[SF] willing Love
posted on 08 Feb 2008 10:38 by femodos in ShortFic
[SF] willing Love
Title : Willing Love [Real form MKMF]
Pairing : Park Jungsoo x Kim Heechul
Author : FeMoDoS [ปอนด์]
Note : อยากบอกว่างาน MKMF ทำให้เจ๊ปอนด์เป็นบ้า!!!.... หลังจากนั่งดูแฟนแคมจนเจออะไรที่เกี่ยวกับทึกซิน ฟิคเรื่องนี้เลยออกมาแบบนี้แหละ เจ๊เองก็ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป็นยังไง…เพราะงั้นก็ช่วยอ่านกันเพื่อความสนุกนะ
เพื่อความสมจริง ...โปรดหาไฟล์ที่เกี่ยวกับทึกซินในงาน MKMF มาดู ^-^
ยังไงก็ฝากฟิคป่วนๆเรื่องนี้ไว้ด้วยนะจ๊ะ
สำหรับแฟนแคม...ถ้าว่างเจ๊จะหามาให้นะ
>>>> http://www.youtube.com/watch?v=pVBUfPuhCgc <<<< รักทึกซินจิ้ม!
- - -
บางครั้ง...ก็รู้สึกน้อยใจกับหลายๆอย่าง
ที่พวกเรา...ไม่อาจแสดงออกไปให้ใครต่อใครเห็นได้....
...แม้สักนิดเดียว....
รอยยิ้มจางๆระบายบนใบหน้าเนียนสวย ขาวใส หากแต่ที่ไร้สีเลือดฝาด
ทั้งที่มองยังไงก็รู้ว่า...เจ้าตัวเหนื่อยและฝืนเกินกว่าจะส่งยิ้มให้ใครต่อใคร
แต่ถึงอย่างนั้นร่างเพรียวบางก็ยังคงส่งรอยยิ้มหวานบนใบหน้าให้ตลอด
ไม่ว่าจะกับผู้คนมากมายที่แห่กันมาให้กำลังใจ หรือนักข่าวที่กำลังส่องกล้องดิจิตอลราคาแพงมา
เพื่อบันทึกรายละเอียดของบรรดาศิลปินชื่อดังอย่างผม....คิมฮีชอล!!
หนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของวงบอยแบรนด์...ซูปเปอร์จูเนียร์...!
ใบหน้าเนียนคลายยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเบือนหน้าหลบใช้หลังกว้างของสมาชิกสักคนที่อยู่ด้านข้างเป็นเกาะกำบัง ให้ตัวเองได้พักเหนื่อยและหลับตาลง
พักสายตากับแสงแฟลชมากมายที่เจ้าของพวกมันพยายามอย่างมากที่จะเก็บรูปของศิลปินกลุ่มชื่อดังยอดนิยมให้ได้มากที่สุด
“ไหวรึเปล่าฮะ?” เสียงหวานใส คุ้นเคยของเด็กหนุ่มหน้าหวานอีกคนในวงที่เลื่อนตัวเองมายืนเคียงข้างของผม
ให้ดูเหมือนพวกเราไม่ได้กำลังหลบกล้องอยู่ เอ่ยถามออกมาอย่างเป็นห่วง ...รยออุค.....
“อืม แค่แสบตาเฉยๆ พวกนั้นจะถ่ายกันอีกนานแค่ไหนเนี้ย!” ผมกระพริบตาเล็กน้อย แล้วหันมาส่งยิ้มหวานให้กับสมาชิกรุ่นน้องในวงที่ยืนอยู่เคียงข้าง
รยออุคหัวเราะน้อยๆกับท่าทางของพี่ชายคนสวยที่ดูเหมือนจะหงุดหงิดมากกว่าตอนที่ออกมาจากบ้านด้วยซ้ำ
แต่ถึงจะบ่นอย่างนั้น ใบหน้าเนียนก็ยังคงแย้มยิ้มตลอดเวลา รยออุคเบือนหน้ากลับหันไปสนใจเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง ก่อนจะเลื่อนตัวเข้าไปหา...
