื่อที่เมมเอาไว้ก่อนจะระบายยิ้มออกมาที่ริมฝีปาก นิ้วเรียวสวยกดรับสายก่อนจะกรอกเสียงลงไปเหมือนเดิม

“ยอบาเซโย”

- ฮีชอล! นายอยู่บ้านรึเปล่า? -

“อื้อ ทำไมเหรอ? แล้วนี่นายไม่ได้จัดรายการอยู่เหรอไง” ตอบคำถามของอีกฝ่าย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามอย่างแปลกใจ เพราะตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่จัดรายการอยู่มากกว่า

- อ๋อ พักนะ นายอยู่คนเดียวรึเปล่า? -

“ใช่ เด็กพวกนั้นออกไปซื้อของกัน ไม่รู้ทำไมออกกันไปหมดเลย”

- งั้นเดี๋ยวนายออกมาที่ระเบียงห้องหน่อยสิ – เสียงทุ้มเอ่ยบอกอีกฝ่าย ทำให้คิ้วเรียวสวยหมุนขึ้นอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมเดินตามออกไปตามคำบอก

สายตาเรียวมองออกไปที่ระเบียง ลมเย็นๆ พัดเบาๆให้เส้นผมของฮีชอลคลอเคลียไปกับต้นคอสีขาวของเจ้าตัว

“ทำไมอ่ะทึกกี้! นี่ชั้นออกมายืนแล้วนะ หนาวจะตาย!!” ใช่หนาว...คิมฮีชอลไม่ชอบอากาศหนาว

- มองลงมาข้างล่างสิ – บอกเสียงเบา  ฮีชอลขยับเล็กน้อยก่อนจะมองลงไปข้างล่าง  เพียงแค่นั้นก็แทบจะล้มทั้งยืน

ร่างโปร่งคุ้นตา ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่ปกคลุมไปด้วยละอองของเกล็ดหิมะสีขาว ถอยหลังกลับทันทีแทบจะวิ่งเข้าไปในห้องคว้าเสื้อกันหนาวตัวโปรดสีขาวมา  พร้อมกับผ้าพันคอผืนเดิมที่เคยซื้อให้ร่างสูง

นิ้วเรียวสวยกดเลขที่หน้าปัดของลิฟต์ย้ำๆ นึกอยากให้ลงไปเร็วกว่านี้เท่าที่จะทำได้  อากาศของกรุงโซลตอนกลางคืนถึงจะไม่เข้าหน้าหนาวแต่ก็ยังไม่กี่องศาอยู่ดี

ผ่อนลมหายใจออกากปาก วันนี้อากาศหนาวมากจนเกือบติดลบเลยก็ว่าได้ แล้วดูตาบ้านั่นสิ!

จำได้ว่าตอนออกจากบ้านอีทึกใส่แค่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนตัวโปรดเท่านั้น แล้วเพียงแค่นั้นจะกันอะไรกับอากาศตนกลางคืนแบบนี้

เท้าเรียวก้าวยาวๆจนแทบจะออกวิ่ง ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิด...มองหาอีทึกที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ถอนาหยใจอย่างโล่งอก

โชคดีว่าตอนนี้คนตรงหน้ายังคลุมเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ของใครสักคนที่ห้องส่งมา ไม่งั้นฮีชอลคงได้วีนก่อนจะได้คุยกันเป็นแน่!!

“ตาบ้า! ออกมาทำไม ตอนนี้มันหนาวแค่ไหน?!” เสียงหวานตวาดทันทีที่เห็นหน้าร่างสูง ก่อนจะถลาเข้าไปพันผ้าพันคอให้ อีทึกยืนปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการพันผ้าพันคอให้เรียบร้อย

มือเรียวของร่างสูงเอื้อมไปจับมือเรียวของฮีชอล ฮีชอลมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ มือที่น่าจะอบอุ่นของอีทึกตอนนี้กลับเย็นจัดเพราะอากาศหนาว เป็นเครื่องหมายบอกชัดว่าร่างสูงมายืนตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว

“ทำไมนายทำแบบนี้? มือเย็นหมดแล้ว!”  ขยับมือเรียวของตัวเองกุมมืออีทึกไว้ไม่ปล่อย  ถูกเบาๆอย่างเคยหวังให้กลับมาอุ่นเช่นเดิม

“ขอโทษ ไปกันเถอะฉันจะพานายไปเที่ยว!” อีทึกไม่ได้เถียงอีกฝ่ายอย่างเคยแต่กลับบอกฮีชอลอีกอย่าง แล้วพาร่างบางเดินเข้าไปในรถที่จอดอยู่

“เฮ้!! อย่าบอกนะว่านายจะขับรถ” ฮีชอลหยุดเดินก่อนจะถึงรถไม่กี่ก้าว ใบหน้าหวานหันไปมองคนด้านข้างอย่างไม่เข้าใจ

“อื้อ หรือนายจะเดินไป…ไกลน่ะจะพาไปสวนสนุก!” อีทึกบอกอีกฝ่ายยิ้มๆ มือเรียวที่เย็นบัดนี้อุ่ยขึ้นมาแล้ว จนฮีชอลโล่งใจ ร่างบางจึงยินดีเดินไปตามที่อีกฝ่ายบอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขาดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะหันไปบอกร่างสูงที่นั่งเดินข้าง

“นายก็ทำด้วยสิ!” อีทึกมองหน้าอีกฝ่ายยิ้มๆ ใช่เพราะฮีชอลเจอเรื่องจากรถมาเยอะ คงไม่แปลกที่จะกลัวเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก

อีทึกขับรถพาร่างบางด้านข้างไปเรื่อยๆ จนฮีชอลเองก็ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางที่อีกฝ่ายพาไปนั่งคือที่ใด


เพียงแต่ฮีชอล...เชื่อใจ....คนที่เขารักมากที่สุดในตอนนี้ พอๆกับที่อีทึกเองก็เชื่อใจฮีชอลเช่นกัน

“ถึงแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกคนที่นั่งมองทิวทัศน์ที่อยู่ภายนอกอย่างสนใจ  เท้าเรียวของคนสองคนหยุดลงที่หน้าประตูของสวนสนุกแห่งหนึ่งในกรุงโซล เพียงแต่ฮีชอลไม่รู้ว่ามันคือส่วนไหนก็เท่านั้น

ก่อนจะถูกอีทึกพาเดินเข้าไปในสวนสนุก ร่างสูงพาร่างบางเดินเข้าไปเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ฮีชอลยิ้มรับกับสิ่งที่อีทึกให้....จนใบหน้าหวานมีแต่รอยยิ้ม เช่นเดียวกับอีทึก

“นี่ทึกกี้ ฉันอยากขึ้นชิงช้าสวรรค์” บอกอีกฝ่ายเบาๆ มือเรียวชี้ไปที่เครื่องเล่นชิ้นใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ร่างสูงพยักหน้าตอบก่อนจะเดินจูงมืออีกฝ่ายไปที่เครื่องเล่นที่ฮีชอลต้องการ

“ทำไมนายถึงรู้จักที่แบบนี้ด้วยล่ะ?”

“ก็ที่นี่เป็นที่ๆฉันฝันไว้ว่าฉันจะพาคนที่รักมากที่สุดมานะสิ...แล้วชอบมั้ย” ตอบคำถามของอีกฝ่าย คำตอบที่ทำให้ฮีชอลต้องหันกลับมามองใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู

“อือ” พยักหน้าตอบเบาๆ

...เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำให้อีทึกมีความสุขได้ขนาดนี้ และอีทึกเองก็ทำให้เขาเป็นได้ถึงขนาดนี้...รักมากถึงขนาดนี้...

“จริงสิ ทำไมที่นี่ถึงเปิดให้เราเข้ามาตอนดึกได้ล่ะ”

“ฮ่าๆ ขี้สงสัยจังนะ ที่นี่เป็นบ้านของเพื่อนเก่าฉัน เขาก็เลยจัดให้ไง” ฮีชอลเชิดหน้างอนอีกฝ่ายนิดหน่อยที่ อีทึกบอกว่าตัวเองเป็นคนขี้สงสัย แต่ก็ต้องคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นวิวทิวทัศน์ทั้งหมดของกรุงโซล หลังจากที่ชิงช้าสวรรค์ขึ้นไปที่จุดสูงสุด

“สวยจังเลย ทึกกี้!!”

“อื้อ นั่นสิสวย” สวยที่อีทึกพูดไม่ได้หมายถึงวิว แต่หมายถึงคนที่อยู่เคียงข้างเค้าตอนนี้...คิมฮีชอล...ผู้ชายที่สวยกว่าผู้หญิง

อีทึกดึงฮีชอลลงมานั่งด้านข้าง คุยเรื่องอื่นไปเรื่อยๆจนกระทั่งชิงช้ากลับลงมาที่เดิม ร่างสูงจึงเดินดึงมืออีกฝ่ายให้เดินตามออกมา

ฮีชอลมองแผ่นหลังกว้างที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะได้คนๆนี้มาอยู่เคียงข้าง แต่ตอนนี้อีทึกกำลังอยู่กับเขา ปกป้องเขาและ ...รักเขา...

เท้าเรียวของอีทึกพาฮีชอลเดินผ่านเครื่องเล่นมากมาย ก่อนจะหยุดลงที่ศูนย์กลางของสวนสนุก ฮีชอลทำได้แต่เพียงยืนอึ้งกับสิ่งที่ได้เห็น

...ต้นคริสต์มาสที่ไม่น่าจะอยู่ในที่แบบนี้ กลับตั้งอยู่ตรงกลางลานแห่งนี้ ถูกปกปิดด้วยสีขาวของหิมะ และถูกแต่งเติมด้วยสีทองของหิ่งห้อย

ช่างเข้ากับบรรยากาศตอนนี้ซะเหลือเกิน แต่ที่มากกว่านั้น...หิ่งห้อยพวกนั้น...กลับเรียงตัวกันเป็นคำว่า

...ปาร์คจองซูรักคิมฮีชอล...

