[Fic] Still Believe - 6
posted on 07 Sep 2009 10:48 by femodos in Fic-Still-Belive
Chapter 6
Still believe:
บางที…การบอกให้ใครฟังสักคนก็คงจะดีเหมือนกัน
“เมื่อก่อน…’เรา’ เคยมีความสุขด้วยกัน ชั้น ฮีชอล แจจุงและยุนโฮ เป็นเด็กฝึกหัดพร้อมกัน…”
.........
....
..
ตึกสูงสีดำ ดูมีฐานะของบริษัทใหญ่อย่าง SM Entertainment เรียกให้เด็กหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนตัวโปรด เงยหน้าขึ้นมองอย่าอดไม่ได้
เด็กหนุ่มที่ชื่อว่าปาร์คจองซู กำลังยืนอยู่หน้าบริษัทที่เด็กทุกคนคนที่มีความฝันต้องการจะมาเหยียบมาที่สุด เหมือนเขาเด็กหนุ่มที่รักในการร้องเพลง และการเต้น ร่างสูงของเด็กหนุ่มมองบรรยากาศรอบๆ เด็กมากมายที่ถูกรียกตัวมาในวันนี้เหมือนกันกับเขา หลายคนดูดีมีฐานะ จองซูมองคนรอบข้างก่อนจะก้มลงมองตัวเอง
...เสื้อยืด กางเกงยีน ...
แต่เจ้าตัวคงไม่รู้หรอกว่า แม้เสื้อผ้าที่ใส่มันจะดูไม่มีราคามากนัก แต่พอมันอยู่กับเด็กหนุ่มที่ดูสดใส ร่าเริง สีผิวขาวสะอาดรับกับเสื้อผ้าก็เป็นจุดสนใจจากคนมากมายที่เดินทางมาที่บริษัทได้ หลายคนต้องหันกลับมามองไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เหมือนมีแรงดึงดูดให้มอง มอง…นางฟ้า…
“โอ๊ย!”
จองซูที่กำลังก้มมองสภาพตัวเองอยู่เงยหน้าขึ้นมาพอดีกับเด็กอีกคนที่เดินเข้ามาชนเขา แต่เพราะด้วยความที่เด็กสาวตรงหน้าบอบบางมากกว่า ทำให้เธอเซไปอีกทางหนึ่ง
“อ๊ะ ขอโทษนะ” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มพูดเป็นเชิงขอโทษ ก่อนที่เจ้าตัวจะส่งมือเรียวไปให้อีกฝ่ายที่เซล้มไปด้านข้าง มองใบหน้าหวานของเด็กสาวตรงหน้าที่ใส่เสื้อสีขาวเช่นเดียวกันกับเขา
แต่ต่างกันตรงที่เจ้าตัวคลุมด้วยเสื้อกันหนาวสีชมพูที่ดูตัดกับสีผิวยิ่งทำให้ร่างบางดูขาวเนียนขึ้นไปอีก ผมยาวสีดำประบ่ารับกับใบหน้าหวานได้เป็นอย่างดี
...สวย...คนตรงหน้าของเขาตอนนี้สวยมากๆ…
“ฮีชอล!” เสียงหวานของเด็กอีกคนเดินเข้ามาใกล้ กับเพื่อนอีกสองคน เด็กหนุ่มมองคนตรงหน้าอึ้งๆ เพราะดูยังไงก็รู้ว่าเป็นผู้ชาย! แต่ทำไมใบหน้าถึงได้หวานไม่แพ้คนที่ล้มอยู่เลย
“นี่ นายช่วยฉันหน่อยสิ!” เด็กสาวที่จองซูชนตวาดเบาๆ เด็กหนุ่มหันมามองก่อนจะรีบดึงข้อมือเรียวให้ลุกขึ้นจากพื้น พอดีกับที่อีกสองคนเดินเข้ามา
“เดินยังไง ไม่ดูคนอื่น” เสียงหวานยังคงบ่นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มงงเข้าไปใหญ่ ก็คนที่มาชนนะมันใช่เขาที่ไหนกันล่ะ?
