[Fic] Still Believe - 3
posted on 16 Jul 2009 00:52 by femodos in Fic-Still-Belive
Still believe:
"โบแจ! อ้าว...ยัยบ้านี่มาไงอ่ะแจ?" เสียงของยุนโฮที่เจ้าตัวตะโกนมาก่อนที่ร่างของตัวเองจะตามมา ดวงตาสีนิลยิ้มให้คนที่นั่งคอย ก่อนจะเหลือบไปมองอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้างของแจจุง คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยเป็นเชิงสงสัย ก่อนจะตัดสินใจถาม ...ทั้งที่ก็รู้อยู่แล้ว
ฮีชอลเหรอ? ไม่ได้เจอนานแค่ไหนกันเชียว...บางทีคงมีงานหรือไม่ก็มาซ้อมเต้น
"ใครเป็นยัยบ้าห๊ะ ตาทึ่ม!!ยุนโฮ!"
…แต่ก็นะ...ถึงจะรู้แต่ทำไมเจอกันทุกทีถึงต้องเป็นแบบนี้ตลอดเลยเนีย สงครามกำลังจะเกิดทุกครั้งที่เขาต้องเจอกับฮีชอล...
"เอ่อ...ฮีชอลคนสวยนะเอง ฮะๆ มิน่าคนอะไรดูไงก็สวย"
"เหอะ! เพิ่งเห็นรึไงย่ะ? ฉันสวยมาตั้งนานแล้ว เนอะแจจุง" เสียงหวานแว๊ดขึ้นเบาๆ ก่อนจะยิ้ม ยิ้มที่ยุนโฮเรียกได้คำเดียวว่า...ยิ้มนางพญา!!
"ฮ่าๆ แล้วนี่ทำไงถึงมาที่นี่ได้ล่ะเนี้ย?" พูดก่อนจะล้มตัวลงนอนบนตักของแจจุง นักร้องนำคนสวยที่ทำให้ฮีชอลต้องเขยิบไปนั่งอีกฝั่งของร่างบาง เมื่อไอ้หมีขั้วโลกมันแย่งที่นั่งเขาไปหมด แต่สุดท้ายก็ไม่วายแขวะไอ้ว่าที่ ‘ลูกเขย’…?
"นี่! มานอนตักแจจุงของฉันได้ไง ลุกเดี๋ยวนี้เลยน้า~" เสียงหวานแว๊ดขึ้นมาอีกรอบ ทำให้คนที่นอนหนุนตักอยู่ต้องสะดุ้งขึ้นมา
"ใครเป็นแจจุงของนาย ที่นี่มีแต่แจจุงของฉัน แจจุงของจองยุนโฮเท่านั้น!!" ก่อนจะเกิดสงครามน้ำลายย่อมๆ เพราะต่างฝ่ายก็ไม่ยอมใครเลย
...จะรู้ตัวบ้างมั้ยน่ะ? ทุกครั้งที่นายพูดแบบนี้รู้มั้ยว่าเหมือนนายกำลังกรีดหัวใจคนฟังให้เป็นริ้วๆ…
"เหอะ...ของจองยุนโฮ ฉันจะบอกอะไรให้นะว่า ‘คิมแจจุง’ เป็นของฉันต่างหาก เป็นของคิมฮีชอลรู้ไว้ด้วย นายมันคนนอก!!" เสียงหวานตอบกลับอย่างสุดฤทธิ์
"นายนั่นแหละคนนอก ที่นี่มันทงบังชินกิโว๊ย! ไม่ใช่ซุปเปอร์จูเนียร์ และแจจุงก็ไม่ใช่อีทึก!!" ยุนโฮพูดจบ ก็ต้องวิ่งหนีฝ่ามือพญามารไปรอบห้อง เมื่อฮีชอลเริ่มจะไล่ตีเขา
อาจเพราะทุกครั้ง...มีอีทึกมาห้ามมาปรามตลอดไม่ว่าเมื่อไหร่...ที่ฮีชอลเรียกหาอีทึกจะอยู่ด้วยเสมอ จนยุนโฮอดไม่ได้ที่จะเปรียบอีทึกให้เหมือนกับแจจุง…คนสำคัญสำหรับพวกเขา…
"หยุดเดี๋ยวนี้!!!"