ก่อนจะสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดที่มาจากด้านหลัง อ้อมกอดที่อบอุ่น เพียงแค่นั้นน้ำตามากมายที่กลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมา...ไม่ได้เจ็บปวด ...ไม่ได้เสียใจ!!...แต่ฮีชอลกำลังดีใจ!!!

ดีใจอย่างบอกไม่ถูก...ถึงสิ่งที่ได้รับตลอดมาและอ้อมกอดที่กำลังกอดเขาอยู่ตอนนี้ ทำให้ฮีชอลตื้นตันใจ จนต้องระบายออกมาเป็นหยดน้ำตา

“สุขสันต์วันเกิดนะ อย่างร้องไห้สิ ฉันเคยบอกว่าจะไม่ทำให้นายร้องไห้นะ”

“อึก..คนบ้า!!...นาย....บ้าที่สุด!!..ฮือๆ” ใช่บ้าที่สุด!! ทำไมอีทึกถึงได้บ้าแบบนี้...อีทึกทำทุกอย่างโดยไม่เคยหวังอะไรตอบแทน!!

แต่ตอนนี้อีทึกรู้มั้ย? ว่าตอนนี้อีทึกได้ทุกอย่างของฮีชอลเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวของเขา ความรู้สึกของเขา หรือแม้แต่...หัวใจดวงนี้!! มันมีอีทึกอยู่เต็มไปหมด

อีทึกยังคงกอดฮีชอลเอาไว้แน่น...จนกว่าคนในอ้อมกอดจะหยุดสะอื้น ถึงได้คลายอ้อมกอด แล้วดันให้ร่างบางหันหลังกลับเข้ามาหา สายตาสบกันก่อนจะใช้มือเรียวปาดหยดน้ำตาที่ไหลลงมาออกอย่างอ่อนโยน

“ชั้นมีของขวัญให้นายด้วยนะ” พูดจบก็ลวงลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบเอากล่องสี่เหลี่ยมเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีแดง ก่อนจะเปิดและส่งให้กับร่างบางตรงหน้า

....แหวนเกลี้ยงสีขาว...

อีทึกหยิบแหวนออกมาก่อนจะเอื้อมมือไปรับมือเรียวจากร่างบาง ก่อนจะสวมมันลงบนนิ้วนางข้างซ้าย ฮีชอลเองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร

“ขอบคุณที่รักกันนะ”


เพียงแค่คำพูดเดียวเท่านั้น ฮีชอลก็โถมตัวเองเข้าหาร่างสูงที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าหวานปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง อีทึกโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้อย่างเต็มใจ มือเรียวลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ ปลอบให้ฮีชอลหยุดร้อง แต่ถึงอย่างนั้นก็อดที่จะกอดคนตรงหน้าให้แน่นขึ้นไม่ได้

....ขอบคุณพระเจ้าที่สุดท้ายท่านก็อวยพรให้ผมและเขาได้มีความสุขกัน...

“เซง งิล ซุล ฮา ฮัม นี ดะ...เซง งิล ซุล ฮา ฮัม นี ดะ....ซา รัง ฮา นึล ฮีชอลชิ ...ซง งิล ซุก ฮา ฮัม นี ดะ!!” คิบอม ฮันคยองและคยูฮยอนที่นั่งบนรถเข็นโดยมีรยออุคเข็นเดินมาจากมุมด้านหลังของต้นคริสต์มาสกับคนอื่นๆพร้อมทั้งถือเค้กออกมาด้วย
อีทึกเช็ดน้ำตาให้ร่างบาง ก่อนจะจูงมืออีกฝ่ายเดินเข้าไปหา

...มือเรียวสองมือประสานกันอย่างแน่น...เช่นเดียวกับความรู้สึกมากมายที่ได้รับจากคนทั้งคู่...


“สุขสันต์วันเกิดครับ/ฮะ พี่ฮีชอล!!” เสียงประสานจากน้องทุกคนกับรอยยิ้มที่มี ทำให้ฮีชอลยิ้มรับ...มีความสุข...

หมดคราบเจ้าหญิงขี้โวยวายอย่างเคย เหลือเพียงเจ้าหญิงที่สวย น่ารัก สดใสคนเดิมที่หลายคนอยากเห็น

“ขอบใจทุกคนนะ ใช่มั้ยฮีชอล” อีทึกตอบแทนร่างบางด้านข้างที่เหมือนจะพูดไม่ออก แต่ก็ยังถามความรู้สึกอยู่ดี ฮีชอลพยักหน้าตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“แหม! ตอบแทนกันเลยนะพี่อีทึก หวานเกินไปมั้ย?” ทงเฮก็คือทงเฮ กวนยังไงก็ยังเหมือนเดิม

“ฮ่าๆ นั่นสิ!!!” ทุกคนตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน ก่อนที่จะต้องวิ่งหลบฝ่ามือนางพญาเช่นเดิม...


“ทึกกี้!!” เสียงหวานเรียกเจ้าของชื่อให้หันไปมองก่อนจะเดินเข้าไปหา

“ขอบคุณนะ”

กระซิบข้างหูอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะมอบรางวัลให้เป็นการหอมแก้มของร่างสูงหนึ่งที อีทึกยืนอึ้งก่อนจะคลี่ยิ้มออกกับความน่ารักของคนรักตัวเอง

คำขอบคุณที่เหมือนไม่มีค่า..แต่สำหรับอีทึก....มันคือสิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุดแล้ว!!!

มือเรียวคว้ามืออีกฝ่ายไว้ก่อนจะประสานกันจนแน่น แล้วเดินเขาไปหาคนอื่นๆด้วยกัน

...ขอบคุณนะทึกกี้...สำหรับความรักที่นายมีให้ชั้น...

...ปาร์คจองซูรักคิมฮีชอล...

...คิมฮีชอลเองก็รักปาร์คจองซู....

 The End.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Special thanks
God of love :  You Are Beatrice…
 


ร่างสูงของหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์ ก้าวอย่างรีบร้อนทันทีที่ออกจากลิฟต์ที่เจ้าตัวเพิ่มลงมาจากการไปคุยงานกับผู้จัดการส่วนตัวของวง ก่อนจะเดินกึ่งวิ่งไปที่ห้องซ้อมอย่างรวดเร็ว

"....โทษนะที่มาช้า" พูดทันที่ที่เปิดประตูเข้าไปในห้องที่ติดป้ายว่า ซูปเปอร์จูเนียร์

"มาแล้วเหรอฮะ ฮยอง?" ซีวอนเอ่ยทันทีที่เห็นคนมาใหม่เข้ามาในห้อง

"อืม เริ่มซ้อมกันเลยมั้ย?"

"อย่าดีกว่าฮะ ฮยองเพิ่งมาเหนื่อยๆพักก่อนก็ได้" ซีวอนมองพี่ใหญ่ที่ยืนหอบหายใจอยู่

"เอางั้นเหรอ อืม....."

อีทึกตอบรับก่อนจะเดินเข้าไปหาที่นั่ง ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นร่างบางที่เขาเป็นห่วง เพราะไม่สบายแต่เจ้าตัวยังคงจะมาทำงาน ทั้งที่เขาอยากให้หยุดอยู่บ้านแทบตาย

แต่ก็นั่นแหละใครกันล่ะจะเอาแต่ใจได้เหมือนคนที่ได้ชื่อว่าซินเดอเรร่าของวงอย่าง คิมฮีชอลกันล่ะ…

คิดก่อนจะเดินเข้าไปหา นั่งลงด้านข้างก่อนจะล้มตัวลงนอนบนตักของอีกฝ่าย  "ทำไรอยู่เหรอฮีชอล"

"นายก็เห็นว่าอ่านหนังสืออยู่ คงไม่กินข้าวอยู่หรอกมั้ง" เสียงหวานเงยหน้าจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ ก่อนจะแขวะคนถาม

"อ้าวนึกว่าคิดถึงฉันอยู่ซะอีก?" อีทึกยังคงไม่สนใจ แต่กลับถามต่ออย่างไม่ลดล่ะ

"บ้า!" ฮีชอลหันหน้าไปทางอื่น ซ่อนใบหน้าที่แดงระเรื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็น

อีทึกมองอย่างขำๆ ก่อนจะขโมยหอมแก้มเนียนไปทีนึง ยิ่งทำให้คนโดนขโมยหอมแก้มอายหน้าแดงเข้าไปอีก มองฮีชอลยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองคนอื่นๆที่อยู่ในห้อง

ซีวอนกำลังนั่งฟังเพลงกับฮันคยอง ฮยอกแจก็เล่นเกมกับดงแฮ โดยมีคิบอมกับซองมินนั่งอยู่ข้างๆ คยูฮยอนนอนหนุนตักรยออุคปล่อยให้อีกฝ่ายเล่นผม แล้วคุยกันสนุกสนาน ส่วนชินดง เยซองและคังอินกำลังแข่งกระกินขนมกองใหญ่

...ทำไมห้องของซูเปอร์จูเนียร์มันถึงเป็นสีชมพูอย่างนี้เนี้ย!!

"นี่ฮีชอล เราจะซ้อมกันดีมั้ย"

"ก็ต้องซ้อมสิ นายอุส่าห์วิ่งมา งั้นก็เหนื่อยเปล่า!"

"อืม" ตอบรับเสียงหวาน ก่อนจะเดินออกไปยืนกลางห้อง มองน้องๆแต่ละคนที่กำลัง  สวีทกับแฟนตัวเองอยู่ ?

"เฮ้ พวกนายพร้อมจะซ้อมกันรึยัง?"

"คร้าบบบบบบ" เสียงตอบรับจากปากของน้องๆทุกคน ก่อนที่จะพาร่างของตัวเองมายืนในตำแหน่งของตัวเอง เริ่มเต้นไปตามจังหวะสียงเพลงที่คุ้นเคย

"ฮีชอล นายจะกลับบ้านเลยมั้ย?" อีทึกเดินเข้ามาถามหลังจากที่ซ้อมเต้นเสร็จได้ไม่นาน เห็นร่างบางกำลังเก็บของใส่กระเป๋า

"เปล่า เดี๋ยวฉันต้องไปจัดรายการวิทยุคืนนี้" ฮีชอลหันกลับมามองคนถาม ก่อนจะตอบ

"อืม คลื่นของนายเร็วกว่าฉันนี่ แล้วไปกับใครเหรอ?"