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” จองซูหันไปมองเด็กหนุ่มอีกคน ดูยังไงก็อายุน้อยกว่าเขาเป็นแน่ เจ้าตัวยืนอยู่ข้างคนหน้าหวานอีกสอง มองมาที่เขาก่อนที่จะยืนมือเรียวออกมา
“สวัสดี ฉัน…ยุนโฮ” จองซูมองมือเรียว ด้วยความงงก่อนที่จะแย้มรอยยิ้มแล้วยื่นมือเรียวออกไป จับกับอีกฝ่าย
“อือ ฉันจองซู...ปาร์คจองซู” แนะนำตัวเองก่อนจะหันไปทางเด็กสาวอีกคนที่มาชนเขาจนล้มลง ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังหงุดหงิดไม่หาย เพราะยังคงบ่นกับเพื่อนหน้าหวานอีกคน จองซูมองจนยุนโฮหันมาแล้วยิ้มขำๆ
“อย่าไปสนใจยัยนั่นเลย” พูดกับเพื่อนใหม่เบาๆ แล้วลากเข้าเดินเข้าไปหาทั้งสองแทน
“แจจุง ฮีชอล...นี่จองซู” เสียงทุ้มแนะนำตัวเพื่อนใหม่ให้อีกสองคนได้รู้จัก เด็กหนุ่มมองคนหน้าหวานคนแรก ถึงจะเป็นผู้ชายแต่มองยังไงจองซูก็อดคิดว่าคนตรงหน้าสวยไม่ได้ ร่างเพรียวใส่เสื้อสีขาวเหมือนทุกคน แต่เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ที่เจ้าตัวใส่นี่สิยิ่งทำให้ดูเหมือนผู้หญิงเข้าไปใหญ่
“สวัสดี ฉันแจจุง...เอ่อ นายเป็นพี่รึเปล่า?” เสียงหวานถามจองซู คนตัวสูงกว่ายิ้มรับก่อนยื่นมือเรียวออกมาทักทายเหมือนยุนโฮ
“ยี่สิบนะ” บอกอีกฝ่าย แต่สายตาก็ยังจับจ้องอยู่ที่คนสวยที่ใส่เสื้อกันหนาวสีชมพูตลอด
“ฮีชอล...นี่จองซู” แจจุงหันไปหาคนสวยที่ยืนหน้าบึ่งอยู่ด้านข้าง เหมือนไม่อยากจะทักทายด้วย ใบหน้าหวานมองมาที่เด็กหนุ่ม แยกเขี้ยวใส่จนอีทึกต้องงงกับท่าทางของคนตัวเล็ก
“ขอโทษนะที่ทำให้เจ็บตัวนะ” จองซูบอกคนสวยที่ยังคงทำหน้าบึ่งตลอด ฮีชอลหันมาหา แวบหนึ่งที่เขาเห็นใบหน้าหวานนั้นแย้มรอยยิ้ม ก่อนจะกลับเป็นเฉยเมยอย่างเก่า
“อืม ช่างเหอะนายอายุเท่าไหร่นะ” ตอบรับเบาๆ ก่อนจะกลับมาสนใจอายุคนตรงหน้าที่ตะกี้ไม่ทันได้ฟัง
“ยี่สิบนะพวกนายล่ะ?” ตอบก่อนจะหันไปถามคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้วย
แจจุงมองหน้ายุนโฮก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “งั้นฉันสองคนต้องเรียกนายว่าฮยองสิ บอกเด็กหนุ่มที่เป็นพี่”
“อ้าว พวกนายเป็นน้องทั้งนั้นเลยเหรอ?” หันไปถามคนสองคน ที่พยักหน้าเป็นคำตอบ ก่อนจะกลับไปสนใจอีกคนหนึ่งที่ยังเงียบอยู่
“แล้วเธอล่ะ?”
เสียงทุ้มถาม แต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นอาการวีนแตกของเด็กสาวตรงหน้า ดีที่ยุนโฮและแจจุงจับตัวเอาไว้ได้ทัน
“นายกล้าดียังไงมาเรียกฉันว่าเธอ!”
“ก็เธอเป็นผู้หญิงไม่ใช่รึไง?” จองซูตอบกลับไป แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะจากอีกสองคน ส่วนคนสวยเหรอ? กลับกลายเป็นโมโหมากกว่าเดิม
“ไม่ใช่!” ตอบเสร็จเจ้าตัวก็หันหลังกลับคว้าข้อมือของแจจุงเดินเข้าตึกไปทันที ปล่อยให้จองซูงงกลับคำตอบที่ได้ จนยุนโฮต้องเดินเข้ามาตบไหล่เบาๆ
“หมอนั่นนะ...ผู้ชาย!”