"หยุดให้โง่เหรอ? ยัยบ้า!"
"อ๊ากกกกกก!! ใครบ้า นายแหละตาทึ่ม!!!ยุนโฮ หยุดน้า~ มาให้ฉันเตะซะดีๆ ไอ้หมีขั้วโลก!!" ถึงจะพูดจะตะโกนแบบไหน ส่วนลึกของจิตใจก็ฟ้องออกมาทางสายตาได้ทุกเมื่อ จนคนบ้างคนสังเกตได้…ว่าภายในของคนคนนี้กำลังอ่อนแอเพียงใด…
....แล้วทำไมคนที่อยากให้เข้าใจมากที่สุด...ถึงได้มองผ่านมันไปตลอดเวลากันนะ...
...สำหรับผมแล้ว ถ้าเป็นไปได้การจะรักใครสักคนผมเองก็อยากจะเลือกคนที่เขารักผมเหมือนที่ผมรักเขา แต่เปล่าเลยผมในตอนนี้กลับเดินไปในทางที่ผิด ทั้งที่รู้ว่าความรักที่เกิดขึ้นกับตัวเองมันผิด แต่ผมก็…เลิกไม่ได้...
ไม่ใช่สิ…!
ผมอยากที่จะเลิกรักเหมือนกัน เพราะผมรู้ว่าถ้าเขารู้เรื่องนี้ความสัมพันธ์ที่ผมสร้างมานานเป็นปีๆ มันอาจจะถูกทำลายไปเพียงแค่ช่วงเวลาไม่ถึงนาที ทั้งที่รู้แต่ผมก็อ่อนแอ....
อ่อนแอเกินกว่าที่จะหยุด…รัก!
ร่างสูงของใครบางคนเดินเข้ามาในห้องซ้อมของสมาชิกร่วมค่ายรุ่นพี่อย่างทงบังชินกิ นัยน์ตาสีสวยเหลือบมองหาคนที่กำลังตามหา แต่เมื่อไม่เห็นจึงตัดสินใจเดินไปหาสมาชิกอีกคนของวง หรือนักร้องนำคนสวย
...คิมแจจุง…ที่เจ้าตัวกำลังวุ่นอยู่กับการจัดกระเป๋าจนไม่ทันสังเกตเห็นคนที่ก้าวเข้ามาเกือบจะถึงตัวแล้ว
“สวัสดีแจจุง” พูดอย่างเป็นทางการเล็กน้อย แต่กลับทำให้อีกคนสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันหลังมาด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มให้
อีทึกยิ้มจางตอบเปลี่ยนท่าทีใหม่ เพราะคนพูดด้วยเองก็อายุน้อยกว่าเขาเกือบ 3 ปีด้วยซ้ำ จึงเหมือนรุ่นพี่ที่สนิทกันมากกว่า
“อ้าว...พี่อีทึก สวัสดีฮะ” ร่างบางที่ถูกทักก่อนยิ้มให้เป็นคำตอบก่อนจะเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงข้างกัน แจจุงหันมามองหัวหน้าวงของเพื่อนรุ่นพี่ของตน คิ้วเรียวขมวดขึ้นน้อยๆ ก็คนที่ใจเย็นอย่างอีทึก ที่มีรอยยิ้มจริงใจหรือที่เรียกว่าออกมาจากใจจริงให้กับทุกคนเสมอไม่ว่าเวลาไหน
ทำไมตอนนี้...รอยยิ้มที่ว่านั่นที่แสดงออกมันกลับตรงกันข้าม เหมือนกับเจ้าตัวกำลังฝืนยิ้ม เพียงเพื่อให้คนที่พบเห็นสบายใจ...เท่านั้น
แต่แจจุงเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปพูดอะไรได้ ทำได้เพียงแค่คอยมองคนนู้นคนนี้ เพราะแค่ปัญหาของตัวเองเขาเองยังเอาตัวไม่รอดเลย
“มาหาพี่ฮีชอลเหรอ?” ถามคนที่มาถึงพร้อมรอยยิ้มที่คล้ายกัน อีทึกพยักหน้าเป็นคำตอบ หลุบสายตามองหาร่างบางที่ตัวเองเดินตามหามาตั้งแต่ซ้อมเสร็จ
