[Fic] Still Believe - 10

posted on 31 Oct 2009 21:23 by femodos  in Fic-Still-Belive

Chapter 10

 


Still believe:

 

 

“ชั้น...กำลังคิดถึง ‘พี่ชายของนาย’”

 

“ไม่รู้ว่าทำไม…เขาถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ ...เพราะชั้นรึเปล่ากันนะ” บอกพลางหัวเราะน้อยๆ ใบหน้าเนียนก้มลงซบกับมือเรียวที่ประสานกันเอาไว้ จนยุนโฮต้องถอนหายใจกับท่าทางของคนคนนี้
 

“เฮ้อ...พักซะบ้างเถอะพี่อีทึก...ผมล่ะเป็นห่วงพี่กับพี่ฮีชอลจริงๆ” มองคนตรงหน้า สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจออกมาอีกรอบ ท้ายประโยคเบาจนอีทึกไม่ได้ยิน ก่อนจะปลีกตัวเข้าไปหาเสื้อหนาวตัวใหม่แล้วเดินไปช่วยคนสวยของวงทำของกินต่อ

 

...แม้จะเหนื่อยแทนกับเรื่องต่างๆแต่เขาเองก็คงช่วยอะไรได้ไม่มาก นอกจากคอยดูอยู่ข้างหลังแบบนี้…

 

“พี่อีทึกเป็นอะไรไปเหรอ” เสียงหวานเอ่ยถามหัวหน้าวงของตน มือเรียวหยิบบาร์บี้คิวใส่จากก่อนจะเดินไปย่างที่เตาไฟพร้อมกับร่างสูงของยุนโฮ

 

“คงจะสับสน…อยู่นะ” ตอบไปทั้งที่ในใจเองก็วุ่นวายแทนเมื่อนึกถึงใบหน้าของคนที่ถูกพูดถึง แจจุงพยักหน้าตอบน้อยๆ…นั่นสินะ รู้สึกว่าฮีชอลเองก็จะเป็นเหมือนกันไม่งั้นวันนี้ที่ห้องซ้อมไม่นั่งเงียบๆแบบนั้นหรอก… 

 

แล้วยิ่งสีหน้าตอนที่พี่อีทึกมองฮีชอล คิดแล้วก็ต้องหลอบถอนหายใจแทน เขาเองก็เป็นอีกคนที่รู้ว่าพี่อีทึกนะคบกับจางนาราอยู่ แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าทำไมท่าทางของฮีชอลที่เคยสดใสร่าเริงถึงได้เปลี่ยนเป็นเย็นชาแบบนี้?

 

 พี่อีทึกเองก็ด้วยเหมือนกัน…คนยิ้มง่ายคนเดิมหายไปไหนกันนะ?

 

...แล้วไม่รู้ป่านนี้พี่ฮีชอลจะเป็นยังไง?…

 

 ……………………………

 ………………………………………….

 

 

ครืด ครืดดด

 

เสียงสั่นของมือถือปลุกให้คนคิดมากหลุดออกจากภวังค์ มือเรียวควานหามือถือคู่ใจในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะกดรับเมื่อเห็นว่าปลายสายเป็นใคร

 

“มีอะไรเหรอ…คังอิน”  กรอกเสียงลงไป เหลือบมองน้องๆแต่ละคนที่ยังคนสนุกสนานกันอยู่ นานแค่ไหนแล้วที่เขาเดินออกจากร้านมาที่บ้านของสมาชิกร่วมค่ายอย่างดงบังชินกิ ใช่ตอนนี้เค้าทึกกี้กำลังนั่งอยู่ในสวนของสมาชิกต่างวง เพราะเขามีอะไรมากมายที่ยังคิดไม่ตก...หลายๆเรื่อง

 

‘พี่อยู่ไหน? พวกฉันถึงแล้ว...แต่พี่ฮีชอลไม่อยู่!!’

 

“ห๊ะ! ฮีชอลไม่อยู่...หมอนั่นไปไหน?”

