[SF]Belive in you! super junior..
posted on 17 Nov 2007 12:34 by femodos in ShortFic
Title : Belive in you! [SF]
Pairing : Park Jungsoo x Kim Heechul [Ft.Super Junior]
Author : FeMoDoS [ปอนด์]
- - -
ก็แค่..
คำพูด...
คำพูดลอยๆ...
แต่กลับ..ทำร้ายพวกเราได้ขนาดนี้
ภายในห้องนั่งเล่น ใบหน้าหวานเนียนของเด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่ามีอายุมากที่สุดในวงที่ปกติจะเอาแต่คอยยิ้มหวานสดใสให้กับสมาชิกและบรรดาแฟนคลับ กลับกำลังนั่งทำหน้าเครียดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดที่เคยเป็นของสมาชิกอื่นๆภายในวง
แต่ตอนนี้กลับมีเพียงแค่ร่างสูงโปร่งของลีดเดอร์อย่าง ปาร์คจองซู คนเดียวที่กำลังใช้มัน คิ้วเรียวสวยหยักขึ้น ใบหน้าเนียนเรียกได้ว่าเกือบจะเฉยชาทันทีที่เห็นภาพตรงหน้าในหน้าจอที่ตัวเองเพิ่งเปิดขึ้น ภาพของสมาชิกคนหนึ่งในวงกับ..คนที่ได้ชื่อว่า..เป็นผู้จัดการใหญ่ของเหล่าศิลปินอื่นทั้งค่าย
..ลีซูมาน..
“ผมว่าหลายๆ คนคงคิดว่าเขาน่ากลัว เพราะเขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่เขาก็เป็นคนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ นะ” เสียงพูดที่เรียกรอยยิ้มหยักขึ้นบนใบหน้าเนียนของปาร์คจองซูได้อย่างง่ายดายๆ
“ทั้งผมที่มาจากคังวอนโด ทงแฮจากมกโพ หรือแม้แต่ฮันคยองที่มาจากจีน มิสเตอร์ลีเป็นคนที่นำพวกเราไปสู่ความสำเร็จ” บทสนทนายังคงดำเนินต่อไป ต่อไป... จนกระทั่ง...
“เขาไม่เคยออกคำสั่งกับพวกเรา...แต่..เขาจะผลักดันเราให้ทำในสิ่งที่ดีที่สุด” เสียงหวานของคนที่อีทึกเคยเชื่อมั่นในตัวเองมาตลอดอย่างคนที่กำลังให้สัมภาษณ์อยู่ตอนนี้ กลับทำให้อีทึกเบิกตากว้างอย่างตกใจ ..กับสิ่งที่ได้ยิน
ร่างสูงโปร่งที่ปล่อยตัวเองนั่งบนเก้าอี้สีขาวตัวโปรด..ยกมือเรียวขึ้นก่อนจะใช้มันจับลงกับเม้าส์ตัวเล็กแล้วค่อยๆขยายภาพตรงหน้าให้ใหญ่ขึ้น รอยยิ้มหยักยกยิ้มที่มุมปากเรียวของตัวเอง เหมือนไม่ยี่ระกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
ราวกับว่ามันคือ...สิ่งที่คาดการณ์เอาไว้
แต่ถึงอย่างนั้น... นัยน์ตาเรียวที่เคยสดใส และยิ้มแย้มเสมอกับดูอ่อนแอและเจ็บปวด ต่างกับรอยยิ้มที่คลายออกมาบนใบหน้า
คิมฮีชอล...’คนรัก’ ของเค้า ปาร์คจองซู กำลังอดทนและต่อสู้อย่างหนัก...เพื่อปกป้อง ชีวิตของใครอีกหลายคนเอาไว้ เพื่อ..รักษาคนอีกหลายคนที่อยู่รอบตัวของตัวเอง
มือเรียวขยับนิ้วของตัวเองช้าๆ ก่อนจะวางลงบนมืออีกข้างที่วางอยู่บนแป้นพิมพ์ แล้วถูเบาๆบนแหวนทองคำขาวเกลี้ยงๆ ที่ปกติเค้าไม่เคยคิดจะเอาออกไปใส่ให้ใครต่อใครเห็น ..เพราะมันเป็นของสำคัญ ..ของเค้าและคนรักของเค้า..
“อย่างเช่น..เรื่องทรงผม หรือเสื้อผ้า เขาพยายามให้เราได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา และช่วยหาจุดแข็งของพวกเราแต่ละคน”
“อ้า...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยของฮีชอล คนตัวเล็กยกมือขึ้นก่อนจะปิดปากตัวเองเหมือนที่เคยทำบ่อยๆ
แต่ใครจะรู้...ว่ามันหมายถึงอะไร
ถ้าไม่ใช่...
“พวกเขาก็แค่ไม่รู้ตัวเองว่าพวกเขามีพรสวรรค์แค่ไหน” อีทึกคลายยิ้มเย็นบนใบหน้า ก่อนจะต้องหัวเราะออกมาเมื่อได้ฟังประโยคที่หลุดออกมาจากปากของใครบางคน ..ประโยคที่ไม่คิดว่าจะออกมาจากปากเรียวของคนคนนั้น
แต่ถึงอย่างนั้น..อีทึกก็ทำได้แค่มองแบบนี้ ไม่ว่าจะเค้าหรือฮีชอลก็ไม่มี ‘สิทธิ์’ ที่จะตอบโต้อะไรอยู่แล้ว...
นั่นสินะ..
ต่อให้อยากแสดงความคิดเห็นแค่ไหน เห็นด้วยกับแฟนคลับและเอลฟ์มากมายขนาดไหน..ก็ไม่สามารถที่จะเอ่ยปากพูดอะไรออกไป
เพราะนี่คือข้อตกลงระหว่าง...ตัวเค้าและสมาชิกคนอื่นกับสังกัดใหญ่นี้
อีทึกปิดภาพข่าวตรงหน้าที่กำลังเปลี่ยนไปฉายข่าวอื่นๆ เอนหัวตัวเองพิงเข้ากับพนักพิงด้านหลังของเก้าอี้ ปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยใจ “นายคงกำลัง...ร้องไห้อยู่ในใจสินะ” เสียงทุ้มหวานพึมพำเบาๆ ราวกับว่ามันไม่อยากจะหลุดออกมาจากปากของคนพูด
พวกเรา..จะต้องเสียน้ำตาอีกเท่าไหร่กันนะ?
หรือ...ตลอดไปเลยเชียว
- - -
“กลับมาแล้ว” เสียงหวานเอ่ยเนืองๆ บอกคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคอมเครื่องโปรด ใบหน้าเนียนของอีทึกหันมาก่อนจะยิ้มให้อีกคนที่เพิ่งกลับมาถึง..รอยยิ้มอ่อนโยนอย่างเคย ที่อยู่กันสองคน
ฮีชอลเดินมานั่งลงกับโซฟา ก่อนจะเอนตัวลงนอนราบไป ปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ใช่..เค้าเหนื่อย เหนื่อยกับอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เท้าเรียวของอีทึกเดินเข้าไปหาร่างเพรียวบางที่นอนหลับตา มือเรียวทาบลงบนหน้าผากเนียนของคนที่นอนอยู่ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีวี่แววว่าฮีชอลจะลืมตาขึ้นมามองตอบเค้า มีแต่มือเรียวเล็กของอีกฝ่ายที่ยกขึ้นมาจับมือของอีทึก ก่อนจะดึงรั้งคนที่ยืนอยู่ให้นั่งลงเคียงข้าง แล้วซุกหน้าลงกับเอวของอีกฝ่าย
ดูก็รู้ว่ากำลังมีอะไรอยู่ในใจขนาดไหน...