เมื่อจู่ๆอีกฝ่ายก็หายไปเลย แถมอีซังฮวานก็ยังให้เขามาเดินตามหายัยบ้านี่ เพราะอยากคุยตารางงานเรื่องวันที่เขากับฮีชอลจะต้องไปเป็นพิธีกรด้วยกัน...เรียกว่าเขาเดินตามหาทั้งตึกเลยก็ว่าได้
นี่ถ้าไม่ได้นาราที่บังเอิญไปเจอกันเพราะมีอัดรายการ เขาก็คงไม่รู้หรอกว่าวันนี้ทงบังชินกิมีซ้อม พอรู้เข้าก็แทบจะวิ่งมาเลย สำหรับคิมฮีชอลคนนี้คงไปไหนไม่ได้...ยิ่งโดยเฉพาะถ้ารู้ว่าแจจุงมานะ
ยัยนั่นแทบจะไม่ออกจากห้องไปไหนเลยด้วยซ้ำ…จนเขาต้องมาลากไปทุกที!!
“นี่..ตอนนี้ไปถึงไหนแล้วล่ะฮะ?”
“ห๊ะ!?” อีทึกหันมามองคนถามงงๆ
“ผมถามว่าตอนนี้เอสเจไปถึงไหนแล้ว ได้ข่าวว่างานล้นมือเลยนี่” หน้าตาของอีทึกตอนที่กำลังงงเรียกเสียงหัวเราะจากแจจุงได้อย่างง่ายๆ
“อ๋อ...ก็น่ะเป็นธรรมดานั่นแหละ แต่ชั้นสิรู้สึกอยากจะลาออกจากตำแน่งหัวหน้าวงซะจริงๆ” แจจุงได้ยินก็ต้องหัวเราะออกมาเสียงดัง...ก็คงจริงล่ะนะ ใครบางจะทนได้ถ้าไม่ใช่เขา ต้องมารับมือกับลิงทั้ง 12 ตัวในบ้าน
แล้วยิ่งโดยเฉพาะคนที่เอาแต่ใจมากที่สุดอย่างยัยบ้าฮีชอลนะ...ถ้าเป็นคนอื่นคงลาออกตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะมั้ง?...แต่สำหรับเขาคงไม่ใช่ พูดไปก็ยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว
“พี่อีทึก พี่รู้อะไรมั้ย? พี่บ่นว่าเหนื่อยแต่เวลาที่พูดถึงสมาชิกของพี่…พี่พูดไปยิ้มไปรู้รึเปล่า” แจจุงที่มองอีทึกอยู่นานพูดขึ้นมาลอยๆ ก่อนจะมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบาๆ
…นั่นสินะ ถึงจะบอกว่าเหนื่อย แต่มันก็ทำให้คนอย่างพวกเรายิ้มออก…
“จริงสิ! พี่อีทึก...ทำไมข่าวลือเรื่องที่พี่ฮีชอล...เอ่อ...เรื่อง ’พวกนั้น’ มันถึงได้ออกมาเยอะแบบนี้ล่ะฮะ”
“ข่าวลือ?” คิ้วเรียวขมวดขึ้นน้อยๆเป็นคำถาม
“พี่ไม่รู้เหรอ...เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวลือเรื่องพี่ฮีชอลกับศิลปินต่างค่ายนะ เท่าที่ได้ยินมาคิดว่าน่าจะเป็นผู้ชายด้วยสิ...เขียนว่าพี่ฮีชอลแรงมากเหมือนกันนะ…ว่าแต่ทำไมพี่ถึงไม่รู้ล่ะ”
“ไม่รู้สิ...รู้สึกแต่ว่าฮีชอลโดนเรียกไปพบบ่อยช่วงนี้ แต่ชั้นคิดว่างานเพราะฮันคยองก็บอกว่าแค่เรียกไปเรื่องให้รับงานเพิ่ม” ส่ายหัว ปากเรียวเอ่ยบอกคนข้างตัวตามที่เคยได้ยินมาจากฮันคยอง
“เขาคงไม่อยากบอกพี่ล่ะมั้ง...” พยักหน้ารับรู้ ถ้าเป็นเขาเอง...บางทีก็ไม่อยากบอกยุนโฮหรอกนะ เรื่องแบบนี้...มันทุเรศจะตาย!