“แล้วนายล่ะ คยู...ไหวรึเปล่า” คำถามเดินแต่เปลี่ยนไปถามอีกคนที่ยืนเงียบๆมาตลอดขึ้นเวที
เด็กหนุ่มร่างสูงคลายยิ้มก่อนจะดึงคนตัวเล็กบอบบางเข้าใกล้ๆ มือเรียวโอบล้อมเอวบางไว้ จนคนถูกกอดหน้าขึ้นสีระเรื่อ
ฮีชอลมองภาพสวีทของเด็กหนุ่มสองคนตรงหน้า ปากเรียวแย้มรอยยิ้ม...เอ็นดูในสายตาของตัวเอง
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งล่ะนะ...ผมเลยเยื่อนมือเรียวของผมออกไป ก่อนจะทาบลงบนใบหน้าเนียนของคยูฮยอน เหมือนรู้..คยูฮยอนเองก็ยิ้มรับการกระทำของผม
รยออุคมองผมกับคนรักของตัวเอง ก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ สุดท้ายผมเลยต้องปล่อยเด็กบ้าที่รู้ทันผมให้กลับไปอยู่กับแฟนตัวเอง
ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปมองเหล่าบรรดาแฟนคลับเบื้องหน้า ที่กำลังปรบมือแสดงความพอใจกับรางวัลที่พวกเค้าได้รับ หากแต่สายตาเรียวสวยกลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาพตรงหน้าเหมือนใบหน้าเนียน นัยน์ตาเรียวกลับเหลือบมองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม...อีทึก
อยากจะเดินเข้าไปหา...หลังจากที่เห็นภาพบาดตาบาดใจของคู่รักรุ่นน้องอย่างรยออุคกับคยูฮยอนแล้ว
แต่คิมฮีชอลก็ทำไม่ได้อยู่ดี..นอกจากจะเหลือบมองเหมือนกับมองผ่านๆเท่าที่ทำได้
แล้วเมื่อไหร่กล้องบ้านี่มันจะเลิกตามถ่ายผมสักทีกันนะ!!?
ผมอยากจะเข้าไปหาอีทึก!! รู้บ้างมั้ยเนี้ย...ถ่ายตลอดเวลาแบบนี้ผมก็เข้าไปไม่ได้เลยสิ..ให้ตายเถอะ!!!
แต่ก็นะ....จะโทษใครได้อีกกันล่ะ?
ในเมื่อผมกับเค้า...ไม่ได้เป็นคู่ที่อยู่ในใจของพวกแฟนคลับขนาดนั้นนี่!
อะไรก็คังทึก...คังทึกอย่างนู้น...คังทึกอย่างนี้!
แล้วทึกซินนะมันจะมีค่าอะไรล่ะ? ในเมื่อแต่ละคนมองว่าผม...กับตานางฟ้าปีกหักนั่นเป็นแค่เพื่อนกัน!
ชิ..! ใช่สิ...เพื่อนกัน ไม่ว่าจะแสดงอะไรออกไป ก็เห็นแค่...เพื่อนสาวสองคนเค้าเล่นด้วยกันก็เท่านั้น!
…
ฮีชอลพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่...ทันทีที่ก้าวเท้าลงมาจากเวที MKMF ในปี 2007 ครั้งนี้...
ทำไมกันนะ? ผมถึงไม่รู้สึกสนุกหรือ ดีใจที่ได้รับรางวัลอะไรแบนี้ เหมือนที่เคยได้ในปีก่อนเลยกันนะ? หรือเพราะว่า...ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์อะไรแบบนั้นกันแน่
“เป็นอะไร?” เสียงทุ้มเอ่ยถามทันทีที่เค้าสามารถเดินมาอยู่เคียงข้างผมได้ เหอะ...คงจะมีแต่ตอนเดินลงจากเวทีเท่านั้นล่ะมั่ง? ที่ผมกับเค้าจะมากระซิบกระซากอะไรแบบนี้ได้ เพราะบรรดาช่างกล้องหรือนักข่าวเค้าจะจับภาพของพวกเราไม่ทัน
“เปล่า” ผมตอบกลับไปห้วนๆ
ก่อนจะรีบหันหน้าหนีไปอีกทาง ไม่ให้อีทึกทันสังเกตว่าผมกำลังหงุดหงิดเรื่องอะไร
มือเรียวของอีทึกข้างที่ถือถ้วยรางวัล ส่งถ้วยในมือให้กับเด็กหนุ่มด้านข้างอย่างฮยอกแจ ก่อนจะเอื้อมมาโอบล้อมเอวของผมเอาไว้....