"ไปกับฮยอกกี้" นานแค่ไหนแล้วที่เปลี่ยนเสียงเรียกชื่อคนเคยรักมาเป็นแบบนี้...ก็มันสบายใจกว่าเยอะเลยนี่น่า!
"อืม"พยักหน้ารับก่อนจะเดินไปแต่ก็ต้องชะงักเมื่อ

"ทึกกี้~แล้วรีบกลับนะ" เสียงหวานเรียกให้คนที่กำลังเดินไปหันกลับมามอง ก่อนที่เจ้าตัวจะยิ้มให้ แต่ประโยคหลังร่างบางพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

"ถึงบ้านแล้วโทรหาด้วยนะ" ยิ้มตอบแล้วเดินตามฮยอกแจออกกไป ปล่อยให้คนสวยของวงยืนมอง ก่อนจะหันกลับไปเก็บของเหมือนเดิม แต่รอยยิ้มกลับเติมบนใบหน้าสวย ก่อนจะหันไปตระโกนเรียกคนที่จะต้องไปอัดรายการด้วย

"ฮยอกกี้! ฉันลงไปคอยข้างล่างนะ" พูดจบก็เดินออกไป ปล่อยให้หนุ่มเมืองจีนกำลังยืนคุยกับซีวอน  คยูฮยอนและรยออุคอยู่

"อ้าวพี่ฮันไปอัดรายการกับพี่ฮีชอลเหรอฮะ" คยูฮยอนถามพี่ชายคนสนิทที่กำลังคุยกับซีวอนคนรักของตัวเองอย่างสนุกสนาน

"อื้อ งั้นฉันไปก่อนนะ  เดี๋ยวโกรธแล้วจะยุ่ง…อ๊ะ  ซีวอน  นานเองก็อย่าลืมกลับบ้านเร็วๆล่ะ  พรุ่งนี้ต้องไปจีนต่อ" พูดจบก็ทำหน้าสยองนิดๆ ทำให้อีกสองคนหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะหันไปคุยกับคนรักที่ยืนอยู่ด้านข้าง

คนตัวเล็กกำลังยืนคอยหนุ่มอีกคนที่ต้องไปจัดรายการด้วยกัน แต่ความหนาวเย็นของอากาศกับเสื้อผ้าที่สวมอยู่ตอนนี้สิ ก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ

ซุกมือเรียวสวยไว้ในกระเป๋าเพื่อเพิ่มความอบอุ่น แต่ร่างทั้งร่างยังสั้งอยู่เล็กน้อย มองหาผู้จัดการที่กำลังไปเอารถออกมารับอยู่หน้าตึกของบริษัทเพียงคนเดียว

ยิ่งยืนก็ยิ่งหนาว ร่างบางเงยหน้ามองฟ้าที่ตอนนี้มีเพียงความมืดและแสงของดวงดาวกับพระจันทร์เท่านั้น ยิ้มนึกถึงคนที่ชอบให้เขามาดูอะไรแบบนี้...ทึกกี้... ก่อนจะสะดุ้งเมื่อเสื้อกันหนาวตัวโตถูกคลุมมาจากด้านหลัง

…สัมผัสที่ไม่ต้องหันไปก็รับรู้ได้ว่าเป็นใคร…

ฮีชอลปล่อยให้ร่างสูงจัดการกับเสื้อกันหนาวตัวโต ที่เจ้าตัวยืมมาจากใครสักคน หลังจากที่เห็นร่างบางยืนหนาวสั้นงกๆอยู่คนเดียว ลืมแม้กระทั้งว่าพูดอะไรออกไปกับผู้จัดการ

"ทำไมยังไม่ไปอีกล่ะ" เสียงหวานเอ่ยถามหลังจากที่อีกฝ่ายสวมเสื้อให้เสร็จแล้ว

"ก็นายเล่นมายืนแบบนี้ ไม่หนาวรึไง?"

"โน่น ฮยอกแจเรียกแล้วไปเถอะ" ไม่ตอบแต่หันไปมองอีกคนที่กำลังยืนเรียกอีทึกอยู่

"อืม งั้นไปนะ" ร่างสูงของอีทึกลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป

 “นี่ตาบ้า!  อย่าลืมผันผ้าพันคอล่ะ!!” ตะโกนไล่หลังไปเสียงดัง  มองร่างโปร่งที่หันมายิ้มรับ

"ทึกกี้ ขอบใจนะ" ก่อนจะพูดเบาๆกับตัวเอง   แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ยินแต่ฮีชอลก็อยากจะพูด
ทำไมกันนะเวลาอยู่ต่อหน้าทึกกี้ที่ไร เขาถึงทำอะไรไม่ถูกทุกที แค่จะพูดยังพูดไม่ออกเลย ทำได้แต่เพียงพูดอะไรหลังจากที่อีกคนไม่อยู่เท่านั้นสินะ คิดแล้วก็เงยหน้ามองดาวดวงน้อยที่ลอยอยู่ก่อนจะพูดเบาๆ

"ฉันรักนายนะทึกกี้"

หันไปเห็นเพื่อนอีกคนที่ต้องไปอัดรายการรีบวิ่งลงมาหาเขา  "แฮ่กๆ มา...ยังอ่ะ" ฮีชอลมองฮันคยอง แล้วหัวเราะเบาๆ

"ทำไมถึงเหนื่อยแบบนี้ล่ะ? วิ่งมาเหรอ" มองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีหวานออกมาซับเหงื่อให้ ฮันคยองมองฮีชอลงง ๆ

- แปลก ทำไมวันนี้ถึงใจดี -

แล้วทำไมเขาถึงได้ใจเต้นแปลกๆแบบนี้นะ คนตรงหน้าทั้งที่สนิทกันมากแต่ก็เลิกกันไปนานมากแล้ว...แล้วทำไมคราวนี้? ฮันคยองได้แต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ยิ่งเรียกเสียงหัวเราะจากฮีชอลได้อีก

แต่ร่างบางคงไม่รู้ว่าภาพที่เจ้าตัวหัวเราะกับฮันคยองนั้นอยู่ในสายตาของหัวหน้าวงอย่างอีทึกตลอด นั้นเพราะเขาเป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างบาง เลยแอบมองอยู่นาน และก็ได้รู้

- ฮันคยอง... -

ยิ่งมองภาพที่ฮีชอลเอาผ้าเช็ดหน้าผืนโปรดออกมาซับเหงื่อให้ ก็ยิ่งเจ็บ ราวกับว่าหัวใจกำลังจะหยุดเต้นไปซะอย่างงั้น ก่อนจะตะวัดสายตากลับไปขึ้นรถ แต่ก็ยังคงมองอีกคนที่ห่วงไม่วางตา

- ฉันจะคอยดูแลนายตลอดไป ฮีชอล -

"ว่าไงฮยอกกี้ นายวิ่งมาเหรอ" เสียงหวานเรียกให้คนที่กำลังคิดมากหลุดออกจากความคิด ก่อนจะพยักหน้าตอบ

"อือ"

"ทำไมล่ะ? ตั้งชั้น 8 น่ะ"

"ลิฟต์มันเสียนะสิ ยัยบ้า" ตอบหน้าสวย ก่อนจะนั่งลงกับพื้นเป็นการพักเหนื่อย ฮีชอลมองแล้วก็หัวเราะใหญ่ คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย

"สมน้ำหน้า อยากช้าเองทำไม ฮ่าๆ"
"เออ ฉันมันผิด เชอะ!" ฮันคยองเบือนหน้าหนีอีกฝ่ายที่เอาแต่หัวเราะ ก่อนจะแกล้งงอนให้คนที่ง้อไม่เป็นอย่างฮีชอลหัวเราะไม่ออก

"นี่...เป็นอะไร? ฮันคยอง"

"..."

"นายโกรธเหรอ?"

"..."

"ไอ้ฮันคยองบ้า!! นายจะหันมาคุยกับฉันมั้ย?  ชั้นไม่ใช่ซีวอนนะที่จะได้มาง้อนายนะ!" เท่านั้นแหละที่ความอดทนสิ้นสุด เสียงหวานวีนแตก ทำให้คนที่จะแกล้งต้องรีบหันหน้ามา แล้วตอบเสียงอ่อน

"จ้าาา" ก่อนที่ฮันคยองจะโดนฤทธิ์ของเจ้าหญิงสุดสวยของวง รถที่ผู้จัดการไปเอาก็มาจอดข้างหน้า ฮันคยองเลยรีบวิ่งขึ้นรถไปทันที ทำให้ฮีชอลต้องยิ้มออกมาจางๆ กลับอาการที่อีกฝ่ายแสดงออกต่อเจ้าหญิงอย่างเขา ที่หลายคนพูดกัน

…เจ้าหญิงหรือนางพญา…

 ...