อีทึกยกยิ้มบางๆกับท่าทีของอีกฝ่าย มือเรียวยกขึ้นลูบเบาๆบนกลุ่มผมเนียนไม่ได้พูดหรือเอ่ยอะไร แต่ก็รู้ดีว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนตัวเล็กบอบบางตรงหน้า
นัยน์ตาเรียวของอีทึกสั่นไหวอย่างห้ามไม่ได้ ถึงจะพยายามกลั้นหยดน้ำตาที่คลออยู่ให้ไหลกลับเข้าไปในดวงตาก็เถอะ
“เป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น” เงียบอยู่นาน จนคนที่กอดเอวเค้าเอาไว้ในที่แรกขยับตัวออกห่าง อีทึกถึงได้เอ่ยปากพูดคำแรก ตั้งแต่คนบอบบางคนนี้เข้ามาในห้อง ร่างบางส่งยิ้มให้ ก่อนจะดึงให้อีทึกขึ้นมานั่งที่โซฟาด้านข้าง เอนตัวเองพิงไหล่กว้างของอีกฝ่าย หลบตาก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่กำลังจับมือของอีทึกอยู่ นัยน์ตาเรียวสดใสขึ้นมา เมื่อเห็นว่านิ้วที่เคยว่างของอีกคน..กลับมีแหวน... แหวนที่เป็นคู่กับของเค้าสวมอยู่ที่นิ้วนางด้านซ้าย
“เปล่า...วันนี้เจอเฮนรี่ที่บริษัท” บอกเสียงเบา แต่ใบหน้าเนียนแย้มรอยยิ้มสดใส จับมือของอีทึกขึ้นมาอย่างเด็กๆ ที่ดีใจเมื่อเห็นของสำคัญของตัวเองอยู่กับอีกคน..คนที่รัก
“เฮนรี่? เด็กนั่นนะเหรอ?” อีทึกทวนคำของฮีชอล สายตาเรียวมองคนตรงหน้าที่ก้มลงสนใจกับแหวนที่อยู่ในนิ้วนางของเค้า และแหวนที่คล้องอยู่กับสร้อยเงินเส้นบางบนคอของตัวเอง
“อื้อ วันนี้ก็ไปซ้อมอีกตามเคย ไม่รู้หมอนั่น..จะขยันอะไรนักหนา” บ่นเบาๆ กับใบหน้าเนียนที่ชอบใช้เวลาที่อยู่กับพวกน้องๆ ใบหน้าที่ใครหลายคนมองว่าน่ากลัว...แต่สำหรับเค้า...มันน่าแกล้งซะนี่
“...” เงียบไม่ตอบ อีทึกเพียงแค่ไม่อยากจะเอ่ยปากอะไรกับเรื่องของเด็กคนนั้นก็เท่านั้น
เพราะถ้าอีทึกมองไม่ผิด.. เฮนรี่ เองก็มองฮีชอลแบบเดียว..กับที่ปาร์คจองซูคนนี้มองเหมือนกัน แล้วยิ่งคนข้างตัวเกิดนึกเอ็นดูเด็กบ้านั่นขึ้นมาขนาดนี้..มีเหรอที่อีทึกจะทำตัวเฉยแล้วยิ้มให้ได้อย่างปกติ
“อีทึก..ถ้าวันหนึ่ง..ซูปเปอร์จูเนียร์จะมี 14 คนขึ้นมาจริงๆอย่างที่มีคนพูด นายจะรู้สึกยังไง?” ฮีชอลละสายตาจะแหวนในมือของคนข้างตัว ก่อนจะหันมาสบตากับคนถูกถาม ถามตรงๆไม่หลบ..
แวบนึงที่เห็นแววตาของอีทึกสั่นไหว ..คงไม่แปลกที่จะเกิดอาการแบบนั้น
ต่อให้เป็นเค้าเองก็คง...เป็นเหมือนที่อีทึกเป็นตอนนี้ ใบหน้าเนียนของลีดเดอร์เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากเรียวเอือนเอ่ยประโยคถามกลับเบาๆ ประโยคที่ตอบไม่ตรงคำถาม “ทำไมพูดแบบนั้น”
ฮีชอลระบายยิ้มอ่อนๆบนใบหน้าหวานของตัวเอง ก่อนจะส่ายหัวไปมาเบาๆ เป็นคำตอบ
“เปล่า..ก็แค่ถามดู” อีทึกมองคนสวยของตัวอย่างงงๆ ยอมรับว่าบางที..เค้าก็อ่านใจคิมฮีชอลไม่ออก ไม่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังทำอะไรอยู่ รู้แต่..ตอนนี้เจ้าตัวคงกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ ยกมือเรียวผลักหัวคนตอบเบาๆ ฮีชอลหน้ายู่ก่อนจะทิ้งตัวเองลงนอนตักของอีทึก
ใบหน้าเนียนยิ้มเหมือนเคย แต่อีทึกเองก็พอรู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปจากคนตรงหน้า
อาจจะเป็น..นัยน์ตาล่ะมั้ง?
แต่ถึงอย่างนั้นเค้าก็คงไม่มีสิทธิ์ที่จะถามอะไรคนสวย เพราะเรื่องแบบนี้คงมีบ้างที่ใครต่อใครอยากจะเก็บอะไรเอาไว้ในใจคนเดียว ถึงเค้ากับฮีชอลจะรักกัน จะคบกันมากกว่าคำว่าเพื่อนก็เถอะ แต่บางทีจะให้คอยถามเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันจากคนรัก..บางทีมันก็อาจจะดูมากเกินไป เหมือนที่ฮีชอลเองก็รู้ดีว่าเค้าเองมีอะไรปิดบังร่างบางอยู่
แต่ถึงอย่างนั้นคิมฮีชอลก็ไม่เคยคิดจะเอ่ยปากถาม ปล่อย..ปล่อยให้เค้าเลือกที่จะปิดหรือบอกก็แล้วแต่ความต้องการของเค้า
นี่สินะ..ความเชื่อใจที่ฮีชอลมีให้ แตกต่างจากการคบกันของคนอื่น คู่อื่นๆ..เพราะเราเชื่อใจในตัวของอีกฝ่าย ไม่จำเป็นที่จะต้องคอยระแวงว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ต้องกลัวว่า...ความสัมพันธ์ของเราจะเปลี่ยนไป เป็นแบบนี้มานาน...จนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
“หิวมั้ย? เดี๋ยวชั้นจะต้องออกไปจัดรายการต่อ...อยู่คนเดียวได้รึเปล่า?” อีทึกเกลี่ยเส้นผมบางที่ปรกลงมาบดบังใบหน้าเนียน แล้วกระซิบถามร่างบางอย่างเคย ก่อนจะกดจูบเบาๆลงกับริมฝีปากเนียนสวย แล้วผละออก.. ฮีชอลเบือนหน้าลบสายตาของอีทึก ก่อนจะตอบกลับมาเสียงเบา...”อืม...อยู่ได้”
คนตัวโตถอนหายใจกับสภาพของคนตรงหน้า
ทั้งที่บอกว่าอยู่ได้แต่... สภาพแบบนี้นะเหรอ? แล้วเค้าจะปล่อยให้ฮีชอลอยู่คนเดียวได้ยังไงกัน?
“จะไม่บอกว่าเป็นอะไรก็ได้ ...แต่...ไปอยู่กับฮันเถอะนะ ห้องข้างๆเอง อย่าอยู่คนเดียวเลย ...แต่ถ้านายอยากนอนก็แล้วแต่นาย” บอกฮีชอล ก่อนจะดึงคนตัวเล็กให้ลุกขึ้น ฮีชอลฝืนตัวเล็กน้อย เพราะไม่อยากออกไปไหนและ..ยังคิดไม่ตกว่าจะบอกอีทึกดีรึเปล่า? กับเรื่องที่ได้ยินมาในวันนี้...