“ห๊ะ!...ผู้ชาย” ฟังคำยืนยันสุดท้ายของร่างเด็กหนุ่มที่ยืนยิ้มอยู่ด้านข้าง ก่อนที่เจ้าตัวจะเริ่มกุมขมับด้วยความสับสน
...สวยแบบนั้น แต่ก็น่ารักดีนะ…
“ฮยอง! จะเข้าไปพร้อมกันมั้ย?” เสียงทุ้มของคนข้างตัวเรียกให้เขาหลุดออกจากห้วงคิด
“อืม...แต่อย่าเรียกฮยองเลย...เรียกแบบที่นายเรียกฮีชอลก็ได้” พยักหน้าตอบ ก่อนจะเดินตามกันเข้าไปข้างในตึก
ไม่นานนักพวกเราทั้งสี่คนก็ต้องมายืนอยู่หน้าห้องประชุมใหญ่ของบริษัท เด็กหนุ่มพยายามเข้าไปขอโทษฮีชอล ที่ตั้งแต่เจอหน้ากันก็ต้องมาโกรธกันซะแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสเลย
...นี่คือการเจอกันครั้งแรกของเขาอีทึกและคิมฮีชอล…
หลังจากวันนั้นไม่นาน พวกเขาสี่คนก็ถูกแยกออกจากกันให้ไปฟอร์มวงใหม่ แต่ใครจะรู้ว่าชะตากรรมมันก็ยังไม่มีทางหนีกันพ้น...เมื่อเขาและฮีชอลต้องมาอยู่วงเดียวกัน
“ทำไมฉันต้องมาอยู่วงเดียวกับนายด้วยนะ!” เสียงหวานวีนดัง หลังจากที่เขาและฮีชอลเดินเข้ามาในห้องซ้อมใหม่ซึ่งจัดเอาไว้ให้เฉพาะวงของพวกเขา แต่จองซูผู้ซึ่งเริ่มชินแล้วกับอารมณ์ของคนด้านข้างได้แต่เดินเข้าไปเงียบๆ
..เพราะยังไงซะ คนสวยคนนี้ก็ยังนิสัยดี..แม้จะปากร้ายก็เถอะ
ใช่วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้เจอสมาชิกร่วมวงคนอื่นๆ ที่จะต้องมาทำงานด้วยกัน รวมถึงคนที่กำลังวีนอยู่ข้างๆตอนนี้ด้วย
“แล้วนายจะบ่นไปทำไมกันฮีชอล “
“ก็ฉันไม่ชอบหน้านายนี่!” เสียงหวานตอบกลับอย่างไม่ลดล่ะ สำหรับคนอื่นคงจะใจเสียไม่น้อยแต่สำหรับเขาจองซู ยอมรับ...ชินแล้วล่ะ ตั้งแต่วันแรกเขาก็โดนคนสวยด้านข้างว่ามาตลอด แต่นานเข้าก็เริ่มรู้ว่า
...คิมฮีชอล ทำอะไรไม่ตรงกับใจตัวเอง…
“งั้นฉันไปแจ้งเรื่องเขาก็ได้” แต่มีเหรอ…ที่ปาร์คจองซูจะยอมอย่างเดียว ขอแกล้งบ้างเถอะ พูดจบเจ้าตัวก็จะเดินออกจากห้องแต่ก็ต้องชะงักเท้าเรียวที่กำลังจะก้าวออกจากห้องไป
“เอ่อ...จะ..จองซู! นายอย่าไปเลยนะ” เสียงหวานเอ่ยเรียกให้เขาหันหลังกลับมามอง แต่เจ้าตัวกลับก้มหน้าลงไม่ยองเงยให้เห็น
“ทำไมล่ะ?”
“..ฉะ...ฉัน..ว่าเดี๋ยวเขาก็ดุนายกลับมาหรอกว่า..เรื่องมาก!“
“แต่ฉันกำลังจะไปทำเรื่องเปลี่ยนวงนะ นายไม่ชอบหน้าฉันนี่ ..ทำงานไปด้วยกันก็คงไม่ดีเท่าไหร่” บอกอีกฝ่ายยิ้มๆ แต่ดูเหมือนร่างบางจะมองไม่เห็นว่าคนพูดทำสีหน้าแบบไหน เพราะเอาแต่ก้มหน้าหลบ
“...”
ไม่มีเสียงตอบกลับจากร่างบางที่นั่งก้มหน้าอยู่ จองซูมองปฏิกิริยาก่อนจะแกล้งถอนหายใจเสียงดังให้อีกฝ่ายได้ยิน แล้วหันหลังกลับทันที เหมือนรู้ว่ายังไงซะร่างบางก็ต้องยอมแพ้เขาในที่สุดและก็จริงอย่างที่เด็กหนุ่มคิด
ฮีชอลเงยหน้าทันทีที่ได้ยินเสียงถอนหายใจของอีกฝ่ายที่เขาบอกว่าไม่ชอบหน้า ใบหน้าสวยซีดไปใหญ่เมื่อเห็นคนตัวสูงยืนอยู่หน้าห้อง เหมือนจะก้าวออกไปได้ทันทีที่เขาบอกว่าไม่ต้องการตน
“จองซู คือ..อย่าไปเลยนะ” เสียงหวานเอ่ยเบาๆ ก็คนอย่างคิมฮีชอลเคยง้อใครเป็นที่ไหนล่ะ? แต่ถึงยังงั้นก็ต้องยอมรับว่าที่เขาพูดว่าไม่ชอบหน้านะ มันตรงข้ามกับความจริงขนาดไหน
ใช่..คิมฮีชอลถูกชะตากับปาร์คจองซูตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ คนที่เขาเดินเข้าไปชนโดยบังเอิญครั้งนั้น! ไม่รู้ทำไมตั้งแต่วันแรกที่เจอเขาก็ไม่สามารถลืมผู้ชายคนนี้ได้เลย เหมือนมันคือ...
โชคชะตาที่ทำให้เขาและจองซูได้มาพบกัน
โชคชะตาที่มักจะเล่นตลกกับชีวิตของคนเหมือนอย่างทุกวันนี้
“...”