“ว่าแต่...เยอะมั้ย” ถามอย่างเป็นห่วง...คนที่โดนเรื่องแบบนี้ก็รู้สึกแย่ไม่น้อย แล้วทำไมฮีชอล?...
“ก็จากที่ฟังพวกพี่ๆวงใน...ก็เยอะนะ น่าจะเป็นพวกแอนตี้ที่สร้างข่าวนะ พี่ฮีชอลเขารู้จักคนนอกมากนี่...มุมกล้องนิดหน่อยก็โดนว่าได้แล้ว”
“อืมม...ชั้นเองก็คิดว่าเป็นแค่เรื่องแต่งนะ อย่างฮีชอลนะเหรอ? จะไปทำอะไรแบบนั้น...ยัยนั่นถือตัวยิ่งกว่าอะไร “ ใช่...เขาเชื่อว่าฮีชอลไม่ทำอะไรแบบนั้น เพราะเขาก็รู้จักฮีชอลดีกว่าคนอื่นกลับบ้านด้วยกันตลอด... แต่ที่ไม่เข้าใจ...ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลย
“ยังไงก็ดูพี่ฮีชอลไว้บ้างนะฮะ...ถ้าเป็นผม มีหวังยุนโฮอาละวาดแน่ๆ” พูดติดตลกขำๆ ไม่ให้อีทึกคิดมากไปด้วยอีกคน
แจจุงและอีทึกนั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนาน ต่างฝ่ายก็มีเรื่องมาเล่ากัน จนอีทึกเกือบจะลืมว่าตัวเองมาทำอะไรที่ห้องของทงบังชินกิแบบนี้ แต่สายตาเรียวก็หันไปเห็นคนที่กำลังตามหาเดินมากับยุนโฮหัวหน้าวงของคนสวยที่นั่งคุยกับเขาอยู่
คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยจนคนที่อยู่ข้างๆสังเกตเห็นและแอบอมยิ้มน้อยๆ แต่สำหรับคนที่กำลังเดินมาคงยากที่จะเห็น
ฮีชอลเดินมาพร้อมกับยุนโฮหลังจากที่ทั้งสองวิ่งไล่กันมานาน ก่อนจะต้องหยุดเพราะฮีชอลวิ่งไปชนกับแชยอนที่บังเอิญมาทำธุระที่บริษัท จนยุนโฮพยุงร่างบางกลับมาเพราะเจ้าตัวบ่นว่า ’เจ็บขา’ ซะอย่างนั้น
แต่ถึงจะบ่นถึงจะเอาแต่ใจแค่ไหนยุนโฮเองก็เต็มใจที่จะทำให้คนคนนี้ เพราะฮีชอลเป็นคนที่ยุนโฮสนิทมากที่สุด ในตอนที่เพิ่มเข้ามาในบริษัทใหม่ๆ ทั้งที่อายุมากกว่าเขาตั้งหลายปีแต่สำหรับคนคนนี้ไม่แม้แต่จะทำตัวให้เหมือนพี่เลยสักนิด
...ถ้าเรียกว่า ‘เพื่อน’ คงจะถูกกว่า…
แถมยังต้องพักอยู่ห้องเดียวกันก่อนที่จะแยกกันไปเดบิวต์ แม้จะเป็นเวลาไม่นานแต่ก็ทำให้เขาได้รู้ว่าคนอย่างคิมฮีชอลเป็นคนที่น่าคบด้วยเป็นที่สุด
...เป็นพี่ชาย ที่อยากจะปกป้องและอยู่ด้วยเสมอ…
รอยยิ้มสดใสของยุนโฮที่มีให้ฮีชอลตลอดทาง ทำให้ความรู้สึกเก่าๆมันกลับคืนมา จนฮีชอลอดที่จะยิ้มรับไม่ได้
...เกือบจะกลับมาเหมือนเดิมแล้วสินะ..พี่ฮีชอล