 

‘ไม่รู้ ผมจะออกไปตามหานะ’

 

“…ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันหาเอง”

 

‘เอางั้นเหรอ? อือ...บาย’

 

“อืม ดูแลคนอื่นด้วยล่ะ...บาย” อีทึกปิดมือถือลง 

 

มองนาฬิกาบนข้อมือ  ลุกเดินเข้าไปหาคนอื่นๆที่สวน มือเรียวกดเบอร์ที่คุ้ยเคยระหว่างเดินไปหา ถอดเสื้อคลุมของยุนโฮออก ยื่นให้เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่กับนักร้องนำคนสวย

 

“จะกลับแล้วเหรอ…พี่อีทึก” เสียงหวานของแจจุงถามแทนคนข้างตัวที่ยื่นมือออกไปรับเสื้อมาถึอไว้อย่างงงๆ อีทึกหันมายิ้มหวานให้ ก่อนจะพยักหน้าตอบ แล้วกดปิดมือถือเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่รับเป็นแน่

 

“อือ…คังอินบอกว่าฮีชอลไม่อยู่บ้าน เลยจะไปดูที่บ้านของยัยนั่นหน่อย” พูดจบก็หันไปบอกลาคนอื่นๆ จนไม่ทันสังเกตเห็นใบหน้าที่พยายามซ่อนรอยยิ้มของยุนโฮและแจจุง

 

อีทึกหันกลับมาหาคนสองคน แจจุงก้มหัวให้เป็นเชิงบอกลาตามมารยาท ร่างสูงยิ้มเอ็นดูหมุนตัวจะเดินออกแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเสื้อคลุมตัวเมื่อครู่ถูกวางบนไหล่อีกครั้ง หันกลับมามองคนทำก่อนจะฉายแววคำถามในดวงตาคู่สวย

 

“อากาศมันหนาว...เดี๋ยวไม่สบาย ‘ยัยบ้า’ นั่นก็มาว่าผมอีก”  อมยิ้มกับคำตอบที่ได้ฟัง...ยัยบ้าเหรอ?...นอกจากเขาแล้วก็คงมีแค่คนๆนี้สินะที่เรียกคนปากจัดแบบนี้ได้ แล้วก็ต้องอึ้งเข้าไปอีกเมื่อเห็นคนที่เดินออกมาจากบ้านของหนุ่มๆทงบังชินกิ…ฮีชอล!

 

นัยน์ตาเรียวเบิกโผล่ง เท้าเรียวก้าวเดินเข้าไปหาโดยอัตโนมัติ

 

“ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวถอดเสื้อคลุมตัวใหญ่ให้ร่างบางที่ใส่เสื้อกันหนาวตัวเล็กๆตัวเดียว มองใบหน้าหวานขาวที่ติดจะซีดหน่อยๆ แล้วก็ต้องแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อไม่จำเป็นต้องออกไปตามหาให้วุ่นวาย และคนตรงหน้าเองก็ยังปลอดภัยอยู่

 

...ทำตามหน้าที่ หรือตามที่หัวใจบอกกันนะ...

 

“ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน…ไม่เกี่ยวกับลีดเดอร์อย่างนาย”  ฮีชอลมองการกระทำของร่างสูง ใบหน้าหวานเฉยชาบดบังความเจ็บปวดจากภายในอย่างสุดความสามารถแล้วมีหรือที่จะทำไม่ได้ 

 

แต่ก็ไม่วายพูดตอบแบบเจ็บๆตามนิสัยของเจ้าตัวสำหรับคนอื่น แต่สำหรับอีทึก...มันคือคำพูดที่เย็นชา พอที่จะน็อคเขาให้ล้มได้

 

...เจ็บมันทั้งคู่นี่แหละ เจ็บให้มันด้านชาไปเลย…

 

แจจุงและยุนโฮมองเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสองงงๆ แม้จะยังไม่เข้าใจเรื่องราวต่างๆเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยถ้าพวกเขาทำให้ความรู้สึกแบบเก่ากลับคืนมาแม้เพียงคืนนี้คืนเดียว  ความสัมพันธ์ของทั้งคู่อาจจะดีตามก็ได้