“ชั้น..อยากอยู่ที่ห้อง..คนเดียว” ดึงมือเรียวของตัวเองออกจากการเกาะกุมของร่างสูง อีทึกพยักหน้ารับกับอาการของอีกฝ่าย ถึงจะดึงมือออกแต่กลับทำหน้าเหมือนลังเลอะไรสักอย่าง
“งั้น...”
“ทึกกี้รีบไปรีบกลับก็พอ...ชั้นไม่เป็นอะไร แค่เหนื่อยเฉยๆ” พูดขัดคำพูดที่จะออกมาจากปากเรียวของอีทึก เด็กหนุ่มอายุมากกว่าเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะพยักหน้าลงเล็กน้อยเป็นการตอบรับ แล้วเดินนำฮีชอลออกไปที่ประตู
“ถ้า..มีอะไร โทรมาหาชั้นนะ” หลีกเลี่ยงคำที่จะเป็นการคาดคั้นเรื่องบางเรื่องที่อยากรู้จากคนตัวเล็ก ฮีชอลยิ้มรับอย่างเคย มือเรียวยกขึ้นจัดเสื้อให้อีทึก คนตัวสูงลูบผมเนียนของฮีชอลอย่างอ่อนโยน...
แวบหนึ่งที่เค้าเห็นสายตาเรียวสวยนั่นสั่นไหวเหมือนกำลัง...จะร้องไห้ แต่มันก็แค่แวบเดียวเท่านั้น.. อีทึกบอกตัวเองว่าตาฝาดไป ..เพราะไม่อยากจะทำท่าทางเป็นห่วงจนเกินเหตุ
“ไปได้แล้ว...ฮยอกแจเดินมาแล้ว” ฮีชอลเงยหน้าบอกอีทึกเสียงเบา มือเรียวสวยดันหลังของอีทึกออกน้อยๆ
หากแต่ทันทีที่อีทึกก้าวเดินออกไป มือเรียวสวยนั่นกลับทำท่าเหมือนดึงรั้งเสื้อสีขาวที่อีกฝ่ายใส่ให้กลับมาอยู่ที่เดิมอีกครั้ง
อยากให้อยู่ด้วย...มากกว่าที่จะให้ไป
แต่คิมฮีชอลพูดไม่ได้...
หัวเราะเสียงเบากับตัวเอง เงยหน้าไปมองคนอีกสองคนที่หันมาทางเค้า มือเรียวยกขึ้นทำท่าโบกมือนิดๆ ให้อีกสองคนยิ้มรับว่า..คนสวยไม่ได้เป็นอะไร เพียงแค่นั้นทั้งอีทึกและฮยอกแจก็หันกลับ เดินตามผู้จัดการลงไป ทิ้งร่างบางให้ยืนอยู่กับความเงียบ
ราวกับว่าเป็น....เพื่อนกันในตอนนี้
ฮีชอลยกมือขึ้นจับใส่ที่ใส่แหวนคู่เหมือนกับอีทึก หลับตาลงเหมือนต้องการหยุดพัก ก่อนจะระบายยิ้มขึ้นมา...เพียงแค่จับ ก็รู้สึกเหมือนอีทึก..อยู่เคียงข้างตลอด
ใบหน้าหวานหันกลับก่อนจะพาตัวเองเดินเข้าไปในห้อง....ห้องของเค้ากับคนที่เค้ารัก
..ห้องของนางฟ้ากับปีศาจ ที่เหมือนจะไม่มีวันลงเอยกันได้ หากแต่ในความเป็นจริง..มันเป็นเรื่องที่แปลกไปจากที่ใครหลายคนคิด
เพราะ...ปีศาจตนนี้ อ่อนแอจนต้องอยู่เคียงข้างและเดินไปกับนางฟ้าตลอดเวลา...
เท้าเรียวพาร่างบอบบางของฮีชอลผ่านห้องนั่งเล่นที่เงียบเหงา เนื่องจากไม่มีคนอยู่ และตอนนี้สมาชิกที่เหลือทั้งหมด..ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกคน แยกย้ายกันไป แม้บางครั้งที่จะกลับมาคุยกันเล่นกันในห้องรวม แต่ตอนนี้ห้องนี้มัน..ว่างเปล่า ฮีชอลทิ้งตัวเองลงบนเตียงสีขาวที่เคยตกลงกับอีทึกเอาไว้...
“ชั้น..จะทำยังไงดี..อีทึก?” เสียงหวานขาดเป็นช่วงๆ เพราะคนพูดกลั้นเสียงสะอื้น ที่เหมือนจะหลุดออกมาได้อย่างง่ายๆ หยดน้ำตาสีใสไหลอาบแก้มเนียน..
มีคนบอกว่า..ถ้าไม่เคยร้องไห้...จิตใจจะเย็นชา
แล้วสำหรับคิมฮีชอลคนนี้ล่ะ?
...คนที่ไม่เคยร้องไห้มาตั้งแต่ก้าวเข้ามาอยู่กับสมาชิกคนอื่นๆ
..จะเจ็บแค่ไหนกันนะ?... ไม่ใช่ไม่อยากร้อง..แต่ร้องไม่ได้ ..เพราะคิมฮีชอลจะอ่อนแอไม่ได้ ตราบใดที่น้องๆทุกคนยังไม่อาจยืนหยัดต่อสู่กับบรรดาแอนตี้และเรื่องแย่ๆทั้งหลาย และเค้าจะต้องอยู่เคียงข้างกับลีดเดอร์อย่างอีทึกตลอดไป ทั้งที่จริงแล้ว...หัวใจของคิมฮีชอลร้องไห้มาตลอดเวลา
แต่ถึงอย่างนั้น...ก็ยังมีคนๆหนึ่งที่รู้ว่าตอนนี้หัวใจของเค้าบอบช้ำแค่ไหน...ปาร์คจองซู และสุดท้ายเค้าก็ร้องไห้ทุกครั้งที่มีอีทึกอยู่เคียงข้าง...
จะผิดมั้ย?...ถ้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะเลือกให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกัน ..ให้อีทึกกับผมได้อยู่ด้วยกัน
ถ้าเลือกได้..คงไม่มีใครอยากจะให้เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นมาหรอกใช่มั้ย?
ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตู ดังพอที่จะเรียกสติของคนที่นั่งเหม่ออยู่บนเตียงอย่างฮีชอลให้กลับมาได้ ใบหน้าเนียนเปื้อนหยดน้ำตา ฮีชอลหยดมือเรียวขึ้นเช็ดมันออกอย่างลวกๆเหมือนไม่สนใจว่าจะเจ็บมากแค่ไหน เพราะข้างในมันเจ็บจนช้าไปแล้ว…
เท้าเรียวของคนบอบบางเดินผ่านห้องนั่งเล่นรวม นัยน์ตาเรียวสวยหันมองนาฬิกาข้างฝา ...ห้าทุ่มกว่า...
คิ้วเรียวยกขึ้นเล็กน้อย เพราะมันไม่ใช่เวลาที่อีทึกจะกลับมา...แต่ถึงอย่างนั้นฮีชอลก็ยังคิดว่าเป็นรุ่นน้องคนอื่นๆที่พักอยู่ข้างๆ อย่างพวกทงแฮ หรือ ฮันฮยอง
ตาเรียวมองผู้มาหาผ่านจอมอนิเตอร์เครื่องเล็ก ก่อนจะที่จะเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิม...