“นายจะบ้าเหรอ? กล้องถ่ายอยู่ไม่เห็นรึไง? เดี๋ยวรูปก็หลุดออกไปอีกหรอก” ผมเลื่อนมือเรียวของตัวเองออกไปดันมือของอีทึกออก แต่ตาบ้านั่นไม่รู้จะกอดให้แน่นขึ้นทำไมกัน...มันทำให้ผมกับเค้าอยู่ใกล้กันเรื่อยๆ โชคดีว่าด้านข้างยังมีซีวอนกับฮันคยองบังผมอยู่ ไม่งั้น....
คราวนี้ผมกับอีทึกได้ถูกสั่งห้ามเข้าใกล้กันแน่ๆ!!!
ถ้าเกิดพวกนักข่าวถ่ายรูปคู่ของผมกับอีทึกได้ มีหวังคงได้โพสกันในแฟนไซต์สะนั่นหวั่นไหว
แค่ครั้งก่อนที่ไปออกคอนด้วยกันแล้วบังเอิญ..สบตากันเล็กน้อย ยังมีรูปหลุดออกไปเกลื่อนเลย จนสุดท้ายสังกัดเลยต้องออกคำสั่งลงมาให้ผมกับเค้าไปไหนมาไหนด้วยกันไม่ได้!
“ไปหาที่เงียบๆกัน” อีทึกบอกเสียงเบาข้างหูของผม โชคดีว่าในนี้มันมืดไม่งั้น...นักข่าวหรือพวกน้องคงได้เห็นว่าหน้าผมแดงเป็นลูกตำลึงแน่ๆ
ผมก้มหน้า แสร้งทำเป็นเดินเข้าไปหาฮันคยองที่ถูกไอ้สิงโตพยุงอยู่ด้านข้าง...แต่เพียงแค่กำลังจะเดินผ่านเข้าไปในประตูทางเข้า...ผมก็ถูกมือเรียวของอีทึกดึงเอาไว้แล้วลากออกไปอีกทางแทน ถ้าให้เดาหมอนี่..คงบอกมิสเตอร์อีว่าไปห้องน้ำแน่ๆ
ผมเดินตามอีทึกมาที่ห้องพักของพวกเรา อีทึกเปิดประตูเข้าไปก่อนจะดึงให้ผมเดินเข้าไปตาม แล้วตัวเองก็ปิดประตูลง มือเรียวของอีทึกปล่อยผมให้เป็นอิสระ ก่อนที่ตัวเองจะเดินเจ้าไปหาอะไรสักอย่างจากโต๊ะแต่งหน้า
ผมมองคนรักของตัวเองหาของอะไรอยู่ แล้วค่อยย้ายตัวเองไปที่โซฟาที่มุมห้อง ล้มตัวลงนอนอย่างเหนื่อยๆ ก่อนจะหลุดถอนหายใจออกมาอีกไม่ได้ ผมปิดปากเล็กน้อยเมือรู้ว่าตัวเองกำลังจะไอ...