เด็กหนุ่มเลือกที่จะเงียบแล้วคอยมองดูปฏิกิริยาของคนด้านหลังมากกว่า ถึงจะไม่หันไปมองแต่เค้าก็พอเดาออกว่าตอนนี้ฮีชอลจะทำหน้ายังไง ไม่ได้อยากจะแกล้ง แต่เค้าอยากจะรู้จักร่างบางให้มากกว่าที่เห็นมากกว่า
...ถึงยุนโฮและแจจุงบอกว่า คิมฮีชอล คือพวกปากร้ายแต่ใจดี…เขาก็อยากจะเห็นสักครั้งว่าจริงมั้ย?
“จองซู นายอย่าเงียบสิ”
“แล้วนายจะให้ฉันพูดอะไรฮีชอล” ตอบกลับเบาๆ แต่ทำให้ใบหน้าหวานที่เดิมขาวซีดอยู่แล้วซีดลงอีก ฮีชอลเดินเข้าไปหาร่างสูงช้าๆ มือเรียวสวยจับชายเสื้อหนาวของอีกฝ่ายไว้ ก่อนจะก้มหน้าแล้วพูดเสียงสั่นๆ
“..ฉะ...ฉันขอโทษจองซู....ยะ..อย่าไปเลยนะ”
เด็กหนุ่มมองคนตรงหน้าอึ้งๆ ไม่คิดว่าการแกล้งของเขาจะทำให้อีกฝ่ายเป็นได้ถึงเพียงนี้? คิ้วเรียวขมวดอย่างสงสัย...ยัยนี่คงมีเรื่องในใจสักอย่างที่...ทำให้อ่อนแอได้ขนาดนี้
มือเรียวของจองซูเลื่อนมาลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ ฮีชอลเงยหน้าขึ้นช้าๆ เหมือนกลัวกับคำตอบที่กำลังจะได้รับ ก่อนจะเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนให้ เพียงแค่นั้นร่างบางที่ยืนอยู่ก็แทบทรุดลงไปนั่งกับพื้นถ้าไม่ได้จองซูรั้งเอาไว้ก่อน
น้ำตาสีใสไหลออกมาจากดวงตาคู่โตอย่างหยุดไม่ได้ แม้จะไม่มีเสียงสะอื้นแต่มันก็ทำให้จองซูรับรู้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะบอก
...คนตรงหน้าของเขาแค่ต้องการ....ความอบอุ่น!
นานที่จองซูปล่อยให้ฮีชอลร้องไห้จนกว่าจะพอใจถึงแม้จะไม่อยากเห็นเพื่อนต้องเสียน้ำตา แต่สำหรับคนตรงหน้ามันยิ่งทำให้เขาไม่อยากเห็นมากกว่าเดินหลายเท่านัก
ใบหน้าสวยหวานไม่เหมาะกับน้ำตาเลยสักนิด แต่ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรฮีชอลก็ไม่หยุดร้องจนสุดท้ายต้องปล่อยให้ร้องจนกว่าจะพอใจ
“ขอโทษนะ...จองซู” ฮีชอลเงยหน้าขึ้นก่อนจะพูดเบาๆ ให้อีกฝ่ายได้ยิน ร่างสูงของเด็กหนุ่มลูบผมและยิ้มอ่อนโยนเป็นคำตอบ
“อืมมม อย่าคิดมากเลยนะ ..เจ้าหญิง..” ครั้งแรกที่หลุดปากออกไป อีทึกยกมือข้นปิดปากตัวเอง ฮีชอลเงยหน้ามองคนพูดอย่างไม่เข้าใจ
..’เจ้าหญิง’...
“ไม่มีอะไรหรอก...ขอโทษนะ” ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็รู้ดีว่าฮีชอลไม่ได้เป็นคนเย็นชาอย่างที่เห็น ทุกอย่างเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่คนตัวเล็กพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะความจริงแล้วคนตัวเล็กตรงหน้าของเขานั้น..อ่อนแอยิ่งกว่าใคร
“ฉันสัญญาจะอยู่กับนายตลอดไป” ...คำพูดเบาๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่ความรู้สึกที่รับรู้ได้ล่ะ? ความรู้สึกของคนสองคนที่...จะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป
พระเจ้า...จะผิดมั้ย? ถ้าผมอยากจะปกป้องเจ้าหญิงที่อ่อนแอคนนี้...ตลอดไป!
++++++++++++++++++++
.
.