 

“ทำไมพวกนายสองคนนี่เหมือนกันจัง”  เสียงทุ้มของยุนโฮเรียกให้คนสองคนที่ดูท่าจะทำสงครามประสาทกันหันกลับไปสนใจคนพูดมากกว่า

 

“หมายความว่าไง” อีทึกเอ่ยถามก่อนที่อีกฝ่ายจะถาม แต่มันก็เป็นคำถามเดียวกันที่ทั้งสองคนอยากรู้

 

“เฮ้อ...บ้านนี้มันเอาไว้สำหรับมาเที่ยวรึไงกันห๊ะ!? มากันตลอดเวลาเลยนะ” พูดเสียงดังแล้วเดินเข้าไปหาแจจุง คนสวยหัวเราะออกมาน้อยๆ เมื่อเห็นใบหน้าของอีกสองคน

 

...นั่นสินะ ทุกครั้งที่ไม่สบายใจเป็นต้องมาที่นี่ตลอด...เพราะมีคนที่สามารถรับฟังทุกอย่างได้ล่ะมั้ง?...หรือเพราะมันเป็นที่แห่งความทรงจำกัน?

 

แจจุงมองเพื่อนรุ่นพี่สองคน ในหัวก็คิดหาวิธีที่จะทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพังเพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่จะทำยังไงล่ะที่จะบอกให้ไอ้หมีขั้วโลกที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ข้างฮีชอลออกมาด้วยจนคิ้วเรียวสวยของเจ้าตัวเริ่มผูกติดกันเป็นโบว์ กับใบหน้ายุ่งเหมือนคนไม่สบาย

 

“..แจ...โบแจ!”

 

“ห๊ะ...มะ..มีอะไรยุนโฮ” เจ้าของชื่อสะดุ้งน้อยๆ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเรียกชื่อเสียงดัง ก่อนจะหันไปหาด้วยความมึนงง พอดีกับที่ฮีชอลและอีทึกหันกลับมาให้ความสนใจ

 

“เป็นอะไรรึเปล่า ไม่สบายเหรอ” ขาเรียวก้าวเข้ามาใกล้คนสวย แจจุงอึ้งอยู่นิดๆ ก่อนจะแกล้งทำเป็นไม่สบาย

 

“อ๋อ ปวดหัวนิดหน่อยนะ” ตอบกลับเสียงเบา ยิ่งทำให้ฮีชอลกับยุนโฮเป็นห่วงมากขึ้น ร่างบางของพี่ใหญ่เดินเข้ามาใกล้มือเรียวสวยทาบลงบนหน้าผากเนียน

 

“ยุนโฮนายพาแจจุงไปนอนเหอะ เดี๋ยวจะกลายเป็นไม่สบายเข้า”

 

เสียงหวานบอกคนตัวสูงด้านข้างที่เหมือนรู้หน้าที่ มือแกร่งโอบรอบไหล่บางพยุงคนสวยในอ้อมกอดเดินเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้พี่ใหญ่อีกสองคนยืนมองตามอย่างเป็นห่วง

 

...ฮีชอลมองตามไปด้วยความเป็นห่วง ถึงจะอยากอยู่ใกล้แต่ไงซะ คนสวยของเขาคงจะอยากให้ยุนโฮดูแลมากกว่า และถึงเขาจะไม่ค่อยชอบความงี่เง่าของยุนโฮสักเท่าไหร่ แต่มันก็คงไม่เลวร้ายถ้ารวมถึงสิ่งที่หมอนั่นเคยทำให้เขาและแจจุงตลอดมา...