"...หมดเวลาของเราแล้ว...ผมฮีชอล...และผมฮันคยองขอลาไปก่อนนะครับ…ราตรีสวัสดิ์ครับทุกคน"

เสียงหวานของฮีชอลและฮันคยองพูดก่อนจะจบรายการด้วยการเปิดเพลงซึ้ง ที่เข้ากับคืนที่หิมะลงอย่างนี้ เจ้าตัวทั้งสองคนเก็บของใส่กระเป๋า ก่อนจะกล่าวขอบคุณทุกคนที่อยู่ในห้องส่ง แล้วขอตัวกลับ

"ฮันคยอง นายจะกลับบ้านเลยมั้ย" ฮีชอลถามอีกฝ่ายหลังจากเดินออกมาจากห้องส่ง

"ทำไมเหรอ? หรือนายจะไปไหน"

ร่างบางพยักหน้าเป็นคำตอบ ก่อนจะขออนุญาตผู้จัดการ แล้วขอตัวกลับเอง ปล่อยให้หนุ่มเมืองจีนกลับบ้านพร้อมกับผู้จัดการวง

ร่างบางเดินออกมาข้างนอก ก่อนจะก้าวเท้าไปตามทางที่คุ้นเคย หลายคนอาจจะสะดุดกับใบหน้าที่สวยหวานของเจ้าตัว แต่เพราะบรรยากาศในโซลที่วุ่นวาย

ฮีชอลจึงวางใจได้ว่าจะไม่มีใครสนใจ เพราะแต่ละคนต่างก็รีบเดินทางกลับบ้าน หรือให้ความสนใจกลับสิ่งที่ประดับประดาอยู่ตามข้างทาง โคมไฟสีสวยที่ส่องแสงสะท้อนในค่ำคืน กับหิมะที่ลงปรอยๆ

จนมาสะดุดอยู่ที่ร้านหนึ่ง - Venesia - ยืนมองอยู่นานก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไป ภายในตกแต่งได้เข้ากับบรรยากาศรอบนอก สีขาวที่ตัดกับความมืดของท้องฟ้า ฮี

ชอลเดินดูของไปเรื่อยๆ ก่อนจะสะดุดตากับสร้อยข้อมือ ที่สะลักอักษรว่า -Pamela - คิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจหยิบขึ้นมาดู นึกถึงคนที่จะใส่

‘ทึกกี้น่าจะชอบ...’ คงจะดีไม่น้อยถ้าซื้อให้เป็นของวัน คริสต์มาส ที่จะถึงอีกไม่กี่วัน

เหลือบมองอีกอันที่อยู่ข้างกัน เป็นสร้อยข้อมือที่สวยพอๆกับอันที่เขาเลือก เสียแต่ว่ามันคงจะไม่เหมาะกับทึกกี้ เพราะมันเหมาะกับ คนข้อมือเล็กอย่างเขามากกว่า ด้านในสะลักคำว่า - Beatrice - สวยจนฮีชอลละสายตาไม่ได้

แต่พอมองสิ่งที่อยู่ในมือตัวเอง รอยยิ้มก็ฉายขึ้นบนใบหน้า

...เพื่อคนสำคัญ…

ฮีชอลมองสร้อยข้อมือในมือ ก่อนจะเดินไปให้พนักงานขาย หญิงสาวมีอายุรับไปจากมือเขา ก่อนจะแย้มรอยยิ้มส่งให้ ทำให้ร่างบางยิ้มตอบ

"ซื้อให้แฟนเหรอจ๊ะ" ฮีชอลชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า เป็นคำตอบ คิดว่าตอนนี้หน้าเขาคงจะแดงแน่ๆเลย

"สร้อยเส้นนี้ มันศักดิ์สิทธิ์นะ"

“...ทำไมเหรอฮะ..." เสียงหวานหลุดถามออกไป ทำให้คนตรงหน้าแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอีกครั้ง

"หนูน่ารักน่ะ สร้อยเส้นนี้เมื่อให้ใครแล้วหากไม่ใช่คนที่ตัวเองรักจริงๆ หรือเขาไม่ได้รักเรา มันก็จะกลับคืนสู่เจ้าของรอให้เจ้าของเจอคนที่ใช่จริงๆ...แต่สำหรับหนูป้าว่า...มันคงจะเหมาะกับคนที่หนูเลือกให้แน่ๆจ๊ะ"

"...ขอบคุณฮะคุณป้า..." เสียงหวานพูดก่อนจะก้มหัวลงเป็นเชิงเคารพ แล้วเดินออกจากร้านไป

หญิงสาวมีอายุยังคงมองฮีชอล ก่อนจะยิ้มออกมา
"หนูคนนี้มันน่ารักจริงๆ สวยเหมือนผู้หญิง...ขอให้เจอกับคนที่ใช่ด้วยเถอะ" เสียงของหญิงสาวภาวนาขึ้นไปบนท้องฟ้า เหมือนคุยกับดวงดาว ก่อนจะเดินกลับเข้าร้านไป

ฮีชอลเดินมองบรรยากาศรอบตัว ก่อนจะตรงกลับบ้านด้วยรอยยิ้มสดใสที่น้อยครั้งจะเห็นจากคนๆนี้

"กลับมาแล้ว" เสียงหวานบอกเมื่อเจ้าตัวกลับมาถึงบ้าน ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องร่วมที่สมาชิกหลายคนนั่งอยู่ น้องๆกำลังนั่งดูหนังผี ที่คิบอมเช่ามาจากร้านก่อนจะกลับจากที่ทำงาน
ดูสภาพแต่ละคนสิ

...ทงแฮใช้คิบอมเป็นเกาะกำบัง

...เยซองและฮันคยองนั่งดูแล้วหัวเราะไปเรื่อย...

…รยออุคเอามือปิดตาซบไหล่คยูฮยอนที่เจ้าตัวกอดเอวร่างบางไว้ไม่ปล่อย...

...ซองมินหลับตา กอดคังอินไว้แน่น?? ฮีชอลมองก็ต้องถอนหายใจถ้าฮยอกแจกลับมาจะเป็นไงเนี้ย?

แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นก้อนกลมๆ ก้อนใหญ่อยู่ตรงโซฟา มองอยู่นานก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

...ชินดงและคังอินกอดกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นตัว
อะไร?...

"ฉันกลับมาแล้ววว" ฮีชอลยังคงไม่ละความพยายาม

"อ้าวกลับมาแล้วเหรอ? ทำไมกลับช้าหนักล่ะ" ฮันคยองได้สติคนแรก มองร่างบางก่อนจะถามกลับ

"แวะไปซื้อของมานิดหน่อยนะ" ฮันคยองพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปดูต่อแต่

กรี๊ดดดดดดด!!!!!

"ว๊ากกกก"

"เฮ้ย!!"

เสียงกรี๊ดจากหนังที่กำลังดู ทำให้เหล่าลิงน้อยของวงที่นั่งดูอยู่วงแตกกระจายกันไปคนละทิศละทาง บางคนก็กอดแฟนตัวเองแน่น ฮีชอลเหลือบมองเจ้าตัวดีที่เช่ามา แล้วก็ต้องแยกเขี้ยวใส่

...คิมคิบอม...

คิบอมกลืนน้ำลาย แม้จะได้กำไร แต่สายตาของพี่ฮีชอลที่มองมามันก็ชวนหวาดเสียวไม่ได้ เหมือนรู้ว่าตัวเองมีชะงักติดหลัง ก่อนที่คนมองจะเลิกสนใจแล้วเดินกลับเขาห้องไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้พวกลิงน้อยสวีทกันให้พอใจ

ทันทีที่ฮีชอลเข้ามาในห้อง ร่างบางก็เปิดคอมตามนิสัยของตัวเอง ก่อนจะปล่อยร่างทั้งร่างลงบนเตียง มือเรียวหยิบสร้อยข้อมือที่เพิ่งซื้อมาขึ้นมาดู สร้อยข้อมือสีเงินสะท้อนกับแสงไฟ ไปทั่วทั้งห้อง
- Pamela - ผู้เป็นที่รักงั้นเหรอ?

รอยยิ้มหวานถูกแต้มขึ้นบนใบหน้าสวย ก่อนจะเหลือบไปเห็นมือถือ นึกถึงคนที่กำลังคิดถึงอยู่นิ้วเรียวกดเบอร์คุ้นเคย แต่ยังไม่โทรออก มองเวลา 22.30 ใกล้จะเลิกแล้วสินะ

...จะโทรไปดีมั้ย? รบกวนรึเปล่า?...

คิดอยู่นานสุดท้ายก็ตัดสินใจปิดมือถือ แล้ววางเอาไว้บนโต๊ะแทน

…RRRRRR…

เสียงของมือถือที่เพิ่งวางไปเมื่อครู่ เรียกให้เจ้าตัวรีบคว้ามาเปิดดูรายชื่อคนโทร – ทึกกี้ -

หัวเราะนิดๆ ก่อนจะตัดสินใจรับ กรอกเสียงหวานลงในมือถือให้อีกฝ่ายได้ยิน

"ทึกกี้"

"ฮีชอลทำไมไม่โทรมาล่ะ แล้วนี่ถึงบ้านนานรึยัง" อีทึกถามทันทีที่ร่างบางรับมือถือ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แต่ไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน

ใช่สิ...ตลอดเวลาที่อัดอยู่เขาแทบจะไม่มีสมาธิเลย คอยแต่มองว่าเมื่อไหร่ยัยบ้านี่จะโทรมา จนฮยอกแจต้องคอยเรียกหลายครั้ง พอได้เวลาพักเขาเลยต้องรีบออกมาโทรแบบนี้ยังไงล่ะ

"อือ นึกว่าจะไปกวนนายน่ะ"

"เฮ้อ รู้มั้ยฉันเป็นห่วง"

"อือ" ตอบกลับไปเสียงเบา แต่จริงๆแล้วใบหน้ากำลังแดงระเรื่อเพราะความอาย

"แล้วถึงบ้านนานยังครับ" เหมือนอีทึกจะรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นยังไง

"อืม เพิ่งถึงนะ"
"อ้าว ที่คลื่นเลิกนายแล้วไม่ใช่เหรอ?"

"พอดีไปเดินเที่ยวมา" ตอบอีกฝ่ายก่อนจะลุกเดินไปเปิดเครื่องเสียงที่ได้มาจากแฟนเพลง ที่น้อยครั้งจะได้ใช้ มือเรียวกดคลื่นที่คนที่คุยด้วยกำลังจัดอยู่ เพลงรักหวานซึ้งกำลังบรรเลงให้เข้ากับบรรยากาศ

...คริสต์มาสที่ใกล้จะถึง...

"...ทำอะไรอยู่" เสียงทุ้มของอีทึกเบาลง มาได้คุยกับฮีชอลแล้ว อะไรมันก็ดูสบายไปซะหมด

"ก็กำลังคุยกับคนบ้าอยู่ไง ฮ่าๆ" ฮีชอลตอบกลับ ก่อนจะกลั้นหัวเราะ

"นั่นสินะ คนบ้าก็คุยกับคนบ้ารู้เรื่อง" นี่แหละที่ทำให้ฮีชอลต้องยอม ไม่ว่าพูดอะไรไปอีทึกก็ตอบเค้าได้ตลอด

"..."

"ฮีชอล…คิดถึงนะ" ใบหน้าหวานที่ฟังอีกคนพูดอยู่แดงขึ้นมาอย่างไม่ต้องพูดถึง

"บ้า!"