“เฮ้! ไอ้ไก่ฮยอกแจนายมาเอาขนมที่ฉันเก็บไปกินได้ไง!” เสียงหวานของทงเฮ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ตอนนี้ได้เป็นสมาชิกของวงซูเปอร์จูเนียร์เช่นเดียวกับจองซูและฮีชอล ดังขึ้นมาในบ้านพักของเหล่าลิงทั้ง 12 ตัว
“ของนายที่ไหน? ไม่เห็นมีชื่อเขียนไว้เลย!” ร่างเพรียวของเด็กหนุ่มอีกคนตะโกนตอบทงเฮ ก่อนจะวิ่งหลบร่างบางที่ฟิวส์ขาดไปรอบห้องนั่งเล่นรวม
...นี่สินะ ที่เค้าเรียกว่า...บ้านซูปเปอร์จูเนียร์ศูนย์ห้า....บ้านของลิง!!
จองซูเดินออกมาจากห้องหลังจากที่ได้ยินเสียงของสมาชิกในบ้านตะโกนโวยวายตั้งแต่เช้า ก่อนจะลอบถอนหายใจกับภาพที่เห็น ถึงแม้จะผ่านมาเดือนหนึ่งแล้ว แต่เค้าก็อดที่จะเหนื่อยใจไม่ได้
…ใช่ 1 เดือนแล้วตั้งแต่วันนั้นวันที่ยัยนั่นร้องไห้ เค้าและฮีชอลก็ได้พบกับเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าอีก 10 ชีวิตที่ต้องเรียกได้ว่าซนยิ่งกว่าลิง! เข้ามาอยู่ในชีวิต และภายในบ้านหลังใหม่ที่ทางบริษัทจัดหาให้
‘ซูปเปอร์จูเนียร์ศูนย์ห้า’ คือวงที่จองซูและฮีชอลได้ฟอร์มขึ้นมาพร้อมกับเด็กที่มาตามความฝันอีก 10 คน เรียกได้ว่าเป็นศิลปินน้องใหม่ที่มีสมาชิกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็เชื่อว่าจะทำให้วงของตัวเองเป็นที่ยอมรับในสายตาคนอื่นๆ และรุ่นพี่ให้ได้ เพราะงั้นหน้าที่ของหัวหน้าวงคงเป็นใครไมได้นอกจาก คนที่มีอายุมากที่สุดอย่างปาร์คจองซูหรือที่ทุกคนเรียกกันว่า ..อีทึก!
ถ้าพูดให้ถูกก็ต้องเรียกว่าหน้าที่คุมลูกลิงทั้ง 11 ตัวให้อยู่อย่างสงบจะดีกว่า เพราะตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน แต่ละคนก็เผยธาตุแท้ของตัวเองออกมาหมด แถมยังเรียกได้ว่า สุดยอดของความวุ่นวายเลยก็ว่าได้ เมื่อมาอยู่รวมกันในบ้านแบบนี้
“นี่ เงียบๆกันหน่อยสิ เดี๋ยวฮีชอลก็ตื่นหรอก” อีทึกพูดเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่นรวม แต่ก็พอจะทำให้เหล่าลิงทโมนที่ส่งเสียงดังเงียบได้ภายในพริบตา
ไม่ใช่เพราะว่าอีทึกเป็นคนพูดหรอก..แต่เพราะชื่อของคนที่ได้ยินต่างหาก..พี่ฮีชอล!!
แค่ได้ยินชื่อก็ทำเอาเสียวสันหลังได้ทันที เพราะแค่วันแรกที่เจอทุกคนก็ได้รับรู้ถึงความน่ากลัวของเจ้าหญิงคนสวยซะแล้ว ถ้าไม่ได้พี่อีทึกช่วยไว้สงสัยตั้งแต่วันนั้น พวกเราคงได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลมากกว่าเป็นนักร้องซะอีก เพียงแค่ถามว่า
...นี่เราต้องร่วมงานกับผู้หญิงเหรอ? แค่นั้นเอง...!
แต่ไม่ทันขาดคำ เสียงของพี่ใหญ่อีกสองคนของบ้านก็ ทำให้น้องๆในวงหัวหดกันเข้าไปใหญ่ จะใครซะล่ะถ้าไม่ใช่ คังอิน และชินดง พี่หมีและพี่หมูของวง ที่ชอบแกล้งคนอื่น เหมือนเป็นนิสัยส่วนตัว
“เฮ้ย! ตื่นกันหมดรึยัง?!”
เฮือก!...ไม่มีเสียงตอบรับจากน้องๆคนอื่นๆที่อยู่รวมกันภายในห้องนั่งเล่น ไม่ใช่เพราะกลัวจะโดนพี่ใหญ่แกล้งหรือพี่อีทึกลีดเดอร์จะว่า แต่เพราะเสียงของคังอินและชินดงไม่ใช่เบาๆเลย แล้วยิ่งตะโกนก็เรียกได้ว่าดังมาก ทุกคนเลยทำได้เพียงแค่ภาวนา
…อย่าให้เจ้าหญิงลุกขึ้นมาวีนตอนนี้เลยด้วยเถอะ…
อีทึกมองหน้าน้องๆในวงแต่ละคน กับใบหน้างงๆของคังอินและชินดง ก่อนจะกลั้นหัวเราะ แล้วเดินเข้าห้องครัวไปแทน ปล่อยให้พี่ใหญ่อีกสองคนเตรียมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น
ปึง!