แต่!...รอยยิ้มที่ว่าที่ยุนโฮพยายามสร้างมาตลอดกลับต้องหายไปตอนที่สายตาหวานหันไปเห็นคนที่กำลังนั่งอยู่ข้างแจจุง คนที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุด...ในตอนนี้
เพียงแค่เห็นก็พลันนึกไปถึงภาพที่ตนเองวิ่งไล่ยุนโฮไป จนเห็นแผ่นหลังของคนคุ้ยเคยยืนอยู่กับคนรัก ‘นารา’ ทำให้เขาเผลอชนเข้ากับแชฮยอนที่เปิดประตูออกมาอีกที เพียงแค่นึกถึงแค่นี้ก็ทำให้หายใจแทบไม่ออกแล้ว...รอยยิ้มอ่อนโยนมีให้กับเธอ...แต่ไม่ใช่สำหรับ...คิมฮีชอลคนนี้
...นั่นสิ ไม่ว่าจะที่ไหนเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ยืนเคียงข้างคนอย่าง...ปาร์ค จองซูเลยสักนิด…
“อ้าว...พี่อีทึกมารับพี่ฮีชอลเหรอ” ยุนโฮถามคนที่นั่งคุยอยู่กับแจจุง
“อื้อ” ตอบด้วยรอยยิ้มซ่อนใบหน้าที่แจจุงเห็นไม่ให้คนที่มาใหม่สองคนได้เห็น พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาเมื่อเห็นว่าร่างบางถูกอีกฝ่ายพยุงมา ความเป็นห่วงก็แล่นเข้ามาทันที
...ก็มันเป็นหน้าที่น่ะสิ!
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเดินแบบนั้นล่ะฮีชอล” น้ำเสียงร้อนรนจนคนถูกถามฉายแววงุนงงทางใบหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งกลับไปเฉยเมยเหมือนเดิม
“อ๋อ ก็หมอนี่วิ่งไล่ชั้นแล้ว…”
“เปล่าไม่มีอะไร นายมาที่ห้องนี้ทำไม” เสียงหวานเรียบขัดขึ้นเบาๆ ทำให้คนที่กำลังพูดชะงักเล็กน้อย แต่แล้วก็ต้องเงียบไปเพราะสายตาของแจจุงที่เดินมาหยุดยืนอยู่ด้านข้าง…
“นายไม่เป็นอะไรแน่น่ะ? อีซังฮวานบอกให้มาเรียกนายไปคุยเรื่องงาน” เสียงของอีทึกยังคงถามร่างบาง ก่อนจะได้รับเพียงแค่การพยักหน้าตอบเท่านั้น คนอย่างอีทึกก็พอรู้ดีว่าคนตรงหน้าเขาไม่คิดจะบอกอะไรเป็นแน่ จึงไม่คิดที่จะถามต่อ
“งั้นชั้นไปก่อนนะ ยุนโฮอย่าแกล้งแจจุงของชั้นนะ!!” แต่ก็ยังเหลือบมองฮีชอลอย่างสงสัย เสียงหวานพูดยิ้มๆกับยุนโฮก่อนจะเดินออกไป
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากเรียวของคนทั้งสองคน เพราะต่างฝ่ายก็จมอยู่กับความคิดของตัวเอง เท้าเรียวก้าวไปตามทางเดินที่เหมือนไม่มีวันจบ ทั้งที่เดินข้างกัน...แต่รู้สึกเหมือนมีเส้นขนานขีดกันเอาไว้
เส้นขนานของคำว่า ‘เพื่อน’