 

และฮีชอลเองก็อยากจะเห็นรอยยิ้มมากกว่าน้ำตาของคนทั้งคู่ อมยิ้มน้อยๆกับสิ่งที่คิด  ก่อนจะหันกลับไปเห็นร่างสูงอีกคนที่ยังยืนไม่ไปไหน ใบหน้าหวานคลายยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเหมือนเดิม

 

นี่สินะที่คนอื่นเขาเรียกว่า...หยิ่ง! เพราะแม้แต่อีทึกเองยังคิดไม่ออกเลยว่าจะพูดอะไร ทั้งที่นึกเอาไว้มากมายทั้งคำขอโทษ คำพูดต่างๆที่อยากจะคุยให้เข้าใจกัน แต่เพียงแค่เห็น…ใบหน้าสวยที่ดูเหมือนจะเย็นชากับนัยน์ตาที่อีทึกรู้ดีว่าอีกฝ่ายแกล้งให้มันดูเฉยเมยนั้น ทุกอย่างในหัวก็พลันขาวไปทั้งหมด

 

ฮีชอลมองร่างสูงที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร ก่อนที่ข้อมือสวยจะถูกอีกฝ่ายลากให้เดินตามออกไปจากตรงนั้น

 

...ถึงเวลาแล้วสินะ ที่ฉันกับนายจะต้องเคลียร์ทุกอย่างให้จบไปสักที....แม้ฉันจะต้องแหลกไปมากกว่านี้…ก็ตาม

 

ร่างโปร่งลากฮีชอลมาตรงที่ๆ เจ้าตัวนั่งหลบมุมอยู่ในตอนแรก ถึงมันจะอยู่ในบริเวณบ้านแต่ก็เป็นที่ๆ ใครหลายคนไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แล้วยิ่งน้องๆต่างวงที่ตอนนี้สงสัยคงจะยุ่งอยู่กับอาหารและความสนุกตรงหน้าแล้ว...มันก็คงเป็นที่ๆเขาสามารถคุยกับคนสวยคนนี้ได้อย่างเต็มที่สักที

 

อีทึกปล่อยมือเรียวสวยของคนที่เขาลากมา ไม่มีแม้แต่คำพูดใดหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากสวยของทั้งคู่ ทั้งที่ปกติแล้วคนตรงหน้าจะวีนทันทีที่มีคนทำแบบนี้กับตัวเอง 

 

ฮีชอลนั่งลงบนม้านั่งขาเรียวถูกยกขึ้นมากอดเอาไว้ ก่อนที่ร่างบางจะก้มหน้าลงซบกับเข่าเนียน อีทึกมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย

 

...นี่เหรอ? คือคนที่ใครต่อใครบอกว่าเข้มแข็งทำไมถึงดูบอบบางจนน่าเป็นห่วงขนาดนี้ ยิ่งเจ้าตัวกอดเข่าให้แน่นยิ่งขึ้นก็เหมือนกับยิ่งทำร้ายอีทึกมากขึ้น…เหมือนคนตรงหน้ากำลังจะจมหายไปกับสีดำสนิทรอบบริเวณนั้น

 

ขาเรียวของร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนที่เจ้าตัวจะนั่งลงตรงหน้าร่างบางที่เอาแต่กอดเข่าอยู่ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง

 

...คนหนึ่งเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเอาไว้ กลับอีกคนที่เอาแต่คอยหนีมาตลอดอย่างร่างบาง แล้วเมื่อไหร่กันล่ะที่ทั้งคู่จะกลับมายืนเคียงคู่กันได้...แม้จะไม่ใช่ในฐานะคนรัก แต่ในฐานะเพื่อนก็ยังดีไม่ใช่เหรอ?