เสียงทุบประตูดังสนั่น เพียงพอทำให้คนทั้งบ้านสะดุ้งกันเป็นแถว เมมเบอร์แต่ละคนมองหน้ากัน ก่อนจะเขยิบเข้ามานั่งรวมกันเงียบๆ
เหลือเพียงคังอินและชินดงที่ยืนทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่หมอนสีขาวถูกปามาโดนหัวทั้งคู่อย่างแรง ถึงจะตัวใหญ่แค่ไหนแต่การโดนอะไรเข้าที่หน้าจังๆแบบนี้ก็ทำให้เจ็บได้อย่างไม่ต้องสงสัย
“จะแหกปากกันหาสวรรค์วิมานอะไร!” เสียงหวานตะโกนออกมาตามด้วยใบหน้าสวยที่ติดจะบึ้งๆเพราะถูกปลุกจากเสียงหนวกหูภายในบ้าน
...คิมฮีชอล ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักร้องเหมือนคนอื่นๆ ร่างบางยังคงรับงานพิธีกร ดีเจ และงานแสดงอีกมากมาย ยิ่งทำให้เจ้าตัวต้องการพักผ่อนมากกว่าใครเพื่อน แต่ทุกครั้งที่เค้าจะได้หยุดอย่างสบาย...ก็ต้องมีมารมาทำลายตลอด
...ทำไมพระเจ้าจะต้องกลั่นแกล้งผมด้วย!...
“อย่าให้ฉันต้องลุกมาอีกรอบนะ ไม่งั้น..!” ฮีชอลพูดใบทั้งใบหน้ายุ่งๆ ก่อนจะหายตัวกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง เหลือเพียงสมาชิกหลายคนที่ถอนหายใจอย่างเป็นสุข
...อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต้องโดนเจ้าหญิงของวงทำโทษ...
หันหน้ามามองกัน แล้วหัวเราะเบาๆอย่างเข้าใจ ถึงจะอยู่กันมาเพียงแค่ 1 เดือนแต่ก่อนหน้านั้น ก็เคยเจอกันบ้างเวลาเรียนซ้อมเต้น และบางที่..จากเวทีประกวดต่างๆ คงไม่แปลกที่สมาชิกทุกคนจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้เพียงเวลาไม่ถึงเดือน
.
.
.
RRRRRR
เสียงโทรศัพท์บ้านเรียกให้คนว่างงานอย่างทงเฮ ต้องลุกไปรับอย่างเสียไม่ได้ ก็แต่ละคนต่างมีงานทำกันหมดแล้วจะมีก็แค่ เค้า ฮยอกแจ และซองมินเท่านั้นที่นั่งดูหนังโดยไม่ได้ทำอะไร
“ยอบาเซโย” กรอกเสียงลงไปเบาๆ แต่ก็พอให้อีกฝ่ายได้ยิน
“ทงแฮครับ...อืม ได้ๆ“
“ฮยอกแจ โทรศัพท์!” พูดกับปลายสายก่อนที่จะเรียกให้คนที่อีกฝ่ายอยากคุยด้วยมารับแทน
“ใครเหรอ ทงแฮ?” ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นจากร่างเพรียวของเด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่า..ลี ฮยอกแจ... ทงแฮมองอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิด อดไม่ได้ที่จะหมั่นไส้ ..แหม ทำตัวซะน่าเตะจริงๆ ไอ้ไก่นี่!!..
ทงแฮวางหูโทรศัพท์กับโต๊ะ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งข้างซองมิน ร่างเล็กนั่งคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน จนฮยอกแจอดไม่ได้ที่จะถาม
“ทงแฮ ใครโทรมาเหรอ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามอีกครั้ง ทงเฮหันมามองก่อนจะฉีกยิ้มหวาน ที่ฮยอกแจก็รู้ดีว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ...
“อ่อ ก็จุนซูนะ”
“ห๊ะ!! จุนซู?” ร้องเสียงหลง ถามอีกฝ่าย ทงเฮมองยิ้มๆก่อนจะพยักหน้ายืนยันว่าที่พูดไปไม่ผิด เพียงแค่นั้นฮยอกแจก็แทบกระโดดจากเก้าอี้วิ่งไปที่โทรศัพท์ทันที ..ตาย!! ไม่รู้ป่านนี้จุนซูจะโมโหแค่ไหน เฮือก..!
“..จะ...จุนซูเหรอ?” ถามอีกฝ่ายเบาๆ
“นี่ไอ้ไก่!! นายจะให้ฉันรอนานแค่ไหนฮะ? หนอย...ดูสิอุส่าถือสายรอตั้งเกือบ 10 นาที มั่วแต่ไปเหล่กระต่ายอยู่รึไง!?” เสียงหวานเล็กวีนออกมาจน ฮยอกแจต้องยกหูโทรศัพท์ออกจากหูโดยด่วน
“แฮะๆ ขอโทษนะ”
“เหอะ! ขอโทษแล้วมันหายมั้ย? หนอย...ไอ้ไก้บ้า!!”