อีทึกหัวเราะออกมาเสียงดัง จะมีสักกี่คนกันที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้ คงจะมีแต่คนที่ชื่อฮีชอลล่ะมั้ง?

"นี่ไปทำงานได้แล้ว" เสียงหวานบอกอีกฝ่าย เพราะเพลงที่ฟังอยู่ใกล้จะจบแล้ว

"คร้าบบบบบ รีบนอนน่ะ"

"อือ"

"..."

"ทึกกี้...รีบกลับล่ะ ใส่เสื้อหนาๆด้วยนะ" อีทึกยิ้มให้กับความน่ารักของอีกคน เพราะรู้ว่าคนอย่างฮีชอลชอบที่จะพูดลับหลังเบาๆ เขาก็เลยตั้งใจฟังอย่างดี
"อืม ไปน่ะ" พูดจบเจ้าตัวก็กดวางทันที่ ทั้งที่จริงๆแล้วยังอยากคุยกับร่างบางมากแค่ไหน แต่เพราะเขาเองจะปล่อยให้ฮยอกแจรับคนเดียวก็ไม่ได้

"คนบ้า" ฮีชอลพึมพำเบาๆ ก่อนจะลุกไปห้องข้างๆที่ฮันคยองอยู่

....

ขาเรียวของคนสองคนที่เพิ่งก้าวออกจากบริษัท ฮยอกแจมองเพื่อนรุ่นพี่ที่กำลังรีบเดินอย่างไม่สนใจใคร แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังหันมาพูดกับเขาบ้าง แม้จะน้อยครั้งก็เถอะ ฮยอกแจมองก่อนจะยิ้มขำๆ

ใครกันนะที่ทำให้คนอย่างพี่อีทึกเป็นได้ขนาดนี้ ก่อนจะนึกไปถึงอีกคน

...พี่ฮีชอลเหรอ?...

คิดแล้วก็ต้องกลั้นหัวเราะใหญ่ เจ้าหญิงของวงกับองครักษ์งั้นเหรอ? แต่นะ...เจ้าหญิงเวลาไม่แผลงฤทธิ์ ก็ดูน่ารักดีไม่น้อยนี่นา แล้วยิ่งเวลาอยู่ด้วยกัน พี่สองคนก็ดู...เหมาะกัน

"ฮยอกแจ! นายจะกลับบ้านมั้ย" เสียงทุ้มของหัวหน้าวงตะโกนเรียกให้คนคิดมาก หลุดออกจากภวังค์

"ครับ!"

ตอบก่อนจะรีบกลั้นหัวเราะ ไม่ให้พี่ใหญ่อีกคนเห็น  ‘ซองมินจะนอนรึยังนะ’ ยิ่งคิดเจ้าตัวก็รีบวิ่งขึ้นรถไปโดนที่อีทึกไม่ต้องหันมาเรียกอีกรอบ

"กลับมาแล้ววว" ฮยอกแจตะโกนบอกเพื่อนคนอื่นๆ ที่คาดว่าจะนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเหมือนปกติ

"ว๊ากกกกกกกก!!!"

"เฮ้ย!" ฮยอกแจตกใจกลับเสียงที่ได้ยิน ก่อนจะรีบวิ่งไปหาต้นเสียงพร้อมกับอีทึก แล้วก็ต้องหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นสภาพเพื่อนแต่ละคนที่นั่งกลัวผีไปตามๆกัน ก่อนจะเหลือบมองคนรัก ซองมินกำลังนั่งอยู่กับทงแฮแล้วกอดกันกลม ส่วนคิบอมได้แต่นั่งมองยิ้มๆ ฮยอกแจเลยเดินเข้าไปหา ก่อนจะสะกิดซองมินเบาๆ

"อ๊ายย ออกไปน่ะดงแฮ~"

"ซองมินนี่ฉันเอง ฮยอกแจ"

"ห๊ะ ฮยอกแจเหรอ" หันมามองอีกฝ่ายก่อนจะเปลี่ยนไปกอดอีกคนแทน ปล่อยให้ทงแฮมองยิ้มๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะหลุดไปอยู่ในอ้อมกอดของคิบอม
 
“คิบอม...ทำไมนายชอบเอาหนังแบบนี้มาให้พวกซองมินดูจังห๊ะ?” ถามเพื่อนรักที่นั่งกอดทงแฮอยู่ข้างๆ

คิบอมไม่ตอบ  มีแต่สายตากับไหล่ที่ยักไหวอย่างไม่สนใจ จนฮยอกแจได้แต่ถอนหายใจกับความคิดของเพื่อน

อีทึกมองสภาพแต่ละคน ก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อคังอินเดินมากอดเขาจากข้างหลัง

"กลับมาแล้วเหรอ พี่อีทึก"

"นี่คังอิน เมื่อไหร่นายจะเลิกทำแบบนี้สักที มันอึดอัด" เสียงทุ้มของอีทึกบ่นเบาๆ แต่ก็เหมือนแกล้งเมื่อคังอินยิ่งกอดอีกฝ่ายแน่นขึ้นอีก

"ก็พี่น่ารัก น่าแกล้งนี่นา" เสียงของหมีหื่นเรียกให้คนอื่นๆที่นั่งดูหนังผีอยู่หัวเราะ กับมุขเน่าๆ แต่สำหรับอีทึกแล้วมันราวกับมีดที่กำลังจะแล่หัวใจเขาออกเป็นชิ้นๆ ถ้าไม่เพราะคนที่เดินออกมาจากห้องอีกคน…อย่างฮีชอล....จะได้ยิน!

ร่างบางมองอีทึกและคนอื่นยิ้มให้อย่างเคยก่อนจะเดินเข้าห้องตัวเองไป ปล่อยให้อีทึกขมวดคิ้วเพราะห้องที่เจ้าตัวเดินออกมามันไม่ใช่ห้องเขา แต่เป็นห้องของฮันคยอง

...อารมณ์ของอีทึกก็เริ่มเปลี่ยนไปทันที...

ก็วันนี้...การกระทำที่บังเอิญเห็นจากฮ๊ชอล

ยัยนั่น...ยังไม่ลืมฮันคยองอีกสินะ  หรือว่าเขาแค่คิดมากไปเอง?

"คังอินนายจะปล่อยได้รึยัง" เสียงที่ปกติจะดูน่าฟังทุกครั้งแต่ตอนนี้มันดูน่ากลัวมากกว่า ในสายตาของรุ่นน้องแต่ละคน
หมีบ้าพลังของวงรีบปล่อยอีกฝ่ายทันที ก่อนจะรีบกระโดดไปนั่งกับคนอื่นๆ ที่ทำหน้างงเพราะไม่เคยเห็นว่าพี่อีทึกกำลังโกรธ

"ฮันคยอง" เสียงทุ้มของอีทึกเอ่ย เพราะเจ้าตัวมองหาแล้วแต่ไม่เห็น

"พี่ฮันคยอง ไม่สบายฮะ" คยูฮยอนตอบพี่ใหญ่ของวงเบาๆ

"ไม่สบาย?"

"ฮะ…พี่ซีวอนไม่อยู่ใครเข้าไปก็ไม่ยอม พวกเราก็เลยไปเรียกพี่ฮีชอลมาดู" ซีวอนตอบเบาๆ กลัวว่าพี่ใหญ่จะโกรธ

"อืม ดีแล้วล่ะ แล้วเป็นไงบ้าง"

"..." เหมือนนัดกัน เพราะมีแต่ความเงียบเป็นคำตอบ

"งั้นเดี๋ยวฉันเข้าไปดูเอง" พูดก่อนจะเดินเข้าไปดู  ร่างสูงมองฮันคยองนอนอยู่บนเตียง เหมือนเพิ่งจะหลับได้ไม่นาน ข้างเตียงมีอ่างใส่น้ำใบเล็กๆ ที่ดูเหมือนคนที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่จะเป็นคนจัดการให้เรียบร้อย

อีทึกมองก่อนจะเดินเข้าไปหา มือเรียวทาบลงบนหน้าผากอีกฝ่าย ทำให้คนที่ตื่นเร็วอย่างฮันคยองสะดุ้งตื่น

"อ้าว อีทึก?"

"ได้ยินว่านายไม่สบาย เป็นไงบ้าง"

"ฮีชอลเพิ่งให้กินยาเมื้อกี้เอง"

 "อืม งั้นก็นอนเถอะเดี๋ยวพรุ่งนี้จะลางานให้" บอกอีกฝ่ายก่อนจะห่มผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไป มองคนอื่นๆที่ยังดูหนังกันไม่จบ ก็ต้องถอนหายใจเมื่อหันไปเห็นหน้าห้องของอีกคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร

...ฮีชอล...

"นี่พวกนาย! รีบนอนกันได้แล้วนะ"

"ครับ" มีเพียงคยูฮยอนและคิบอมเท่านั้นที่ตอบรับ ส่วนคนอื่นๆ ไม่สนใจเลยสักนิด บอกก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องคนที่คิดถึง

ก๊อก ก๊อกๆ

"ฮีชอล นอนรึยัง…ฉันเข้าไปได้มั้ย" ถามอีกคนที่อยู่ในห้อง

"ยัง เข้ามาสิ"

ร่างสูงของอีทึกเข้ามาในห้อง ก่อนจะเห็นร่างบางเดินออกมาจากห้องน้ำ ยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินไปนั่งที่เตียงของร่างบางฮีชอลมองอีกฝ่ายงงๆ

"มานี่สิ จะเช็ดผมให้เดี๋ยวจะไม่สบาย" ฮีชอลมอง ก่อนจะเดินไปหาอย่างง่ายๆ มือเรียวของอีทึกเช็ดผมอีกฝ่ายเบาๆ

"ผมยาวแล้วนะ"พูดหลังจากที่เช็ดผมสวย กลิ่นหอมจากเจ้าตัวทำให้คนรู้สึกดี ก่อนจะใช้มือเรียวเล่นกับเส้นผมบางยาวระต้นคอ สีน้ำตาลอ่อนที่เจ้าตัวชอบ

"อือ..."