 

“กลับบ้านกันเถอะนะ”

 

นานจนในที่สุดอีทึกต้องเป็นฝ่ายพูดออกมา หลังจากอึดอัดกับบรรยากาศที่เงียบสนิท  น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้ร่างบางค่อยๆเงยหน้าออกจากเข่าเนียน  ยังไงซะถ้าเป็นแบบนี้ฮีชอลก็คงไม่ยอมพูดอะไรเป็นแน่ แล้วถ้านั่งนานกว่านี้ไม่ใครสักคนก็คงต้องไม่สบาย...อย่างเจ้าหญิงตรงหน้า

 

“นายอยากกลับก็กลับไปเถอะ” เสียงหวานเอ่ยถามกลับเบาๆ ถึงมันจะฟังดูแล้วบาดหู แต่ถ้าอีทึกฟังให้ดีคนสวยตรงหน้าเขาเองก็กำลังอดทนอยู่เหมือนกัน แววตาสวยสั่นนิดๆยิ่งทำให้อีทึกเจ็บมากขึ้นไปอีก

 

“...แต่”

 

“ฉันจะนอนที่นี่...นายกลับไปซะ”  ฮีชอลเอ่ย ใบหน้าหวานจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของอีกฝ่าย อีทึกอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน

 

นั่นสินะ…จะชดเชยกับสิ่งที่ทำไว้เพียงแค่คำพูดเดียวคงเป็นไปไม่ได้

 

“อืม แล้วพรุ่งนี้ชั้น...จะมารับนะ”

 

“ทึกกี้...” ฮีชอลมองร่างสูงที่เอาแต่ก้มหน้าหลังจากที่เขาพูดแบบนั้นออกไป ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจเอ่ยปากอีกครั้งกับคำพูดที่เรียกให้อีกฝ่ายต้องอึ้งและเงียบไปมากกว่าเดิม ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไป

 

‘อย่ามาสนใจคนอย่างฉันอีก’

 

อีทึกก้มลงมองมือตัวเอง มือที่เขาเพิ่งจับข้อมือเรียวสวยไปเมื่อครู่ มือของเขากำลังสั่น เพราะอะไรกัน?   ร่างสูงยิ้มเศร้าๆให้กับตัวเอง ก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วนั่งลงที่เดิมอีกครั้ง
 

 ทั้งที่รู้สึกดีใจ...ที่จู่ๆนายก็เรียกชื่อชั้นเหมือนเดิม  แต่ชั่วแวบเดียว...ความสุขที่ว่าก็พลันหายไป

 

เมื่อก่อน…เราเป็นยังไงกัน...ชั้นกับนาย?

 

ก่อนจะมีแฟนเซอร์วิสแบบนี้…หรือว่าก่อนที่ชั้นจะคบกับนารา…เมื่อไหร่กันนะที่นาย…เริ่มเปลี่ยนไปแบบนี้?

 

TBC.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ปอน พิมผิดอ่ะ อยากแก้ให้จัง สงสัยรีบ

หลอบถอนหายใจ=ลอบ


อ่า ฮีซอลหายยย

คึคึ

ที่แท้ก็มาบ้านเดียวกันนะ

‘อย่ามาสนใจคนอย่างฉันอีก’

ว่าแต่คำนี้หลุดมา สงสัยจะพีคสุดๆๆ


เง้อ ไม่อยากอ่านต่อละ กลัวจบ คึคึ

#1 By (118.172.72.33) on 2009-11-03 11:09

ปอน พิมผิดอ่ะ อยากแก้ให้จัง สงสัยรีบ

หลอบถอนหายใจ=ลอบ


อ่า ฮีซอลหายยย

คึคึ

ที่แท้ก็มาบ้านเดียวกันนะ

‘อย่ามาสนใจคนอย่างฉันอีก’

ว่าแต่คำนี้หลุดมา สงสัยจะพีคสุดๆๆ


เง้อ ไม่อยากอ่านต่อละ กลัวจบ คึคึ

#2 By แมวบุ่นโข่ (118.172.72.33) on 2009-11-03 11:09

พี่ก้อยทำไมเม้นตั้งสองรอบนี้..คิคิ

มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่คลี่คลายอีกหรอ

นึกว่ามันจะดีขึ้นแล้วนะ..ทำไมมันยากจัง

‘อย่ามาสนใจคนอย่างฉันอีก’

คำนี้มันช่างปวดใจจริงๆเลย..เศร้า..

#3 By ps_joyy (124.120.111.171) on 2009-12-04 00:49