ประตูห้องถูกเปิดออกช้าๆ ปรากฏกายของเจ้าของห้อง ริมฝีปากเรียวสวยยิ้มจางๆให้คนมาหา ก่อนจะหลีกทางให้อีกฝ่ายก้าวเข้ามาในห้อง
“มีอะไรหึ? ถึงมาหามืดค่ำแบบนี้” ถามออกไป ก่อนจะย้ายตัวเองไปที่ห้องครัว เพื่อหาน้ำให้กับแขก
“เอ่อ...ไม่ต้องหรอกฮะ ผมมีเรื่องอยากคุยกับพี่” แต่ไม่ทันที่เท้าเรียวจะก้าวออกจากห้องนั่งเล่น เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มก็เรียกให้คนหน้าสวยเค้นยิ้มอย่างเคย ก่อนจะหันกลับไปมองเด็กหนุ่มคนพูด
“นั่งสิ” พูดเชิญอีกฝ่าย แล้วย้ายตัวเองมานั่งที่โซฟาตรงข้ามกับที่เด็กหนุ่มนั่ง ฮีชอลมองใบหน้าเนียนตรงหน้า ..ดูก็รู้ว่าร้องไห้มา.. เพราะขอบตาแดง หากแต่มันไม่ได้เกิดเพราะอากาศข้างนอกแน่ๆ
“ผม...”
“ช่างเถอะ... เฮนรี่...” เสียงหวานขัดทันทีที่เห็นใบหน้าเนียนของเด็กหนุ่มอึกอักเกินกว่าที่จะพูดอะไรออกมา ...เพราะเพียงแค่ฮีชอลเห็นหน้าเฮนรี่...ก็พอที่จะเดาอะไรออกหมดแล้ว
“ขอโทษครับ...ผมคงทำให้พวกพี่เหนื่อยใจ...” เฮนรี่ก้มหน้าลงมองมือเรียวของตัวเองที่จับกันอยู่ ไม่กล้าสบตากับคนสวย เพราะรู้ดีว่าเรื่องแย่ๆทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะใคร...ถ้าไม่ใช่ตัวเค้า ฮีชอลถอนหายใจกับท่าทางของน้อง
“นายไม่ได้ผิดหรอก.. นาย...ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย” บอกเสียงเบา แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าเนียนก็ยังคงยิ้มอยู่ ยิ้มที่คนมองก็บอกไม่ถูกว่าคนตรงหน้ารู้สึกยังไง
“อย่าคิดมากไปเลย.. นายเองก็โดนหนักเหมือนกันนี่ ต้องขอโทษด้วยนะที่เอลฟ์ทำอะไรแบบนั้น”
“แต่..”
“เฮนรี่...พี่ว่านายควรจะกลับได้แล้ว..ผู้จัดการรออยู่ข้างนอกนั่นไม่ใช่เหรอ อย่าให้พวกเค้าคอยนานเลย” ฮีชอลตัดบท ก่อนจะเอ่ยคำพูดเปรยยิ้มๆ ประโยคที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย แต่สำหรับเฮนรี่...เด็กหนุ่มรู้ดีว่าคนพูดกำลังบอกอะไร
“ขอโทษครับ...ผม..” เฮนรี่พูดเงยหน้ามองฮีชอลไม่หลบ เมื่อครู่ถ้าจำไม่ผิด คนสวยคนนี้ไม่ได้สนใจเลยว่ามีใครมากับเค้ารึเปล่า? ..เพราะคนที่พาเค้ามาให้เค้าเข้ามาคุยกับฮีชอลแค่สองคน ทั้งที่เค้าไม่อยากจะคุยก็เถอะ แต่กลายเป็นว่า..พี่ฮีชอลรู้
“บอกเค้าว่า..ชั้นยังไม่ได้พูดอะไรกับคนอื่นๆ หรือแม้แต่อีทึก” ฮีชอลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาเรียวมองสบตาเด็กหนุ่มไม่หลบ... นัยน์ตาเรียวสั่นไหว แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความแข็งเหมือนนิสัยของเจ้าตัว เฮนรี่ยิ้มรับกับคำพูดและท่าทางของฮีชอล “..ขอโทษนะครับ.. ฝากบอกพี่อีทึกด้วย”
“หึ...” เสียงหวานหัวเราะห้วนๆ เบือนสายตามองไปทางอื่น.. ที่ไม่ใช่หน้าของน้องชายคนนี้
“ขอโทษที่มารบกวนตอนดึกครับ” คำพูดพร้อมมารยาทงามที่เด็กหนุ่มแสดงออก ทำให้คนอย่างคิมฮีชอลต้องหันกลับมามอง ยิ้มจางๆปรากฏบนใบหน้า นัยน์ตาเรียวสวยกระตุกน้อยๆเมื่อเห็นหยดน้ำสีใสไหลออกจากด้วยตาของเด็กหนุ่ม
แต่...คิมฮีชอลก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้
ใช่..ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่ใช่ว่าไม่สางสาร
...แต่ตอนนี้เค้ากำลังสงสารตัวเองมากกว่า
เพราะคนที่อยากร้องไห้ ไม่ใช่แค่เฮนรี่ แต่เป็นตัวเค้า...เป็นคิมฮีชอลคนนี้
“อืม ไม่ส่งนะ” บอกรับคำ มือเรียวจับไหล่กว้างของเด็กหนุ่มก่อนจะบีบลงเบาๆ แล้วย้ายตัวเองไปที่ห้องนอน ไม่แม้แต่จะหันมามองว่า..เฮนรี่จะเดินออกไปเมื่อไหร่ ...ไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
เด็กหนุ่มมองร่างบอบบางเดินผ่านไป ทั้งที่อยากจะเอือมมือเรียวออกไปดึงเข้ามากอด เหมือน..ที่เคยเห็นพี่อีทึกทำ ...แต่ก็นั่นแหละ ...เพราะพี่อีทึกทำไงล่ะ ถึงทำได้แค่ยืนมองห่างๆแบบนี้ เฮนรี่เค้นยิ้มให้กับตัวเองนิดๆ ทั้งที่หยดน้ำตายังคงไหลลงมาจากดวงตาคู่สวย...แต่ก็คงไม่เท่าความรู้สึกที่อยากจะเป็นคนดูแลร่างบอบบางเมื่อครู่มากกว่า ...เจ็บที่ตัวเอง ...มาช้าเกินไป
“รีบกลับมาสิครับ...พี่อีทึก กลับมาเช็ดน้ำตาให้พี่ฮีชอลเร็วๆ” พึมพำเบาๆ พร้อมกับเท้าที่ก้าวเดินออกจากห้องไปที่ประตู ร่างบางของเด็กหนุ่มออกไปช้าๆพร้อมกับบานประตูที่ถูกปิดลงอย่างเรียบร้อย เหมือนตอนที่มันยังไม่ได้ถูกเปิด
“เป็นไงบ้าง” เสียงทุ้มห้าวดังขึ้น ทันทีที่ประตูปิดลง บ่งบอกได้ดีว่าคนพูดต้องการคำตอบอย่างเร็วที่สุด
“พี่เค้า...ยังไม่ได้พูดอะไรกับใครเลยครับ” เด็กหนุ่มยิ้มอ่อนๆ ตอบกลับไป
“งั้นเหรอ ...ถ้างั้นก็คงต้องใช้วิธีนั้น” ประโยคคำพูด ที่พูดราวกับว่าเป็นคำพูดธรรมดา..แต่สำหรับคนฟัง ..เฮนรี่เพียงแค่ชักสีหน้าแวบนึง ก่อนจะคลายออกเหมือนเดิม นัยน์ตาเรียวแดงกล่ำเพราะอารมณ์โกรธ แต่ถึงอย่างนั้น...ก็ทำได้แค่นี้
“ไปกันได้แล้ว..เฮนรี่” ชายหนุ่มมีอายุ เอ่ยทำลายความเงียบ ลากเท้าตัวเองเดินกลับออกไปพร้อมกับสมองที่กำลังใช้ความคิด เด็กหนุ่มแทบอยากจะหันกลับไปที่ประตูบ้านเก่า..อยากจะเข้าไปพูดให้รู้เรื่อง...ว่าเค้า...ไม่ต้องการ!