"โกรธเหรอ? เรื่องคังอินรึเปล่า" พูดจบ ฮีชอลก็หันมามองอีกฝ่าย สบตาไม่หลบเหมือนเคย

"อืม"

"นายก็รู้นี่ว่าอะไรเป็นอะไร? ฉันกับคังอินเป็นเพื่อนกัน"
"อือรู้...แต่มันก็น่าคิดไม่ใช่เหรอ? คนสวยอย่างอีทึก กับคนหล่อนิสัยดีอย่างคังอิน ทุกคนเขาก็คิดว่านายเป็นแฟนกันทั้นนั้นแหละ!" อีทึกลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

"ฮีชอลต่างหากที่สวย รู้มั้ยเวลานายกับฮันคยองอยู่ด้วยกันนะ ฉันเจ็บกว่าอีก" เสียงหวานเรียกให้ฮีชอลเงยหน้าขึ้นมามอง

"ดูซิ ฮันชอลเยอะจะตายแล้ว ฉันจะไม่คิดมากได้ยังไงล่ะ แล้วเวลานายอยู่กับฮันคยองนะ…นายยิ้มหัวเราะ ไม่เหมือนอยู่กับคนอื่น แม้แต่...ฉัน"

"นายก็เหมือนกันแหละ คังทึก!" อีทึกมองคนขี้งอนยิ้มๆ ก่อนจะดึงเจ้าตัวเข้ามากอดเบาๆ ฮีชอลเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร

"...."

"ขอโทษนะ เจ้าหญิง" บอกอีกฝ่ายเสียงเบา ก่อนจะก้มหน้าลงสัมผัสความหอมหวานจากแก้มเนียน

"อือ" บอกก่อนจะดันอีกฝ่ายออก

"ไปอาบน้ำนอนได้แล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายอีก" อีทึกมองคนน่ารักตรงหน้า ที่คอยเป็นห่วงเขาตลอดเวลาแม้คนอื่นไม่รู้แต่เขาก็พอรู้ พยักหน้ารับก่อนจะขยับทีให้ร่างบางนอน จัดการห่มผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนทีนึง

"ฝันดีนะ เจ้าหญิง"

"อือ ฝันดีนะ...ทึกกี้" บอกก่อนจะเข้าสู่นิทรา ทั้งที่ปกติแล้วหลับยากจะตายแต่ทุกวันที่หลับได้ก็เพราะมีคนอย่างนายไง...ทึกกี้...

 ....

"นี่ คังอินนายอย่ากินหมดสิ!!"

"เฮ้ย! ฮยอกแจ อย่ามาแย่งของฉันนะ"

ฮีชอลเดินออกมาจากห้อง เพราะเสียงที่ดังแบบนี้แหละทำให้เขาอยากจะนอนต่อก็นอนไม่ได้ เลยต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว เดินออกมาก่อนจะมองหาหัวหน้าวง แต่สายตาเรียวก็เหลือบไปเห็นคนป่วยเมื่อวาน

"อ้าว ฮยอกกี้หายแล้วเหรอ" เสียงหวานทักคนที่ทำอาหารอยู่หน้าเตาให้หันกลับมามอง ร่างสูงยิ้มขอบคุณให้ ฮีชอลเลยเดินไปหาอีกคนที่น่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง เพราะคาดว่าเจ้าตัวหน้าจะตื่นแล้ว…แต่กลับไม่เห็น

"คังอิน…ทึกกี้ไปไหน"

"ไม่รู้สิ  ผมเองก็ยังไม่เห็นเลยตั้งแต่เช้า" เสียงทุ้มบอกกลับมา หันไปสนใจขนมตรงหน้ากับชินดงสองคน ปล่อยให้ฮีชอลมอง ก่อนจะตัดสินใจไปที่ห้องของเจ้าตัว

ก๊อก ก๊อก

"ทึกกี้ อยู่รึเปล่า"

"..." เงียบจนฮีชอลต้องเปิดประตูเข้าไปดูร่างสูงที่เขามหากำลังนอนหลับอยู่บนเตียง มองยิ้มๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ เรียกอีกฝ่ายแต่กลับไม่มีเสียงตอบ

มือเรียวเลยทาบไปบนหน้าผากเนียนก่อนจะต้องรีบดึงมืออก เมื่อคนข้างหน้าตัวร้อนยังกับไฟ

"อือ" เสียงทุ้มครางออกมา ฮีชอลมองก่อนจะลุกเดินออกไปข้างนอกห้องอีกครั้ง

"ฮันคยอง ทำข้าวต้มให้หน่อยได้มั้ย" เสียงหวานถามคนข้างตัวที่กำลังตักข้าวใส่จานให้คนอื่นๆ ส่วนมือเรียวก็หาอ่างน้ำกับผ้าผืนเล็ก ฮันคยองมองงงๆ

"ใครเป็นอะไรเหรอ…ฮีชอล"

"ทึกกี้นะ"

"อืม ได้สิแปปนะ"  เงียบไปสักพัก  มองท่าทีเป้ฯห่วงมากของคนตัวเล็กอดที่จะยิ้มไม่ได้

เมื่อก่อน...เวลาที่เขาไม่สบายฮีชอลก็คอยดูแล  แต่มันต่างกัน  ตอนนี้...แววตาของฮีชอลเป็นห่วงอีทึกจนออกนอกหน้า  ไม่เหมือนตอนที่อยู่กับเขาเลยสักครั้ง

อีทึก...ทำให้ฮีชอลเป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ?

"อือ เดี๋ยวฉันออกมาเอาล่ะกัน" พูดก่อนจะกลับเข้าห้องไปอีกคร้ง  ร่างบางวางอ่างใส่น้ำไว้ข้างเตียงก่อนจะลงมือเช็ดตัวให้อีกฝ่ายเบาๆ แต่ดูเหมือนคนที่ป่วยจะเป็นหนัก เพราะปกติจะรู้สึกตัวแต่นี่ยังเลย ฮีชอลมองร่างสูงที่นอนอยู่อย่างกังวล

"ฮีชอล ฉันเอามาให้แล้วนะ...อีทึกเป็นไงบ้าง" ฮันคยองเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับข้าวต้มถ้วยเล็ก วางลงข้างคนสวยก่อนจะถามอาการของอีกคน

"ไม่รู้สิ ยังไม่รู้สึกตัวเลย"  มองร่างเพรียวที่ยังคงเช็ดตัวให้อีกฝ่ายอย่างเป็นห่วง มือเรียวสวยสั่นน้อยๆจนฮีนคยองสังเกต

"ถ้าไงไปหาหมอดีกว่ามั้ย"

"อย่าเลย หมอนี่ไม่ชอบโรงพยาบาลนะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง"  หันกลับมาบอกทั้งที่สายตายังคงสั่นไหว  ฮันคยองชะงักตำพูดที่จะเอ่ย 

"…งั้นฉันไปหยิบยามาให้นะ"

"อือ! ฝากด้วยนะ" บอกก่อนจะปลุกคนที่นอนอยู่ให้ลุกมากินข้าว

"ทึกกี้ ลุกมากินข้าวก่อนนะ" เสียงหวานปลุกคนที่นอนอยู่ให้ตื่นขึ้น อีทึกมองคนตรงหน้าแต่เพราะอาการปวดหัว ที่ดูเหมือนจะมีคนมาเต้นอยู่ในหัวสักสิบคน ทำให้ร่างสูงได้แต่มอง ก่อนจะพยุงตัวเองขึ้นนั่งโดยมาร่างบางอย่างฮีชอลคอยช่วย

"มาเดี๋ยวฉันป้อนให้" ฮีชอลมองอาการของอีกคนแล้วก็ต้องเอ่ยออกมาเบาๆ อีทึกมองคนตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมา

...อย่างน้อยฮีชอลก็ยังเป็นห่วงเขา…
ร่างบางเป่าข้าวต้มร้อนๆให้เย็นลงก่อนจะป้อนอีกฝ่าย กินไปได้ไม่เท่าไหร่เจ้าตัวก็บอกว่าไม่เอาแล้วเหมือนเด็กๆซะอย่างนั้น จนร่างบางถอนหายใจหลังจากที่คะยั้นคะยอให้กิน

แต่ฮีชอลเองก็รู้ดีเพราะตัวเองเป็นคนที่ไม่สบายบ่อยที่สุดในวงเลยก็ว่าได้ ก็มีแต่ทึกกี้เท่านั้นแหละที่คอยดูแลตลอดไม่ว่ากี่ครั้ง ไม่เคยบ่นด้วยสักครั้งว่ารำคาญ

- คนไม่สบายก็เป็นแบบนี้แหละ -

มองอีกคนที่หันหน้าออกไปอีกด้าน หลบสายตาของฮีชอล ร่างบางมองก่อนจะลุกขึ้น มือเรียวคว้าเอาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกไป ส่งสายตาเป็นคำถาม

"ขอโทษนะ แต่มันไม่อร่อยจริงๆ" เสียงแหบของอีทึกบอกเบาๆ ก่อนจะชี้ไปที่ข้าวต้มข้างตัว มองอีกฝ่ายอ้อนๆ ฮีชอลเลยต้องนั่งลงอีกครั้ง ก่อนที่มือเรียวจะลูบผมอีกฝ่ายอย่างเบามือ

"อือ อย่างน้อยฮันคยองก็ดีใจที่นายกินมัน" ทึกกี้มองฮีชอล ก่อนจะยิ้มตอบ

"เดี๋ยวฉันมานะ" กระซิบข้างหู แล้วหยิบเอาชามข้าวต้มก่อนเดินออกไป

ร่างบางเดินเอาจากข้าวต้มออกมาที่ห้องครัวก่อนจะล้างเก็บแล้วเดินไปหยิบยา เหลือบเห็นพวกน้องคนอื่นๆที่ทำหน้ายุ่งกันอยู่ตรงห้องนั่งเล่น

"มีอะไรเหรอ" เสียงหวานเอ่ยถามคนข้างตัว

"เอ่อ....พอดีผู้จัดการโทรมาบอกว่าให้พี่อีทึกไปทำงาน แต่พอบอกว่าพี่ไม่สบาย ผู้จัดการเลยให้หาคนอื่นไปแทน แต่พวกเราไม่มีใครว่างเลยสักคนนะฮะ จะมีก็แต่พี่ฮันคยองแต่รายการนี้พี่เขาออกไม่ได้" ทงแฮบอกฮีชอล