“ฮีชอล!” น้ำเสียงของใครบ้างคนเรียกให้คนที่กำลังใช้ความคิดทั้งสองคนหันหลังกลับไปมอง หญิงสาวในชุดกระเป๋าสีชมพูเข้ารูปเดินเข้ามาหาคนทั้งสอง ผมยาวสีน้ำตาถูกรวบเก็บเอาไว้อย่างดี จนเผยให้เห็นใบหน้าขาวเนียนของเจ้าตัว...น่ารัก...ในมุมที่ต่างออกไป
“มีอะไรเหรอ…แชฮยอน” ฮีชอลเหลือบมองคนข้างตัวเล็กน้อย ก่อนจะทักหญิงสาวที่เดินเข้ามาหาอย่างสนิทสนม แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสายตาของแชฮยอนที่มองเขากับอีทึกสลับไปมา ก่อนที่เจ้าตัวจะรู้สึกตัวแล้วแนะนำคนข้างกายให้อีกฝ่ายรู้จัก
“นี่จองซู ส่วนนี่แชฮยอน คงรู้จักกันนะ” ร่างบางแนะนำตัวอีทึกให้แชฮยอนรู้จัก อีทึกโค้งตัวก้มศรีษะลงเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายโค้งตัวลง ก่อนจะยื่นเมือเรียวออกไปให้อีกฝ่ายสัมผัส พร้อมรอยยิ้ม...
“เรียกอีทึกก็ได้ครับ”
“แชฮยอนค่ะ จอง....เออ..อีทึก” พูดเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยิ้มให้ แชฮยอนมองร่างสูงด้วยความสนิทใจ ก่อนจะแกล้งเหน็บคนที่ยืนเงียบๆ เหมือนคิดอะไรอยู่คนเดียว
“อีทึกนี่น่ารักนะค่ะ ไม่เหมือนฮีชอลเลยเอาแต่แกล้งตลอด!!”
...ใช่สิ นายมันเอนเตอร์เทนคนเก่ง…
คำพูดทุกคำที่ร่างสูงของอีทึกคุยกับแชฮยอนแทบจะไม่ได้เข้าหูของร่างบางเลยสักนิด ทำไมนะถึงได้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าขนาดนี้? แค่อยู่เคียงข้างในฐานะของ...เพื่อนร่วมงานเท่านั้น
“ว่าแต่มีอะไรเหรอ? แชฮยอน” ความปวดจากข้อเท้าเรียกให้ฮีชอลกลับมามีสติอีกครั้ง ก่อนจะหันไปถามคนที่เรียกเขาเอาไว้
“เปล่าหรอก แค่คิดถึงนะ...เอ่อ...ตะกี้ที่วิ่งชนนะ...ไม่เป็นไรใช่มั้ย ” เสียงหวานตอบพลางเอ่ยถามถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เรียกให้สีแดงระเรื่อขึ้นบนใบหน้าของอีทึก แต่ไม่ใช่สำหรับฮีชอล เจ้าตัวได้แต่ทำหน้าเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะมันเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขาก็ได้มั้ง
“ไม่เป็นไร...ไกลหัวใจไม่ตายง่ายๆหรอก”
คำตอบที่หลุดออกจากปากเรียวของฮีชอลได้แต่ทำให้แชฮยอนนิ่งเงียบ เธอรู้ดี...ว่าคนอย่างคิมฮีชอล ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น และก็คงจริงอย่างที่เขาพูด...ไกลหัวใจ แต่ลึกๆ...มันก็เจ็บใช่มั้ยล่ะ?