“ทำไม...ถึงอยากได้ผมขนาดนั้น?” เท้าเรียวของคนถูกถามหยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมาพบใบหน้าเนียนเรียวของเด็กหนุ่มเชื้อสาย จีน – แคนาดา ที่มีความพร้อมหลายด้าน
“ชั้นว่าชั้นคุยเรื่องนี้กับ...ครอบครัวและผู้จัดการของนายแล้ว” ชายหนุ่มมีอายุตอบกลับอย่างไม่สนใจว่าคำพูดที่พูดออกมา จะทำให้อารมณ์ของเด็กหนุ่มพุ่งสูงขึ้นหรือไม่ พูดจบก็สาวเท้าเดินออกไปทันที
เฮนรี่เม้มปากแน่น มือเรียวกำเข้าหากันจนแทบเห็นข้อเลือดที่บริเวณฝ่ามือด้านใน “คุณไม่คิดว่านี่จะทำร้ายพวกพี่ฮีชอลเหรอ? ..ไม่คิดว่านี่คือฝันร้ายของพวกเค้าบางรึไง?!” ตะโกนถามออกไป ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มกลับเอาแต่เดินนำออกไป ราวกับว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงแค่เสียงลมพัด
สุดท้ายเฮนรี่เลยทำได้เพียง...ก้มหน้ามองพื้นพึมพำกับตัวเอง “ทั้งที่คุณเองก็รู้ดีว่าอะไร..สมควร ..ไม่สมควรอย่างนั้นนะเหรอ”
ถ้าทำได้ผมเองก็ไม่อยากให้ใครมาเสียความรู้สึกกับเรื่องแบบนี้ ...เสียน้ำตากับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
โดยเฉพาะถ้าคนๆนั้น...เป็นพี่ฮีชอล ...ผมไม่อยากให้พี่เค้าร้องไห้ และได้ชื่อว่าเป็นคนทำลายวงที่เค้าสร้างขึ้นมาด้วยตัวของเค้าเอง
วงล้อของชะตากรรม ..จะเดินไปยังไง ..พวกเราก็ไม่มีทางขัดขว้างหรือพยายามสวนทางกลับได้เลย...
ก๊อก...ก๊อก
ประตูหน้าห้องนอนถูกเคาะขึ้นเบาๆ หลังจากที่อีทึกพาตัวเองกลับมาที่ห้องเมื่อเสร็จจากการจัดรายการวิทยุเมื่อครู่ กับน้องอีกไม่กี่คนที่ขอตามมานั่งคุยกันเหมือนเคยก่อน อย่างพวกฮยอกแจ ซองมิน ทงแฮ รยออุค และคยูฮยอน เด็กหนุ่มที่เหลือย้ายตัวเองมายืนอยู่ด้านหลังของลีดเดอร์อย่างอีทึก
เพราะตั้งแต่ย้ายห้อง ..ก็ไม่ได้มานั่งคุยหรือเจอหน้ากันแบบแต่ก่อน ยิ่งกับพี่ฮีชอลยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเจ้าตัวไม่ได้พักอยู่หอเดียวกับพวกเค้ามาก่อน ..พูดง่ายๆอยากจะเข้าไปนั่งเล่นในห้องของเจ้าหญิงต่างหาก
“ฮีชอล...หลับรึเปล่า?” มือเรียวเคาะประตูอีกสองสามที พร้อมกับน้ำเสียงที่แสดงความห่วงใยอย่างชัดเจน จนพวกลิงที่เหลืออดที่จะยิ้มกับท่าทางของพี่อีทึกไม่ได้
“..อืม..แปปนะ....อีทึก” เสียงหวานตอบกลับมา แต่กลับเรียกให้หัวคิ้วของคนที่รอคำตอบอยู่หมุนขึ้นมาอย่างแปลกใจได้ ...เพราะมันดูยังไงก็รู้ว่าคนข้างใน..กลั้นสะอื้น
อีทึกหันมองหน้าของบรรดาสมาชิกคนอื่นๆ ทุกคนกำลังคุยกันอยู่จนลืมสังเกตถึงเสียงที่ตอบกลับมา อีทึกถอนหายใจอย่างโล่งอก ..เพราะเค้าเองก็ไม่อยากให้พวกน้องๆต้องเป็นห่วงพี่ใหญ่อย่างเค้ากับฮีชอล
“พี่ว่าพวกนายไปนอนเถอะ ...ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีก” อีทึกเอ่ยปากเรียกให้หลายคนที่กำลังคุยกันต้องหันกลับมามอง ทงแฮอ้าปากจะค้านแต่พอเห็นสายตาของร่างสูงเลยได้แต่ปิดปากเงียบ แล้วยอมทำตามที่ลีดเดอร์สั่ง
“แต่..ผมอยากเจอพี่ฮีชอล”
“พรุ่งนี้ก็ได้... อย่าดื้อนักสิทงแฮ...ฮีชอลต้องทำงานแต่เช้า นายคงไม่อยากเห็นสภาพแย่ๆของพี่หรอกใช่มั้ย?” ถามเสียงเบา แต่กลับหนักแน่นจนคนฟังไม่สามารถที่จะเอ่ยอะไรโต้แย้งได้ นัยน์ตาเรียวสวยที่เคยยิ้มอ่อนโยนยังไงก็ยังคงยิ้มอ่อนโยนให้กลับน้องเช่นเคย ทงแฮมองใบหน้าเนียนของอีทึกสลับกับประตูห้องของฮีชอล ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ หากแต่ไม่ทันที่ทงแฮจะเดินกลับออกไปเสียงหวานก็เรียกให้เด็กหนุ่มหันกลับมาอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าเนียนขาวคลายยิ้ม จนอีทึกต้องส่ายหัวกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า “อ้าว? พวกนายมีอะไรกัน ทำไมยังไม่กลับไปนอนกันอีก” เสียงหวานเอ่ยถาม เช่นเดียวกับคิ้วเรียวที่ยกขึ้นสูงอย่างแปลกใจ ก่อนจะยิ้มรับกับเด็กหนุ่มหน้าหวานที่เดินเข้ามาหาทันที แวบหนึ่งที่อีทึกเห็นว่านัยน์ตาเรียวสวยสั่นไหว เหมือนกำลังกังวลกับอะไรสักอย่าง
“จะไปนอนแล้วฮะ แต่แวะมาหาพี่ก่อน” ทงแฮตอบรับคนถาม สายตาเรียวมองผ่านเข้าไปในห้องนอนของลีดเดอร์กับคนสวย เหมือนเคย..ห้องที่ไม่ได้ต่างไปจากพวกเค้าสักเท่าไหร่ ..เตียงสีขาวและสีแดงวางขนานกันห่างเพียงแค่ช่วงก้าวของปลายเท้า รอบห้องถูกจัดโซนเอาไว้อย่างดี สีขาว...กับสีแดง ถึงจะมองดูแปลก แต่ในความรู้สึกลึกๆก็มีบางอย่างที่ทงแฮอธิบายไม่ถูก คิ้วเล็กเลยได้แต่ผูกกันเป็นปม
“ทำไม..ห้องของพวกพี่ถึงไม่เป็นสีชมพูล่ะฮะ” ลีซองมินที่ยืนดูภายในห้องกับทงแฮและคนอื่นๆ เอ่ยปากเป็นคนแรก หลังจากที่รู้สึกแปลกๆกับสิ่งตรงหน้า ความต่างของสี..ที่น่าจะลงเอยกันได้ดี
“นั่นสิฮะ..สีขาวของพี่อีทึก กับสีแดงของพี่ฮีชอล” รยออุคพยักหน้าเห็นด้วยสนับสนุนคำพูดของเพื่อนสนิทอย่างซองมิน เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ฮีชอลเพียงแค่ยิ้มจางๆ ใบหน้าเนียนเบือนหนีสายตาของอีทึก ที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยอะไรอีก... เพราะสายตาของอีทึกไม่เคยปิดบังอะไรเลยสักนิด
อีทึกสับสนกับท่าทีของฮีชอล ที่เจ้าตัวแสดงออกหลังจากที่เดินออกมาจากห้อง มองก็รู้ว่ากำลังพยายามหลบสายตาของเค้าอย่างเห็นได้ชัด อาจเพราะ...เค้ามองออกว่าคนสวยร้องไห้ก็ได้ล่ะมั้ง?