อ่อ...ผมลืมบอกไปใช่มั้ย? ว่าเมื่อคืนผมไม่ค่อยสบายแล้วก็กลับจากงานดึกมากด้วย....ที่สำคัญผมยังไม่บอกอีทึกอีก ว่าตัวเองไม่สบาย...เมื่อเช้าก็ขอยาจากพี่สไตลิสต์มาสองเม็ด เลยพอแก้ขัดไปได้สักพัก
เพราะถ้าหมอนี่รู้ว่าผมไม่สบาย มีหวัง...เค้าคงไม่ให้ผมขึ้นไปรับรางวัลด้วยแน่ ยิ่งต้องร้องเพลงกับคนอื่นๆอีก หมอนี่...บางทีก็ดีนะ แต่บางทีก็เป็นห่วงจนเกินเหตุ... ถึงผมเองจะชอบก็เถอะ
“อ๊ะ..” ผมสะดุ้งลืมตาขึ้นมาอย่างตกใจ เมื่อจู่ๆ...ก็มีอะไรเย็นๆมาจับที่แขนของผม ก่อนที่ผมจะเห็นว่าเป็นมือของอีทึก ผมยิ้มจางๆให้อีทึกเล็กน้อย เพราะสีหน้าของหมอนั่นเองก็งงว่าทำไมจู่ๆผมต้องตกใจอะไรขนาดนั้น
จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง? ก็ผมนะตัวร้อนอยู่เพราะไข้มันกำลังจะกลับ...มาเจอมือเย็นของอีทึก มันก็เหมือนไฟช็อตนะสิ...
ผมลุกขึ้นนั่งก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย ให้อีทึกได้นั่งลงมาด้านข้างได้ เหลือบมองนาฬิกา ถ้าจำไม่ผิดพวกผมสองคนคงออกมาจากงานได้สัก 10 นาทีแล้ว “ไม่กลับไป มิสเตอร์อีจะไม่ว่าเหรอ?” ผมถามอีทึก
แต่อีทึกกลับไม่ตอบ จนผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้อีทึกกำลังคิดอะไรอยู่
“ไม่สบายทำไมไม่บอก” แต่ไม่ทันที่จะได้คิดอะไร คิ้วเรียวที่ผูกเป็นปมของผมก็ต้องคลายออกเมื่อเจอคำถามของอีทึก หัวเราะแห้งให้เป็นคำตอบ
สุดท้าย...ก็ไม่เคยปิดอะไรหมอนี่ได้เลย
“แค่ปวดหัวนิดหน่อยเอง” ผมตอบกลับไปเบาๆ อีทึกขยับตัวให้ผมได้นอนให้สบายขึ้น ส่วนตัวเองลุกไปนั่งลงกับพื้นด้านข้าง ผมไอเบาๆ มองหน้าอีทึกอย่างขอโทษ...ที่ทำให้เค้าเป็นห่วง
ถึงผมจะรู้ว่าเค้าไม่โกรธก็เถอะ....แต่ครั้งนี้ผมก็ทำผิดอีกแล้ว ก็ผมไม่ชอบบอกอะไรกับใครนี่น่าเวลาที่ผมเป็นอะไร....แล้วทุกครั้งอีทึกก็ต้องเหนื่อยเสมอ เวลาที่ผมล้มจริงๆหลังจากที่ผิดบังเค้าเรื่องไม่สบาย
อีทึกไม่ตอบ แต่กลับยิ้มรับคำขอโทษที่ออกจากรอยยิ้มของผม แล้วผมก็เห็นเค้าหันกลับไปจัดการรินน้ำใส่แก้ว...ก่อนจะกันกลับมาพร้อมยาแก้ไข้สองเม็ดส่งให้กับผม ผมรับยามาก่อนที่จะดันตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งโดยมีอีทึกคอยช่วย
“เดี๋ยวชั้นหยอดยาให้นะ” อีทึกปล่อยผมให้นอนราบลงกับโซฟาอีกครั้ง
คำพูดที่ทำให้ผมต้องเบิกตาเป็นคำถามว่าเค้าพูดถึงอะไร อีทึกยิ้มๆก่อนจะหยิบยาหยอดตาที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง..แล้วเดินเข้ามาหา
ผมหัวเราะออกมาอีกครั้ง ไม่คิดว่าเค้าจะสังเกตผมมากขนาดนี้...ถึงขนาดรู้ว่าผมแสบตาเพราะแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป ก่อนจะยอมให้ตาบ้านี่หยอดตาให้อีกครั้ง แล้วปิดเปลือกตาลงช้าๆ
อีทึกนั่งหันหลังชนกับพนักของโซฟาที่ผมนอนอยู่ ผมเลื่อนมือเรียวของตัวเองมาเล่นผมของอีทึก หมอนี่ไม่ว่าอะไรผมหรอก...เพราะเค้าตามใจผมจะตาย
“เดี๋ยวนายต้องออกไปร้องเพลงสินะ...ไหวรึเปล่า” อีทึกถามผมทั้งที่ตัวเค้าเองยังไม่หันหน้ากลับมามอง แต่ผมก็พอรู้ว่าตอนนี้เค้าคงกำลังนั่งหลับตาอยู่...