“น่า...นะ เดี๋ยวพาไปเลี้ยงไอติมแทนคำขอโทษก็ได้” ฮยอกแจพูดพลางนึกถึงใบหน้าของเพื่อนสนิทที่ชอบไอศครีม ก็ต้องยิ้มออกมา เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กแต่จุนซู...เด็กหนุ่มหน้าหวานอีกคนที่สนิทมากกลับได้เดบิวต์ก่อนเขา...เดบิวต์ในฐานะนักร้องของวงดงบังชินกิหรือเทพเจ้าตะวันออก
ถึงอีกฝ่ายจะงานเยอะแค่ไหนแต่ทุกครั้งที่ได้มีเวลาว่าง ก็อดไม่ได้ที่จะโทรหากัน หรือออกไปเที่ยวกัน ยิ่งถ้าวันไหนได้เจอกัน รับรองว่าตัวติดกันเป็นตังเม
...แต่เพราะมีจุนซูนี่แหละ ที่อย่างน้อยก็ทำให้เค้าลีฮยอกแจไม่โดดเดี่ยวตอนที่ก้าวเท้าเข้ามาในบริษัทใหญ่อย่างเอสเอ็ม...
“ไอติมเหรอ? เอาสิ!! กำลังอยากกินอยู่พอดีเลย” เสียงหวานตอบกลับมา เหมือนเด็กที่ได้ของเล่นถูกใจ ฮยอกแจอมยิ้ม...เขารู้ว่าตอนนี้จุนซูกำลังทำหน้ายังไง...คงยิ้มแก้มบานจนตาปิดอีกแน่ๆ
“อื้อ ว่าแต่โทรมามีอะไรรึเปล่า?”
“ฮยอกแจฟังนะ!..ก็อีตามิกกี้ยูชอนนะสิ วันนี้ไปออกรายการอ่ะ...มองผู้หญิงตาเป็นมันเลย ชิชิ...” เสียงหวานของเพื่อนรัก ที่มักจะเป็นแบบนี้ประจำตั้งแต่เดบิวต์เข้าวงดงบังชินกิ โดยเฉพาะเรื่องของชายหนุ่มร่วมวงที่ชื่อยูชอน หลายต่อหลายครั้งที่ร่างเล็กชอบโทรมาเหล่าให้ฟัง
...จนสุดท้ายเค้าก็ได้รู้ว่า จุนซูและยูชอนเป็นแฟนกัน...แม้จะตกใจในตอนแรก แต่ก็ไม่คิดจะขัดอะไรกับความรู้สึกของเพื่อนรัก แล้วเค้าเองก็เชื่อว่ามิกกี้ยูชอน สามารถดูแลเพื่อนรักของเค้าได้ดี
“งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ”
“อืม บาย” เด็กหนุ่มพูดใส่โทรศัพท์ก่อนจะวางสายแล้วเดินเข้าไปหาเพื่อนอีกสองคนที่ยังคงนั่งดูทีวีอยู่เหมือนเดิม มือเรียวโยนหมอนสีชมพูของซองมินใส่ทงเฮเบาๆ
“อะไรอ่ะ นายมาแกล้งฉันทำไม!” ทงเฮจับหมอนสีชมพูที่ถูกปาเข้าใส่ ใบหน้าหวานแยกเขี้ยวใส่คนพูดด้วย อย่างหาเรื่อง..
“ก็นายแกล้งฉันก่อนนี่!! ดูซิจุนซูโมโหจนฉันต้องสัญญาว่าจะไปเลี้ยงไอติมเลย...หมดตูดอีกแน่เลย” พึมพำเบาๆ แต่ทงแฮและซองมินก็ได้ยิน สองหนุ่มหน้าหวานรีบกระเถิบเข้ามาใกล้คนพูด
“ฮยอกแจสุดหล่อ~“
...เอาแล้วไง…
“ฮยอกแจคร้าบบบบบ.”
“...เหอะๆ สงสัยว่าจะต้องหมดตูดของแท้แน่เลย..T^T”
“..อ๊ากกก!! ลีฮยอกแจ...”
“ไม่ต้องมาทำเสียงแบบนี้เลย” พูดดักคออีกฝ่าย แต่ก็ทำให้อีกสองคนเงียบไป ฮยอกแจมองหน้าก่อนจะต้องถอนหายใจ เฮ้อ...ไม่เคยเอาชนะสองคนนี้ได้เลย ให้ตายสิ! “อื้อ ไปก็ไป!”