“นี่...พี่ว่าพวกนายกลับกันได้แล้วนะ ดึกแล้วอย่าลืมว่าพรุ่งนี้มีงานสิ ไปได้แล้วฮยอกแจ ทงแฮ” ฮีชอลละสายตาจากผ้าม่านที่ติดอยู่ด้านข้างของห้อง ผ้าม่าน...ที่ถูกแบ่งออกเป็นสีขาวและสีแดง... หันกลับมาพูดกับน้องคนอื่นด้วยรอยยิ้มอ่อนๆอย่างเคย หากแต่แววตาเรียวสวยนั่น กลับสั่นไหว ถ้าเพียงแค่น้องๆสังเกต อีทึกพยักหน้าเห็นด้วยกับฮีชอล
ร่างสูงเดินมายืนเคียงข้างของร่างบาง มือเรียวบีบไหล่เรียวเล็กน้อย ฮีชอลส่ายหัวไปมา เหมือนจะบอกว่าไม่เป็นอะไร ก่อนจะส่งยิ้มให้กับทุกคน แล้วเดินพาน้องคนอื่นๆไปส่งที่หน้าห้อง อีทึกเดินทิ้งท้ายให้คนสวยไปพร้อมกับพวกน้องๆ ส่วนตัวเองหยุดยืนคุยกับฮยอกแจที่ยังคงมองภายในห้องอยู่
“มีอะไรรึเปล่าฮยอกแจ?” เสียงทุ้มหวานเอ่ยถามเด็กหนุ่ม คนถูกถามสะดุ้งน้อยๆ ดึงตัวเองหลุดออกจากภวังค์ ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าของอีทึกสลับกับห้องของคนทั้งคู่ แล้วปิดประตูลงเบาๆ
“เปล่าครับ...” ตอบเสียงเบา เหลือบมองคนตรงหน้า ดูก็รู้...ว่าทำไมถึงอยากให้พวกเค้ากลับห้องกันเร็วๆ บรรยากาศในห้องนี้..
ทั้งที่ดูอบอุ่น หากแต่แฝงความเจ็บปวดเอาไว้
“กลับดีๆนะ เจอกันพรุ่งนี้” เสียงหวานบอกลาน้องคนอื่นๆ มือเรียวปิดประตูลงก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะเกิด เท้าเรียวพาตัวเองเดินผ่านคนตัวสูงที่ยืนพิงฝาผนังด้านข้างอยู่โดยไม่คิดจะหันกลับไปมอง หากแต่ข้อมือเรียวสวยกับถูกชุดเอาไว้ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะเดินผ่านอีทึกไป
ใบหน้าเนียนหวาน หันกลับมามอง ทั้งที่ปกติคนสวยจะวีนใส่ แต่คราวนี้ฮีชอลกลับเพียงแค่ยืนนิ่งๆ....ให้อีทึกดึงข้อมือเรียวของตัวเองเข้าไปในห้อง
ร่างสูงทิ้งตัวเองลงบนเตียงสีขาวของตัวเอง ก่อนจะฉุดให้คนที่ยืนทำหน้านิ่งๆ แต่แววตากลับสั่นไหวคนนั้นนั่งลงมาด้วยอีกคน มือเรียวโอบกอดคนบอบบางให้ชิดตัวเอง ไม่นานหนักอีทึกก็รับรู้ถึงสัมผัสชื้นๆที่หยดลงบนมือของเค้า ...หยดน้ำตา …
คนตัวเล็กกลั้นเสียงสะอื้นจนตัวโยน สั่น..สั่นจนน่ากลัว แต่อีทึกกลับไม่พูดอะไรนอกจากดึงและรั้งอ้อมกอดให้แน่นขึ้นไปอีก
ขอบคุณ..ที่อย่างน้อยพระเจ้าก็ยังให้เค้ากลับมาดูแลคนๆนี้
โชคดีที่วันนี้ ทางห้องอัดไม่คิดชวนไปหาอะไรดื่มกันอีก ไม่งั้น..ไม่รู้ว่าฮีชอลจะเป็นยังไง
“เป็นอะไร?” เสียงทุ้มถามร่างบาง อ้อมกอดยังคงไม่คลายออก
“ชั้น..ชั้น..ทำไม่ได้!...ขอโทษนะอีทึก..ขอโทษ!!!” ร่างบางเงยหน้าหันกลับมามองสบตาเรียวไม่หลบ ริมฝีปากเนียนพึมพำคำพูด ที่ฟังยังไงก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังขอโทษเรื่องอะไร? และทำอะไรไม่ได้?
“ฮีชอล...เกิดอะไรขึ้น? วันนี้ไปเจออะไรมาใช่มั้ย” ร่างสูงพยายามกลั้นเสียงของตัวเองให้คงตัวเหมือนเดิม รางสังหรณ์กำลังบอกเค้า..ว่าสิ่งที่ฮีชอลจะพูด มันจะทำให้หยดน้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเค้าแน่ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น...เค้าก็ปล่อยให้คนบอบบางคนนี้รับอะไรคนเดียวไม่ได้แน่ๆ เพียงแค่เห็นแววตาเรียวสวยนั่นสั่นไหว อีทึกก็มองออกว่าฮีชอลไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ให้เค้าฟัง ..ไม่อยากให้เค้ารับรู้เรื่องนี้ “บอกมาเถอะ...เรา...จะได้ช่วยกันแก้ไขมัน”
ฮีชอลเม้มปากแน่ จนแทบเป็นเส้นตรง กลั้นเสียงสะอื้น....แต่หยดน้ำตาก็ยังคงไหลลงมาไม่ขาดสาย
แบบนี้...ท่าทางแบบนี้ทำให้อีทึกเจ็บกว่ารอยเท่า
“ชั้น...ขอโทษที่ทำอะไรไม่ได้....อึก...พวกเค้า..ยืนยันคำเดิม!..ขอโทษนะ..อี..ทึก “ เสียงพูดขาดหาย ไปพร้อมกับใบหน้าเนียนที่ฝังตัวลงกับมือเรียวสวย อีทึกเบิกตากว้างด้วยความตกใจ..ถึงเค้าจะเห็นฮีชอลร้องไห้ แต่มันก็ไม่ใช่แบบนี้
“ฮีชอล...”
“นายคงไม่โกรธใช่มั้ย?...ถ้าชั้น...จะยอมรับเด็กคนนั้น” สุดท้ายฮีชอลก็ต้องพูด...ใบหน้าเนียนสวย ขาวซีดลงเรื่อยๆ เมื่อเอ่ยประโยคที่ไม่คิดจะออกมาจากปากเรียวของตัวเอง สบตาคนฟังไม่หลบ
..ยอมรับว่า..ตอนนี้คิมฮีชอลกำลัง ‘กลัว’ ..กลัวว่าคำพูดนี้จะทำร้าย ทำลายพวกเค้าทุกคน แต่..จะให้เค้าพูดมันออกไปโดยไม่บอกอีทึก..มันก็คงดูแย่เกินไป
อีทึกนั่งนิ่ง เฉย...เฉยซะจนน่ากลัว มือเรียวจับมือของอีทึกเบาๆ ราวกับอยากให้ความอบอุ่นนี้ผ่านไปที่มือของอีทึกบ้าง ไม่มีคำพูดหลุดออจากปากเรียวสวยอีทึก...