วันนี้อีทึกท่าจะเหนื่อย...เพราะงั้นผมถึงไม่อยากจะทำตัวเป็นภาระของเค้ายังไงล่ะ
“ไหวอยู่แล้ว...ไม่ต้องห่วงหรอกน่า!” ผมตอบเค้ากลับไป ก่อนจะดันตัวเองขึ้นมาแล้วเอียงหน้าให้ลงไปอยู่ระดับเดียวกับเค้า นัยน์ตาสีน้ำตาลของอีทึกสั่นไหว... ผมเลยได้แต่เลื่อนมือตัวเองไปโอบล้อมรอบคอของเค้า อีทึกระบายยิ้มเล็กน้อยกับท่าทางของผม
เค้ายกมือเรียวของเค้าขึ้นมาแล้วขยีหัวผมเบาๆ เหมือนจะบอกว่า...’เค้าเชื่อ...ในสิ่งที่ผมพูด’
“เดี๋ยวพอนายร้องเสร็จก็ข้ามาพักซะนะ...แล้วรางวัลสุดท้าย ชั้นจะให้นายพูดด้วย เดี๋ยวจะเข้ามารับพอรับรางวัลเสร็จแล้วนะ” อีทึกกระซิบบอกผมข้างหู
ผมอยากรู้นัก...ถ้าเกิดว่าต่อหน้าคนอื่นๆ ต่อหน้าน้องๆ ผมกับเค้าจะทำอะไรแบบนี้มั้ย?
อีทึกคงจะด่าผมว่าผมถามอะไรแปลกๆ...คำตอบมันก็ต้องออกมาว่า ‘ไม่’ อยู่แล้ว...เพราะอะไร? เพราะผมกับเค้าเราทำได้แค่นี้ยังไงล่ะ
“อืม...แล้วจะออกรึยัง เดี๋ยวมิสเตอร์อีก็ว่านายอีก...” ผมถามเค้าเบาๆ อีทึกพยักหน้าน้อยๆ แต่ก่อนทีเค้าจะลุก ผมเลยเอียงคอไปหอมแก้มเค้าทีนึง อีทึกส่ายหน้ายิ้มๆกับความขี้เล่นของผม แต่ถึงอย่างนั้นเค้าก็ไม่เคยว่าอะไร ถ้าเกิดว่าเราจะทำอะไรแบบนี้...เวลาที่อยู่กันสองคน
“ไปเหอะ เดี๋ยวโดนว่า” อีทึกพูดก่อนจะเดินจูงมือผมออกไป แล้วไปส่งที่ห้องแต่งตัวอีกห้อง ก่อนจะขอตัวกลับไปหาคนอื่นๆอย่างเคย
...