"อือ งานอะไรล่ะ? กี่โมง"

"เป็นพิธีกรคู่กับฮวาจินฮะ ถ่ายทอดสดฮะตอนห้าโมงเย็น"

"งั้นเหรอ? อืม เดี๋ยวฉันไปเอง" บอกก่อนจะเดินออกไป แต่ทงแฮรั้งเอาไว้ก่อน

"แล้วพี่ไม่มีงานเหรอ"

"มีสิ...พวกนายก็ไปทำงานกันได้แล้ว เก้าโมงกว่าแล้ว" พูดจบก็เดินเข้าห้องของอีทึกไปทันที  ฮีชอลเดินเข้าไปใกล้ เห็นอีกคนกำลังนอนหลับอยู่ ก็ปลุกอีกฝ่ายขึ้นมา

"ทึกกี้...กินยาก่อนนะ" ยืนยากับแก้วน้ำให้อีกฝ่ายรับไปอย่างว่าง่าย

"ฮีชอล วันนี้ฉันต้องไปทำงาน" ขยับตัวลุกขึ้นแต่ฮีชอลจับไหล่เอาไว้ ก่อนจะดันให้นอนลงบนเตียงเหมือนเดิม

"นายไม่ต้องไป ฉันลางานให้แล้วแต่เดี๋ยวฉันจะออกไปทำงานนะ...ตอนเย็นฉันไปออกรายการแทนนายไม่ต้องห่วงนะ...อยู่กับฮันคยองล่ะกัน"

อีทึกพยักหน้ารับ ก่อนจะค่อยๆเคลิ้มหลับไปเพราะฤทธิ์ยา ฮีชอลห่มผ้าให้อีกฝ่าย แล้วค่อยออกจากห้อง เดินไปเจอฮันคยองนั่งดูทีวีอยุ่

"อีทึกเป็นไงบ้าง"

"ดีขึ้นแล้วล่ะ!  ฮัน...เดี๋ยวฉันจะออกไปทำงานนะ" พูดแล้วหมุนตัวเข้าไปแต่งตัว ร่างบางเก็บของก่อนจะเดินอกมาด้วยชุดใหม่ ขาเรียวเดินไปจัดยาให้คนป่วย ก่อนจะเอามาวางไว้ตรงหน้าหนุ่มเมืองจีน

"บังคับให้ทึกกี้กินยาด้วยนะ!...แล้วอาจจะกลับเย็นหน่อย"

"อืม รีบไปรีบกลับล่ะ…อีทึกคงคอยนายแย่เลย" คำพูดแปลกๆที่เจ้าตัวพยายามพูดให้ถูก กลับเรียกสีแดงระเรื่อขึ้นบนใบหน้าของเจ้าหญิง ก่อนที่จะหันมายิ้มเย็นใส่

 

ร่างเพรียวบางของนักร้องชื่อดังของวงซูเปอร์จูเนียร์ ‘คิมฮีชอล‘  รีบเดินกลับมาที่บ้านหลังจากผู้จัดการติดธุระด่วน ปล่อยให้เขาเดินกลับเองเพราะมันไม่ไกลจากบ้านพักสักเท่าไหร่

แต่ถึงยังไงเขาเองก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะเจอแฟนคลับในช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวแบบนี้ มันทำให้คนอย่างคิมฮีชอลทำตัวไม่ถูก...

เพราะงั้นไงล่ะถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ว่า ฮีชอลนักร้องของค่าย SM Entertainment...หยิ่ง

ยิ่งอากาศหนาวเท่าไหร่ ฮีชอลก็ต้องกระชับเสื้อตัวที่ใส่มาให้แน่นขึ้นเท่านั้น ทั้งที่มันช่วยอะไรไม่ได้เลย ขาเรียวจำพรวดๆ จนมาถึงหน้าบ้าน ก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินเข้าไป

"กลับมาแล้ว"

เสียงหวานบอกเบาๆ ทันทีที่เข้ามาถึงบ้าน สมาชิกส่วนมากกลับกันมาแล้ว แต่ที่ทำให้ฮีชอลตกใจยิ่งกว่าคือ คนป่วยที่เมื่อเช้าลุกแทบจะไม่ไหวกลับมายืนคอยเขาแบบนี้

ร่างสูงของอีทึกก้าวเข้ามาใกล้ๆก่อนจะสวมเสื้อกันหนาวให้อีกตัว มืออุ่นคว้ามือของร่างบางไปจับไว้ ก่อนจะลากเจ้าตัวมานั่งที่ห้องนั่งเล่น น้องหลายคนที่เห็นรีบลุกให้ คิบอมลุกเดินไปหยิบนมอุ่นๆมาให้พี่ใหญ่

"มือนายเย็นจังเลย ฮีชอล" คงเป็นใครไม่ได้นอกจากอีทึก

"นั่นสิ พี่ไม่สบายรึเปล่า? ปากก็ซีด" ทงแฮนั่งลงด้านข้างก่อนจะจับมืออีกข้างมาถูให้ความร้อนกับอีกฝ่าย  ร่างบางรับนมอุ่นจากคิบอม ก่อนจะค่อยๆดื่มเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง

"หายแล้วเหรอ? ทึกกี้"

"อือ ค่อยยังชั่วแล้ว...ว่าแต่นายเถอะ ทำไมกลับมาทั้งแบบนี้ล่ะ"

"ผู้จัดการโทรมาบอกว่ามาส่งพี่ไม่ได้ เราจะออกไปหาก็ไม่ได้อีกพี่เล่นปิดมือถือ ค่อยตั้งนานอากาศก็หนาวเป็นห่วงแทบแย่" ซองมินที่นั่งมองคนอื่นดูแลฮีชอล เอ่ยหลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายงงกลับสิ่งที่เห็น
มือเรียวค้นมือถือในกระเป๋า ก่อนจะพบว่ามันแบตหมด เจ้าตัวถึงได้เข้าใจอะไรหลายอย่าง  "โทษทีน่ะ"

"งั้นผมไปอาบน้ำดีกว่า" ซองมินพูด ก่อนที่แต่ละคนจะพร้อมใจกันเดินออกจากห้องปล่อยให้อีทึกกับฮีชอลอยู่กันตามลำพัง

มือของอีทึกยังคงจับกับมือเรียวของฮีชอลไม่ปล่อย ก่อนที่เจ้าตัวจะเปลี่ยนท่านั่งเป็นนอนตักของฮีชอลแทน

"เหนื่อยมั้ย?" เสียงทุ้มถามเบาๆ ร่างบางพยักหน้าตอบน้อยๆ ก่อนจะหลับตาลง คลายความเหนื่อยที่ได้มาจากวันนี้ ก็ไหนจะงานของเขาอีกหลายอัน แถมยังมีถ่ายทอดสดของทึกกี้อีก มันก็ทำให้เหนื่อยได้ง่ายๆ ทำไมอีทึกจะไม่รู้ล่ะ เพราะคนที่งานเยอะที่สุดในวงน่ะคงจะมีแต่พวก ซีวอน คิบอม และฮีชอลเท่านั้น

ฮีชอลลืมตาตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องที่คุ้นเคย ก่อนจะกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับแสง มองหานาฬิกา 23.00 ใกล้แล้วสินะ

...วันคริสต์มาส...

ที่เขาคอยมานานร่างบางลุกจากเตียงมองหาคนที่น่าจะพาตัวเองเข้ามานอนในห้อง ไม่เจอก่อนจะเดินไปหยิบกล่องของขวัญสีขาว สวยงานในกลางคืนแบบนี้

- ถึงเวลาที่จะให้แล้วสินะ -

ฮีชอลเดินออกมาจากห้อง แต่ไม่พบใครเลย มืดสนิทเจ้าตัวเดินไปเปิดไฟ ก่อนจะแย้มรอยยิ้มที่ยากจะได้เห็น

"Merry Christmas!!~"

ฮีชอลหันมองรอบตัว ก่อนจะพบว่าห้องนั่งเล่นเมื่อตอนเย็นถูกตกแต่งด้วยต้นคริสต์มาสสีเขียว กับเครื่องประดับอื่นๆ สมาชิกทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า และแล้วงานคริสต์มาสของเหล่าสมาชิกซูเปอร์จูเนียร์ก็เริ่มขึ้น

ร่างบางนั่งคุยกับคนอื่นๆ หลายคนรวมทั้งเหล่าทงบังชินกิ ที่มาร่วมแจมด้วย เสียงเพลง เสียงดนตรีและรอยยิ้มมากมายถูกจัดขึ้นจากมิตรภาพของพวกเขา นานจนแต่ละคนค่อยๆทยอยกันกลับบ้าน หรือไปเที่ยวที่อื่นต่อกับคนที่ตัวเองรัก

เหลือเพียงแค่ฮีชอลคนเดียว ร่างบางถอนหายใจเบาๆ เพราะตั้งแต่เริ่มงานจนจบแล้วเขาก็ยังไม่เห็นคนที่ต้องการเจอมากกว่าใคร

...ปาร์คจองซู....

คิดก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง มือเรียวเปิดไซเวิล์ดดูข้อความจากแฟนๆที่ส่งมาให้ฉลองคริสต์มาส

- แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคนที่อยากอยู่ด้วยมากที่สุดกลับไม่อยู่ -

มือเรียวหยิบกล่องสีขาวที่เก็บเอาไว้มองก่อนจะเก็บกลับที่เดิมแค่คิดน้ำตาที่ไม่เคยนึกว่าจะไหลกับเอ่ออยู่ดวงตาได้ซะนี่มือเรียวเช็ดน้ำตาลวกๆ

เงียบไปอีกเมื่อมีอ้อมกอดที่คุ้นเคยจากด้านหลัง แขนเรียวกอดกระชับร่างบางให้แน่นขึ้นอีก ก่อนที่เจ้าตัวจะหันกลับไปมอง

รอยยิ้มและน้ำตากำลังอยู่บนใบหน้าสวย คนที่หลายคนบอกว่าร้องไห้ยาก แต่ตอนนี้ปาร์คจองซูกำลังเห็น

"ไปไหนมา...ตาบ้า!!"