ฮีชอลได้แต่นั่งเงียบ รู้สึกผิดกับคำพูดของตัวเอง...มือเรียวยกขึ้นจับใบหน้าของอีทึกเบาๆ เรียกสติของอีทึกกลับมา ร่างสูงมองคนสวยที่นั่งตัวสั่นอยู่ตรงหน้า ก่อนจะค่อยๆแย้มรอยยิ้ม...รอยยิ้มที่อ่อนโยนอย่างเคย ฮีชอลยิ้มรับ สายตาเรียวเห็นหยดน้ำใสใสไหลออกมาจากดวงตาเนียนสวยคู่นั้น ไม่มีการสั่นสะอื้น ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าอีทึกกำลังร้องไห้ นอกจากหยดน้ำที่ไหลลงมาจากดวงตาที่บ่งบอกว่าคนคนนี้กำลังร้องไห้
..ฮีชอลเคยเห็นเวลาที่คนร้องไห้บ่อยๆ
แต่การร้องไห้ครั้งนี้...ต่างหากที่ทำให้ร่างบางต้องกอดตัวเองแน่นขึ้น ที่อีทึกร้องโดยไม่มีเสียง ไม่มีอาการอะไรนั่น.... จะมีคนรู้บ้างมั้ย? ว่านั่น...คือน้ำตาที่เจ็บปวดที่สุดของชีวิต
“ไม่เป็นไร..ไม่เป็นไรฮีชอล..ไม่เป็นไรนะ” ใช่ ..ไม่เป็นไร ..พูดคำเดียวแต่ปลอบทั้งตัวเค้าเองและปลอบคนตรงหน้า.. มือเรียวของอีทึกยกขึ้นลูบกลุ่มผมเนียนเบาๆ คนตัวเล็กยิ่งกอดตัวเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ... จนสุดท้ายอีทึกเลยต้องดึงฮีชอลเข้ามากอด เพราะเล็บเนียนเอาแต่จิกลงกับฝ่ามือด้านในจนซึมเลือด
“ชั้น...ชั้นกลัว...จะทำยังไงดี?...อีทึก...นายไม่โกรธใช่มั้ย?” เสียงหวานสั่นจนเห็นได้ชัด อีทึกฝังหน้าตัวเองลงกับกลุ่มผมเนียนบาง กระชับอ้มกอดให้แน่ขึ้น แล้วพึมพำเบาๆ..”เค้า..บังคับนายใช่มั้ย?”
ร่างบางส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ จะให้บอกยังไง? ว่าถ้าเค้าไม่ตอบหรือไม่ออกมาพูด...ซูปเปอร์จูเนียร์จะจบลง ..ตัวเค้าเองมันก็ไม่เท่าไหร่ แค่ออกไปรับงานอื่น..หรือฟอร์มวงใหม่มันก็จบ ..แต่สำหรับคนอื่นล่ะ? จะให้เค้าทิ้งน้องๆที่สู้ด้วยกันมาตลอดโดยไม่ทำอะไรเลยนะเหรอ.. จะให้เค้าทิ้งอีทึก..เอาไว้แบบนี้งั้นเหรอ?!!! ต่อให้ตาย คิมฮีชอลก็ไม่มีวันทำ!!!
“อย่าโกหก..”
“แค่นายไม่โกรธ..แล้วพวกเรายังอยู่ด้วยกัน...เท่านั้นก็พอ” ฮีชอลบอกเสียงเบา ราวกับกระซิบ อีทึกจึงได้แต่กอดกระชับให้แน่นขึ้น เค้าอยากส่งผ่านความอบอุ่นให้มากที่สุด ให้รู้ว่าฮีชอลไม่ได้อยู่คนเดียว
“ชั้น...ไม่ได้รังเกียจอะไรเด็กนั่น..เอ็นดูเหมือนกับนาย แต่...ยังเองก็กลัวเหมือนกันนะฮีชอล กลัวว่าสักวัน..เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ถึงตอนนั้น..ชั้นก็คงเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่มีวันเอื้อมมือไปถึงตัวนาย” คำพูดธรรมดาๆ แต่กลับเรียกสีชมพูระเรื่อขึ้นบนใบหน้าคนฟังได้ง่ายๆ
“อีกอย่าง...พวกน้องๆ ชั้นอยากให้พวกเราอยู่ด้วยกันเหมือนที่เคยอยู่ มีชั้น มีนาย มีน้องๆ..แล้วมีเอลฟ์ของพวกเรา” ฮีชอลพยักหน้ารับ..ใช่ เค้าเองก็หวังแบบนี้มาตลอด ฝันแบบนี้มาตลอด จนทนอยู่กับวงที่มีสมาชิกเยอะแบบนี้ ทนกับเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้น..ที่มันทำให้รู้ว่าพวกเรารักกันแค่ไหน
“แล้ว...พวกเราจะเป็นยังไงต่อไป”
“บางที...นี่อาจจะเป็นบทสอบของพวกเรา ...หรือมันอาจจะเป็นแค่ฝันร้ายก็ได้....อย่างน้อยถ้าพวกเราอยู่ด้วยกัน เข้าใจกันแบบนี้..ชั้นว่ามันก็ทำลายพวกเราไม่ได้หรอกฮีชอล“อีทึกกระซิบข้างหูของร่างบาง
“เราจะอยู่ด้วยกัน...ตลอดไป” ฮีชอลกระซิบกลับที่หูของร่างสูง อีทึกระบายยิ้มบนใบหน้ามือเรียวยกขึ้นเช็ดหยดน้ำตาที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าหวานเนียน
- - -
คิมฮีชอล,แสดงท่าทีถึงการยอมรับให้เพิ่มเฮนรี่เข้าสู่ Super Junior.
‘SM Entertainment ได้แสดงออกว่าพวกเค้ามีแผนการที่จะเพิ่มเฮนรี่,ซึ่งเป็นผู้ที่เล่นไวโอลินในเพลง Don't Don เข้าเป็นสมาชิกคนที่ 14. ซึ่งการตัดสินใจนี้ได้สร้างความโกรธเคืองให้กับแฟนเพลงของ Super Junior เป็นอย่างมาก และพวกเค้าจึงได้ทำการประท้วงคัดค้านขึ้นมา. ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นนั้น,สมาชิกวง Super Junior คิมฮีชอล ได้แสดงท่าทีว่า "เค้านั้นไม่ได้คัดค้านต่อการเพิ่มเฮนรี่เข้ามาใน SJ."
ในการสนทนาครั้งล่าสุดกับคิมฮีชอลเกี่ยวกับสมาชิกคนที่ 14 , ฮีชอลกล่าวว่า, "เฮนรี่นั้นเป็นคนที่ดีมาก และเค้าก็เป็นคนที่สำคัญกับการแสดงเพลง Don't Don ด้วย. ผมรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนสมาชิกอยู่เหมือนกัน,แต่ไม่มีสมาชิกดั้งเดิมของเราต้องออกไป. จริงๆแล้วพวกเราจะเพิ่มสมาชิกคนใหม่ต่างหาก และผมเห็นด้วยในจุดนั้น. ในการโชว์บางครั้ง ฮันเกิงและเฮนรี่ไม่สามารถจะขึ้นแสดงด้วยได้ และนั่นทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยจะสะดวกนัก. ถ้าหากว่าเฮนรี่เข้ามาร่วมกับพวกเรา, Super Junior จะได้โชว์การแสดงที่ดีขึ้นไปอีก และแฟนๆจะต้องชอบมัน."
นี่เป็นครั้งแรกที่สมาชิกของ Super Junior ได้พูดถึงประเด็นของสมาชิกคนที่ 14 ในที่สาธารณะ.’