ผมเดินลงจากเวทีหลังจากที่ออกไปร้องเพลงเสร็จแล้ว กับบรรดาศิลปินคนอื่นๆที่มาร่วมร้องเพลงด้วยกัน หลายคนเข้ามาทักทายกับผม เพราะพวกเราเคยคุยกันมาก่อนในงานต่างๆ พวกเค้าเป็นพี่...ที่แสนดี
“ไง...ไม่สบายสินะ” เสียงทักทายของคนหลายคน ที่ผมเองก็จำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง เพราะเมื่อครู่ที่ออกไปร้องเล่นเอาปวดหัวมากไม่น้อย
ผมยิ้มรับกับคำของบรรดาพี่ๆ เพราะผมเองก็ฟังออกว่าเสียงของตัวเองมันแปร่งๆ...ถึงบรรดาแฟนคลับจะแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงที่ผิดปกติสำหรับผม แต่สำหรับนักร้องด้วยกัน..เรื่องแค่นี้ ใครก็ฟังออก
“นิดหน่อยฮะ...” ผมตอบกลับไป ก่อนจะจะหันกลับไปคุยกับอีกหลายคน จนสุดท้ายก็มีคนสะกิดให้ผมหันกลับไปเห็นว่ามีคนมารอรับอยู่ ผมยิ้มให้กับคนอื่นๆ ก่อนจะขอปลีกตัวออกมาหาอีทึก
“มานานรึยัง” ถามเค้า แล้วเดินตามอีทึกไปเพราะอีกไม่นานก็ต้องขึ้นไปรับรางวัลอีกรอบ
“อืม...ได้สักพักแล้ว” อีทึกดันผมเข้าไปในห้องแต่งตัวอีกครั้ง เพื่อให้ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ ผมรู้ว่าทำไมเค้าถึงไม่เรียก...เพราะเค้าเห็นว่าผมคุยกับคนอื่นๆอยู่นั่นแหละ เค้าถึงเลือกที่จะยืนคอยมากกว่าจะเค้ามาหา จนพี่ๆต้องบอกว่ามีคนมารอรับ ไม่งั้นป่านนี้อีทึกก็คงยืนคอยอยู่ที่เดิม
ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วค่อยเดินเข้าไปหาอีทึกที่นั่งคอยอยู่กับคนอื่นๆ สงสัยว่าพวกเค้ารับรางวัลกันเสร็จระหว่างที่ผมเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้า และอีทึกก็คงแวบออกไปตอนที่ผมอยู่ในห้อง
ใช่...อีทึกเป็นแบบนี้เสมอ เค้าชอบทำอะไรแบบนี้
“พี่สวยมากเลยฮะ พี่ฮีชอล” ซองมินเดินเข้ามาหาผม ก่อนจะยิ้มหวานให้ ผมยิ้มรับจางๆกับคำพูดของน้อง เหลือบตามองไปทีร่างสูงของอีทึกที่นั่งคุยอยู่กับคังอิน
ชินแล้วล่ะ...เพราะไม่ว่ายังไง ผมก็เชื่อว่าอีทึก..ไม่เคยโกหก
“นั่นสิ...ทำไมรีบเปลี่ยนชุดนักล่ะ” ฮันคยองที่เดินกระเผลกโดยมีซีวอนขนาบข้างเดินเข้ามาหาผม เค้ายิ้มให้เหมือนเคย ผมช่วยซีวอนพยุงเค้าให้นั่งลงที่โซฟา ฮันคยองได้รับบาดเจ็บตอนที่ไปอัดรายการครั้งล่าสุด
ตอนแรกผมคุยกับอีทึกว่าไม่ให้เค้าขึ้น...แต่สุดท้ายก็ต้องให้ขึ้น เพราะผมไม่อยากให้ฮันคยองรู้สึกแย่ที่เห็นคนอื่นขึ้นส่วนตัวเองได้แต่นั่งมองเหมือนผม
“ไหวเหรอฮัน? นายเจ็บออกขนาดนี้” ผมถามเค้าออกไป ฮันคยองยิ้มก่อนจะเหลือบมองซีวอนที่อยู่ด้านข้าง
“เอาเถอะ..ยังไงนายก็ดูแลให้ดีล่ะซีวอน...หมอนี่มันดื้อจะตาย” ผมถอนหายใจกับท่าทางของฮันและซีวอน ก่อนจะลุกไปหาอีทึกที่นั่งอยู่กับคังอิน แต่ไม่ทันที่จะเดินไปมิสเตอร์อีก็เข้ามาเรียกให้พวกเราออกไปรอรับรางวัลได้แล้ว
เท้าเรียวของคนเป็นสิบเดินออกมาจากห้องพร้อมกับเสียงดังโวยวายตามประสา ก่อนจะเดินเข้าไปสู่ที่นั่งอีกครั้ง ผมเดินตามซองมินเข้าไปนั่งในสุด ....เพราะผมเองก็ไม่ชอบอะไรเด่นๆสักเท่าไหร่...