“เย้! ทงแฮได้ไปกินไอติมแล้ววว~” สิ้นคำพูดของฮยอกแจ ทั้งทงเฮและซองมินก็แทบจะกระโดดเข้าหากัน กอดกันเป็นเด็กๆตามนิสัยของแต่ละคน ฮยอกแจมองทั้งคู่ยิ้มๆ สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงอ้อมกอดจากด้านหลัง หันไปลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ อย่างเอ็นดู
“ขอบใจนะฮยอกแจ แล้วต่อไป...ฉันจะแกล้งนายอีก! ฮิฮิ” ทงเฮพูดของใจเพื่อน แต่ไม่วายแกล้งจนวินาทีสุดท้าย ร่างเพรียวแยกเขี้ยวใส่ ยิ่งทำให้ทั้งซองมินและทงเฮหัวเราะเข้าไปอีก
...แต่จะรู้มั้ย? ว่าภาพที่ร่างเล็กกอดอีกฝ่ายนะ มันทำร้ายจิตใจของคนที่ผ่านมาเห็นแค่ไหน?...
คงไม่มีทางสินะ ที่นายจะหันมามองคนอย่างฉัน...ลีทงแฮ
ร่างสูงของคิบอมที่เดินผ่านมาเหลือบมองทั้งสามคน ก่อนจะยิ้มเศร้าๆให้ตัวเอง หันหลังจะเดินเข้าห้องแต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเสียงหวานที่คิดถึงเมื่อครู่เรียกชื่อของตน ‘คิบอม’
คิบอมหันไปตามเสียงเรียกของร่างเล็ก เห็นอีกฝ่ายกวักมือให้เข้าไป ชั่งใจแวบหนึ่งก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ทำอะไรกันเหรอ?” เสียงทุ้ม ที่น้อยครั้งจะได้ยินเอ่ยถามคนตัวเล็กข้างกายที่เลือกเอาตักของเค้าเป็นที่หนุนไปแล้ว แต่ถึงยังไงคิบอมก็ยินดีที่จะทำทุกอย่างให้คนที่ชื่อว่า...ลีทงแฮ!
“อ่อ ก็ฮยอกแจเค้าสัญญาจะพาชั้นกับซองมินไปกินไอติมกันนะสิ” ร่างเล็กที่นอนหนุนตักคิบอมตอบ ยิ้มหวานอย่างสดใส คิบอมมองภาพนั้นอย่างชั่งใจ เหลือบมองซองมินและฮยอกแจที่นั่งอยู่ด้านข้าง เพียงแต่ทั้งสองคนเอาแต่สนใจเกมตรงหน้าจนไม่หันมามองพวกเค้าสองคนเลย
ใบหน้าของเด็กหนุ่มก้มลงมาจนเกือบชิดใบหน้าหวาน ทงเฮมองอย่างตกใจเพียงแต่ไม่คิดจะปฏิเสธ กับสิ่งที่ร่างสูงกำลังจะมอบให้
คิบอมมองใบหน้าหวานที่แดงขึ้นมาอย่างถูกใจ ก้มลงไปใกล้กว่าเดิม จนรับรู้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย ก่อนจะกระซิบเข้าที่ข้างหูของร่างบางเบาๆ “อยากกิน งั้นคราวหน้าไปกับผมนะครับ” พูดจบเจ้าตัวก็กดริมฝีปากตัวเองกลับใบหน้าเนียนเบาๆทีนึง
ทงเฮหันหน้าหลบสายตาของร่างสูง แล้วพยักหน้าตอบเบาๆ ใบหน้าหวานแดงจัดอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่เคยว่าอะไร...กับการกระทำของอีกคน เพราะ...ทงเฮเอาแต่คิดว่าการกระทำแบบนี้
...เป็นเพียงการแสดงความรักต่อกันแบบเพื่อน…
...ก็ในเมื่อคิบอมกลับมาจากอเมริกา… การทักทายแบบนี้มันก็เป็นธรรมเนียมธรรมดาอยู่แล้วแต่สำหรับอีกคนล่ะ?
คิบอมได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายคิดไปตามที่ต้องการ มันคงจะดีกว่าถ้าการไม่บอกอะไรเลยจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ...แม้เขาจะต้องคอยมองอย่างนี้ตลอดไป มันก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อตัวของคนที่เขารักมาก…มากที่สุด…
+++++++++++++++++++++++




พูดถึงฮีซอลกะอีทึกนิดเดียวเอง พูดถึงคนอื่นๆตั้งวาอ่ะ
เลยไม่รู้ว่าฮีซอลจะเปนอะไรมั้ย ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่ว่าปอนแต่งได้แจ่มอีกตามเคย ขอบอก
หลอกล่อให้ติดตามได้อีก....ทรมานกันเข้าไป คึคึ
มาแต่งต่อเร็วนะ
ก้อยังจะพยายามทั้งที่รู้ว่า อารมคนเขียนขนาดไหน
พี่ก้อยรออยู่นะ ขอบคุนที่แต่งมาให้อ่านจนได้ ฮ่าๆๆๆ
สู้ๆๆเด็กพระจอม กิ้วๆๆ
#1 By (118.172.73.138) on 2009-09-07 11:14