“ทำดีที่สุดแล้วฮีชอล” เสียงพูดพึมพำกับตัวเอง หลังจากที่อีทึกเปิดอ่านข่าวจากเวบไซต์หนึ่งที่รู้มาจากฮีชอลว่า เจ้าตัวจะไปให้สัมภาษณ์ในวันนี้เพราะทางนั้นกับสังกัดคุยกันเอาไว้แล้ว มือเรียวคลิกผ่านรูปภาพที่ทางเวบเอาลง รูปของคนรักของเค้ากับเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่า หากแต่มากไปด้วยความสามารถ
รอยยิ้มจางๆฉายขึ้นบนใบหน้าของอีทึก ก่อนที่เจ้าตัวจะปิดหน้าต่างนั้นแล้วไปดูข่าวอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยิ้ม...ยิ้มทั้งที่มีน้ำตาคลออยู่ในดวงตาคู่สวย
‘แต่ไม่มีสมาชิกดั้งเดิมของเราต้องออกไป’ ขอบคุณมากฮีชอล... อย่างน้อยนายก็สู้จนถึงที่สุดเลยงั้นสินะ...ขอบคุณสำหรับความเข้มแข็งที่มอบให้กับพวกเรา
“พี่อีทึกครับ..ผู้จัดการมารับแล้ว” ฮยอกแจเดินมาเรียก..พี่ใหญ่ที่นั่งเล่นคอมรอเวลาที่ผู้จัดการจะมารับ ใบหน้าเนียนของอีทึกหันกลับไปพยักหน้ารับ แล้วยิ้มให้จางๆ ก่อนจะหันกลับไปจัดการกับเครื่องคอมตรงหน้า มือเรียวยกขึ้นปาดหยดน้ำตาลวกๆ
‘เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป’ เสียงหวานของฮีชอลดังขึ้นมาโสตประสาท อีทึกยิ้มจางๆอย่างเคย ก่อนจะหันกลับไปมองน้องๆแต่ละคน...ที่กำลังมองมาที่เค้า..มาที่ลีดเดอร์ที่คอยดูแลทุกคนตลอดมา
“ไปกันเถอะ ฮยอกแจ...” พูดจบก็บอกลาคนอื่น เดินนำไปที่ประตูห้อง เท้าเรียวชะงักค้างก่อนจะก้าวออกไปกับคำที่ได้ยินตามมา
“พี่อีทึก...พวกเรา..เชื่อในการตัดสินใจของพี่กับ..พี่ฮีชอล”
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...พวกเราจะเดินไปพร้อมกับพวกพี่ครับ” อีทึกหันกลับมามองเด็กหนุ่มแต่ละคน ก่อนจะยิ้มให้อย่างเคย รอยยิ้มที่อบอุ่นเสมอไม่ว่าจะกับใคร...โดยเฉพาะสมาชิกทุกคนในวง “เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป…ฮีชอลบอกพี่แบบนี้”
“และพี่...ก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน” พูดทิ้งท้ายแล้วเดินออกไปพร้อมกับฮยอกแจ...
- - -
“ซองมิน..อ่านอะไรอยู่?” เสียงหวานของทงแฮที่เดินเข้ามาหาซองมินในห้องของพี่ฮีชอล เรียกให้คนหน้าหวานต้องหันกลับไปมอง
“อ่าน..เรื่องของพี่อีทึกกับฮยอกแจ” หันกลับมาบอก ทงแฮขมวดคิ้วน้อยๆ
“อะไรบางล่ะซองมิน..ขอดูด้วยสิ” พูดจบก็เลื่อนตัวเองเข้าไปอ่านกับเพื่อสนิท นัยน์ตาเรียวสวยสั่นไหวน้อยๆทันทีที่เห็นหัวข้อของข่าว ..ก่อนจะต้องคลายยิ้มออกมาในที่สุด
อีทึกและฮยอกแจยอมรับการเพิ่มสมาชิกคนที่ 14
อีทึกกล่าวว่า SUJU พวกเค้านั้นไม่ต้องการจะเป็นวงที่มีโอกาสแค่ครั้งเดียวแล้วก็แยกวงกันไปเหมือนไอด้อลในอีต, พวกเค้าอยากจะมีอยู่ตลอดไป และอีทึกก็บอกอีกว่า ไม่เหมือนกับวงไอด้อลในอดีตที่แยกวงกันไปแล้ว, ไม่ใช่ตัวผม, แต่เป็นคนอื่นที่สามารถแทนที่ผม และแทนที่คนอื่นๆได้ ดังนั้นพวกเค้าก็จะสามารถอยู่ได้ 'ตลอดไป'
จากนั้นทึกก็บอกว่าทีแรกนั้นเค้าไม่เชื่อในความนิรันดร์, แล้วจากนั้นเค้าก็ได้ทำการพูดเปรียบเทียบเกี่ยวกับข่าวแล้วก็บอกว่า "คุณไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณจะขึ้นสู่จุดสูงสุด หรือเมื่อไหร่ที่คุณจะตกลงมา, SUJU นั้นจะต้องเจอกับทั้งช่วงที่ขึ้นและลง. ถ้าหากว่า super junior สามารถจะลองทำในสิ่งใหม่ๆที่จะเพิ่มความรักจากแฟนๆได้มากขึ้น, แบบนั้นแล้ว super junior ก็จะลองทำในสิ่งนั้น."
ฮยอกแจบอกว่า
"เมื่อตอนที่พวกเราออกซิงเกิ้ล U, kyu เข้ามาและก็มีเสียงต่อต้านอยู่มากเช่นกัน, แต่ตอนนี้หลายคนรักเค้า. ดังนั้นพวกเราควรจะ "เข้าใจ" ว่าการที่เฮนรี่เข้ามานั้นหมายถึงว่า super junior จะสามารถเติบโตขึ้นไปได้อีก "
"ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีแต่คำวิจารณ์ที่เต็มไปด้วยความเสียใจและความเจ็บปวด (เกี่ยวกับเรื่องเพิ่มสมาชิก). ได้โปรดเข้าใจว่าเป็นการพยายามที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเราดีขึ้นจากการเพิ่มเฮนรี่เข้ามา"
และอีทึกก็พูดเปรียบเทียบขึ้นมาอีกครั้ง
"ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะเจ็บปวด,แต่ถ้าหากว่าเราทำการ"ผ่าตัด"ซะตั้งแต่ตอนนี้, จากนั้นพวกเราก็จะสบายไปอีกถึง 20 ปี, แต่มันก็เหมือนว่า ถ้าหากว่าเราเจ็บ และเราไม่ทำการ "ผ่าตัด" ในตอนนี้ มันก็แค่เป็นเพราะว่าเราไม่อยากเจ็บปวดมากขึ้นอีก "
Super Junior อยากจะเป็นวงที่ทั้งพ่อแม่แล้วก็ลูกๆของพวกเค้าสามารถจะรักได้ทั้งหมด.
“ชั้นเชื่อ..ในคำพูดของพวกพี่” ซองมินบอกเสียงสั่น...รู้ว่าตัวเองต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวแน่ๆ
แต่มัน..ก็คือหยดน้ำตาที่ออกมาจากจิตใจ เพราะความดีใจ
พี่อีทึก...พี่ฮีชอล ..สู้จนวินาทีสุดท้าย และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดและสื่อได้ว่าพวกพี่เค้า..รักพวกเราขนาดไหนต่างหาก
“พวกเรารักกันขนาดนี้...ไม่ว่าใครก็ทำลายพวกเราไม่ได้” ทงแฮกอดซองมินแน่ ก่อนจะปล่อยให้หยดน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มเนียนเช่นเดียวกับเพื่อนอีกคน
“ใช่..ไม่ว่าใครก็ทำลาย..ซูปเปอร์จูเนียร์ไม่ได้”
- - -





มาเม้นแปะไว้ก่อน เด๋วมาอ่านที่หลังคร้า สู้ๆนะงี๊
#1 By .ยัยหนูนามิ← ★ on 2007-11-17 14:42