พวกเรานั่งดูโชว์ของศิลปินกลุ่มอื่นๆที่ขึ้นมาแสดง ผมหันไปคุยกับซองมินและรยออุคที่นั่งด้านข้างบ้าง ด้านหน้าของผมไม่มีคนนั่งเพาะเป็นทางเดิน แต่สายตาของผมก็มองตรงไปทางด้านหน้าอยู่ดีนั่นแหละ...เพราะอีทึก..นั่งหน้ากับคังอินและชินดง
ไม่นานหนักก่อนที่เราจะได้ขึ้นรับรางวัล อีทึกก็ลุกเดินมาหาผม
“ไหวรึเปล่า” เค้ายังถามผมคำเดิม...ผมยิ้มให้เค้าน้อยๆ เหมือนที่เคยทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าผมคิดอะไร มือของผมถึงได้เอื้อมออกไปจับมือเค้าซะอย่างนั้น อีทึกหมุนหัวคิ้วอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมแสดงออก
เค้าก้มตัวลงมาหาผม เพราะเสียงเพลงดังมากเลยไม่ได้ยินว่าผมจะพูดอะไรกับเค้า อีทึกไม่ได้สะบัดมือออก เค้ายังคงปล่อยให้ผมจับมือของเค้าเอาไว้
“อีทึก...เดี๋ยวชั้นจะเอาฮันคยองกับคยูฮยอนไปด้วย ได้มั้ย?” ผมกระซิบถามเค้าแข่งกับเสียงเพลง รยออุคและซองมินไม่ได้สนใจพวกผม สองคนนั้นยังคงสนใจการแสดงบนเวที อีทึกพยักหน้ารับ ก่อนจะหันกลับไปมองหาฮันคยองที่นั่งแถวหลังถัดจากเค้า
“ฮัน...เดี๋ยวออกไปพูดกับฮีชอลนะ” เค้าตะโกนบอกฮันก่อนจะหันกลับมาหาผมอีกรอบ
ผมเลื่อนมือไปจับที่ข้อมือของเค้าผ่านเสื้อแขนยาวที่อีทึกใส่ เค้ายิ้มให้ผมก่อนจะบอกว่าตัวเองจะกลับไปนั่งที่ “เดี๋ยวตอนขึ้นไปยืนข้างชั้นนะ” เค้าบอกผมแบบนี้ แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม
ผมยิ้ม...ยิ้ม...ที่อกมาจากจิตใจของผมจริงๆ
...
ผมไม่รู้หรอกว่า.....เรื่องในวันนี้ ใครจะได้รู้บ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับอีทึก….