"ก็พวกนั้นมันจับชั้นไปขังไว้นะสิ...แล้วร้องไห้ทำไม" ยิ่งพูดก็เหมือนแกล้งน้ำตาสีใส กำลังไหลอาบแก้มเนียน ไม่ใช่ว่าเสียใจ

...แต่ดีใจมากๆเลยต่างหาก...
"เพราะนายไง...นายไม่อยู่ นายทิ้งฉันไว้คนเดียว+" อีทึกจูบซับน้ำตาให้อีกฝ่ายเพราะเจ้าตัวดูเหมือนจะไม่สนใจที่จะเช็ดมันเลยเป็นหน้าที่ของเขา

"ขอโทษนะ..."

"สัญญากับฉันสิว่าจะไม่ไปไหน? จะอยู่กับฉันได้รึเปล่า"
อีทึกไม่ตอบ แต่มือเรียวกลับเอื้อมไปหยิบของขวัญในกล่องสีชมพูสวย ก่อนจะยื่นให้อีกคนฮีชอลยืนนิ่งไม่รับทำให้อีทึกต้องหยิบของชิ้นนั้นออกมาเอง

- สร้อยข้อมือสีเงินอันที่ฮีชอลเห็นในร้านอีกอัน -

อีทึกนั่งลงก่อนจะจับมือร่างบางมาแล้วใส่สร้อยข้อมือสีเงินให้ฮีชอล "ฉันปาร์คจองซู จะรักและอยู่กับคิมฮีชอลตลอดไป"

แค่นั้นก็ทำให้ฮีชอลกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ทั้งดีใจและมีความสุข น้ำตามากมายไหลอาบแก้มสวยก่อนจะกอดคนให้จนลงล้มไปบนเตียงด้วยกัน

"ทึกกี้ตาบ้า!" บอกไปแต่ใบหน้าสวยกับซบลงบนอกกว้าง

"แล้วไหนล่ะ ของขวัญของฉัน"

"ไม่มีหรอก!!...ฉันลืมไปนะ" เสียงหวานบอกก่อนจะดันตัวออก แต่มือเรียวของอีกฝ่ายกับกอดเอวเขาแน่นขึ้น

อีทึกยิ้มมุมปากก่อนจะดันคนที่นอนทับอยู่บนตัวเขาพลิกไปอีกด้าน กลายเป็นว่าฮีชอลกำลังถูกอีกคนนอนคล่อมอยู่ด้านบน จะหนีไปไหนก็คงไม่ได้แล้ว เพราะอีกฝ่ายเล่นใช้แขนกักตัวเขาเอาไว้แบบนี้...จะหนีก็คงไม่ได้...

อีทึกมองใบหน้าหวานที่ยิ่งมองใกล้ๆก็ยิ่งสวย ก่อนจะจูบเบาๆกับริมฝีปากอิ่ม  กดน้ำหนักลงอย่างเคย...อ่อนหวานและนุ่มนวลให้อีกฝ่าย

ริมฝีปากสีกุหลาบถูกริมฝีปากอีกคู่ประทับลงมา แต่ความหวานของคนตรงหน้ากลับไม่ได้หายไปเลยยิ่งอยากให้อีทึกลิ้มลองมากกว่าเก่า ถ้าไม่ติดว่าคนสวยในอ้อมกอดจะหายใจไม่ทันนี่สิ ร่างสูงลุกขึ้นนั่งก่อนจะดึงคนข้างล่างให้ลุกขึ้นมาด้วย
"ชอบมั้ย"

"อือ" ฮีชอลตอบอีทึก แต่สายตาเรียวกลับจ้องอยู่ที่สร้อยข้อมือ ก่อนจะสะดุดตากับตัวอักษรที่สลักเอาไว้  - Beatrice - มองอย่างสงสัย ก่อนจะหันไปมองคนให้อย่างต้องการคำตอบ

"แปลว่าอะไรนะ ทึกกี้"  คิ้วเรียวของอีทึกยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบกอดคนที่นั่งด้านข้างให้มาอยู่ในอ้อมกอด

"Beatrice มันแปลว่า...ผู้มอบความสุข เหมือนนายไง คิมฮีชอลคนที่มอบความสุขให้กับฉัน ให้กับทุกคนที่อยู่รอบข้าง...ฉันดีใจนะ ที่ได้มีโอกาสรักนายแบบนี้"

ฮีชอลมองอีทึก ก่อนจะลุกออกจากอ้อมกอด เดินไปที่โต๊ะคอมก่อนจะหยิบกล่องของขวัญสีขาว ซ่อนไว้ด้านหลัง แล้วเดินเข้าไปหาร่างสูงของคนรักที่นั่งอยู่บนเตียง

มือเรียวของร่างสูงเอื้อมไปหยิบของขวัญที่ร่างบางตั้งใจจะให้ สร้อยข้อมือสีเงินถูกสวมให้กับคนรัก ก่อนที่ฮีชอลจะจับมือเรียวขึ้น ถามร่างสูงที่โอบกอดตัวเองไว้
"เหมือนกันเลยนะ...แต่ของฉันมันหมายความว่า ผู้เป็นที่รัก" พูดเสียงหวาน กระซิบที่หูของอีกฝ่ายเบาๆ

“รักนายน่ะ ปาร์คจองซู” เสียงหวานบอกก่อนจะโดนอีทึกโอบกอดเข้ามาให้แนบชิดแล้วกระชับกอดอีกฝ่าย ไม่ต่างจากฮีชอลที่ขยับกายเข้าหาแล้วโอบล้อมรอบคอของอีทึกอย่างแนบแน่นเช่นกัน...

"รู้มั้ย? ฉันรอคำนี้มานานแค่ไหน"

"ฉันรักนายนะ ปาร์คจองซู!" เสียงหวานบอกคนรักเบาๆ ในที่สุดเขาก็ได้พูดมันออกไป คำว่ารักที่เก็บมานาน ทั้งที่รู้ว่าคนข้างกายรู้มากนานแล้ว แต่เจ้าตัวก็คงอยากจะได้ยินมัน ในที่สุดฉันก็ได้บอกนาย...ทึกกี้...

"ฉันเองก็รักนาย คิมฮีชอลเจ้าหญิงของฉัน...."

นานแค่ไหนแล้วที่ขาดคนๆนี้ไม่ได้.

นานแค่ไหนแล้วที่ทำให้คนอย่างฉันยิ้มออก
นานแค่ไหนแล้วที่คนไม่เอาไหนอย่างฉันมีคนมาดูแลตลอดเวลา...คงไม่มีคำไหนที่ฉันจะให้นายได้นอกจากคำคำเดียว

บอกว่า...รัก...

...คิมฮีชอลคนนี้รักปาร์คจองซู.....

 The End.

 ….

 

 

คำขอบคุณจากคนแต่ง

...ขอบคุณมิตรภาพที่ทำให้พวกเรายิ้มออกไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายเมื่อไหร่...
...ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่สำหรับการจัดทำหนังสือเล่มนี้...
...ขอบคุณความรักจากทึกกี้!! ที่ทำให้ฮีชอลยิ้มได้เสมอ...
...ขอบคุณ
....ขอบคุณพระเจ้าที่กำหนดเส้นทางชีวิตของพวกเรา....

สุดท้าย

....ขอบคุณคิมฮีชอลและปาร์คจองซู...

...ขอบคุณแฟนคลับทุกคนของซูเปอร์จูเนียร์…

...คัมซาฮัมนีดะ!!....

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เจ๊

ตอนแรก สงสานทึกกี้มากเลยอ่ะ

เจ๊ ใจร้าย

เฮ้อ

ทำไม เจ๊ชอบเอาเรื่งจริงมาแต่งตลอดเลยอ่ะ

><

ยิ่งอ่าน ยิ่งคิดว่า มันคือเรื่งจริงๆของทึกซินอ่ะ

#1 By vitaminz on 2007-07-09 21:33

ชอบมากเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ

#2 By lomanois on 2007-07-10 02:26

อ๊าเจ๊ปอนด์ ฟิกแบบนี้มาบ่อยๆก้อได้น๊ะ

นู๋ช๊อบบบบบบชอบ

#3 By I-Piim on 2007-07-10 22:19

ช่วงแรก .. ทั้งทึกและซินน่าสงสารมากๆเลย ><!!
แต่ก็แอปปี้เอ็นดิ้งล่ะเนอะ
ขอบคุณสำหรับความรักดีๆที่ออกมาเป็นเรื่องราวที่ละสายตาไม่ได้แบบนี้ครับ!!

#4 By RendelL on 2007-07-12 14:06

อ่า........อ่านแล้วน่ารักมาก

แรกๆก็น่าสงสาร

หลังๆก็ซึ้งจนไม่มีคำบรรยาย

#5 By PLoY_violet on 2007-07-21 16:53

สนุกมากเลยอ่ะ ผูกเรื่องได้แบบน่าติดตามตลอดเลย

ชอบมากๆเลย แล้วก็ยาวมากกกก

อ่านได้แบบสะใจสุดๆเลย

#6 By chizu (58.136.97.68) on 2007-07-24 15:54

นุกมากๆเลยอ่ะ...

#7 By รักมาก... (222.123.227.2) on 2007-08-20 22:15

อ่านแล้วร้องไห้เลยน่าสงสารจัง

#8 By ปีโป้&โดนัท (203.113.44.10) on 2007-10-24 15:41

เปนฟิคที่ยาวดั้ยจัยมากคร่ะ พี่ปอนด์ ^^

ตอนแรกออกแนวเศร้าๆทั้งคู่
แต่ตอนหลังๆนี่หว๊านหวาน เลยคร่ะ!^^
ชอบๆๆๆ >o<

ปล.[คนใน]กล่องคอมเม้นท์สวยเคอะ~
cry

#9 By พลอย (124.122.140.17) on 2008-09-13 00:54

รักคนแต่ง กิ๊ววววววว

#10 By ZaiNoSe (161.200.255.162) on 2008-11-20 02:03