ถอนหายใจน้อยๆ มองท่าทางของฮีชอลด้วยความหมั่นไส้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีท่าทีจะสนใจจนอีกฝ่ายทนไม่ได้มือเรียวของแชฮยอนดึงคอเสื้อฮีชอลลงมา ก่อนจะกดจมูกเนียนลงบนแก้มสวยเบาๆ...การกระทำที่คนสนิทรู้ดีว่า
...พี่สาวกำลังเล่นกับน้องอยู่…
อีทึกมองอย่างอึ้งๆ ก่อนที่จะเลือกเบือนสายตาไปทางอื่นแทน ไม่รู้ทำไม...ถึงไม่อยากจะมองการกระทำของสองคนนี้ รู้สึกหายใจไม่ออก...อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
“ทำอะไรนะ…แชฮยอน” น้ำเสียงของร่างบางยังคงเหมือนเดิม ราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ อาจเพราะความรู้สึกที่แชฮยอนรู้ก็ได้มั้ง ถึงทำให้เอ็นดูเด็กหนุ่มตรงหน้าจนกลายเป็นข่าว
...เพราะฮีชอลเป็นคนที่แชฮยอนอยากจะดูแล...
...เหมือนน้องชายตัวเอง…
“…ไปก่อนนะ แล้วเจอกัน บายค่ะอีทึก” แชฮยอนไม่ตอบแต่กลับบอกลาคนทั้งสองคน แวบหนึ่งที่ใบหน้าเนียนนั่น...ดูกังวล แต่พอฮีชอลหันมาเห็น เธอเพียงแค่ยิ้มให้อย่างเคย แล้วเดินออกไป
ฮีชอลได้แต่มองแผ่นหลังเนียนของคนที่เดินออกไป ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ หันกลับไปสนใจคนข้างตัวสบตากันแวบหนึ่ง แวบเดียวที่เห็นเหมือนอีทึกไม่ชอบใจ
“จะไปกันรึยัง? เสียเวลานานแล้ว” เสียงและแววตาของอีทึกห้วนขึ้นมา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากตรงนั้นไปทันที ข่าวที่เพิ่งได้รู้จากแจจุงวันนี้...ทำให้เขารู้สึกแย่อย่างถึงที่สุด
ไม่ได้โกรธฮีชอล...ไม่ได้โมโหหรือไม่พอใจ แต่กลับรู้สึกไม่เข้าใจมากกว่า... ไม่รู้ทำไม ถึงได้หงุดหงิดกับการกระทำของคนสองคนเมื่อครู่…
ร่าบางมองตามก่อนที่จะรีบสาวเท้าตามไป หากแต่ฮีชอลทิ้งน้ำหนักลงขาข้างที่เจ็บมากเกิน ความเจ็บปวดวิ่งขึ้นมาตามเส้นประสาท ก่อนที่จะปล่อยตัวเองล้มลงเพราะฝืนต่อไปไม่ไหว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีเสียงร้องออกมา
นั่งมองคนที่เดินออกไปตรงมุมตึก ปากเรียวเม้มเน้นแทบเป็นเส้นตรง ก้มหน้าลงมือเรียวสวยกดข้อเท้าเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น ตอนที่ล้มถึงจะรู้สึกแค่เจ็บแต่ก็เพียงนิดหน่อย แต่ตอนนี้มันกลับรุนแรงมากกว่า...สงสัยข้อเท้าคงจะบวม…คิดได้แค่นั้นก็ต้องลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
นายมันบ้าจริงๆ...คิมฮีชอล!
……………………………
…………………………………………





อีถึก....โง่ววววววจริงๆ
ฮีจังรักแกโว๊ย!!!!! (ตะโกนใส่หูอีกถึก)
ยุนจัง กับแจจัง ก้น่ารักเชียว
"แจจุงของฉัน" 555 ฟังแล้วกี๊ส
#1 By God of DeatH on 2009-07-16 06:34