ระหว่างเจ้าหญิง....กับนางฟ้าที่ใครหลายคนคิดว่าพวกเราเป็นเพียงแค่เพื่อนกัน
ทั้งที่บางครั้ง...ก็อดน้อยใจไม่ได้...แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เชื่อในหัวใจตัวเอง
ว่าผม...เลือกคนไม่ผิด
หลายครั้งที่ผมเองก็เหนื่อยใจสำหรับคำพูดที่เกิดขึ้นจากแฟนไซต์
ทั้งที่ผมเองก็ทำใจยอมรับ...แต่บางครั้ง....นานเข้า....หัวใจมันก็หล้าแล้วก็....เหนื่อย
เพราะผมเองก็อยากได้...ความรักที่ไม่ต้องปิดบัง
อาจเพราะอย่างนี้ก็ได้มั้ง? ทำให้ผมเอื้อมมือของไปจับกับมือของอีทึก....ทั้งที่รู้ว่ากล้องกำลังถ่ายพวกเราอยู่
แต่จะให้ทำยังไงได้....เรื่องบางเรื่อง สมองก็ตัดสินใจไม่ได้ บังคับไม่ได้ เพราะหัวใจสั่งให้ทำ
เหมือนที่หัวใจสั่งให้ผม....รักกับอีทึกไงล่ะ
บางทีอีทึกเองก็อาจจะเหนื่อยเหมือนกับผม....เค้าถึงไม่ได้ดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของผม
หรือเพราะ..เค้าอาจจะแคร์หัวใจของผมมากกว่า อันนี้ก็คงมีแต่ตัวของอีทึกที่รู้
ผมขึ้นไปรับรางวัลกับน้องๆคนอื่นๆและอีทึก อย่างที่เค้าขอ..ผมยืนอยู่ใกล้เค้ามากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ผมเห็นอีทึกยิ้ม...เค้ายิ้มทั้งดวงตาที่คลอไปดวงหยดน้ำ เพราะเค้ารู้ก็ได้ล่ะมั้ง? ว่าเราจะได้รางวัลนี้ Artist of the Year เค้าถึงบอกให้ผมออกไปพูด รางวัลนี้...รางวัลใหญ่...ใหญ่มาก.....สำหรับพวกศิลปินทุกคน
ผมคิดเองนะ ที่เค้าให้ผมยืนข้างเค้า...เพราะเราสองคนรู้ดีว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ได้มันยากเย็นแค่ไหน...และถ้าเป็นไปได้อีทึกอาจจะอยากจับมือกับผมโดยที่ไม่ต้องกลัวว่ากล้องจะถ่ายก็ได้มั้ง?
เพราะถ้าทำได้ผมเอง...ก็อยากจะทำแบบนั้นเหมือนกัน
แต่ไม่ว่าจะยังไง...
.
.
แค่สิ่งที่อีทึกแสงดออกมาตลอด ก็ยืนยันว่าคิมฮีชอลคนนี้อยู่ในสายตาของเค้าเสมอ แค่นั้นผมก็มีความสุขแล้ว....
- - -
TBC. or The End?
อันนี้ก็ต้องดูเบื้องหลังกันอีกทีนะ ^-^
อืมมม..นานมากเลยนะที่ไม่ได้กลับมาอัพฟิคครั้งนี้
อันที่จริงก็ไม่ได้เรียกว่าอัพเรื่องใหม่หรอกมั้ง? เพราะ..55+ เอาจากบอร์ดมาลงนั่นเอง!
แต่ก็นะ ..เจ๊ปอนด์เอามาลงก่อน (ด้วยความสำนึกผิด - -*) และกำลังพยายามปั่นเรื่องใหม่ให้อยู่ คริคริ ^-^
หวังว่าจะยังติดตามอ่านกันต่อนะจ๊ะ
เรื่อง Still Belive แหะๆ..ขอบอกเลยว่าตอนนี้อยากจะเอามาลงมากๆ แต่..ทำไมได้ TT[]TT
อีกไม่นาน..คงได้อ่านกันแน่ๆ!!
อ่อ..อยากกลับไปดูคอนเอสเจด้วยจังเลย T^T ทำไมน้าาา..ทำไมเจ๊ปอนด์โชคร้ายอย่างนี้!
.
.
วันนี้แวะมาลงแค่นี้ 555+
แล้วเจอกันใหม่นะจ๊ะ บายจ๊ะ
.
.
รักคนอ่านแล้วเม้นท์ทุกคนจ๊ะ
ปล.คอมเม้นท์ยาวได้อ่านฟิคเร็วนะ ฮ่าๆ






สองคนนี้มักทำอะไรดีๆให้กันเสมอ
รักแบบไม่โจ่งแจ้ง มันก็มีดีนะเออ
โจ่งแจ้งเกิน มันน่าหมันเขี้ยวไหมล่ะ
ฮ่าฮ่าฮ่า
#1 By M i N t ' s My SpacE on 2008-02-08 14:04