[Fic] Still Believe - 11

posted on 31 Oct 2009 21:27 by femodos  in Fic-Still-Belive

Chapter 11 

 


Still believe:

 

 

มีคนเคยบอกว่า...ความสุขมักจะอยู่กับเราไม่นาน

 

อาจจะเป็นความจริงเมื่อ ถัดจากนั้นไม่กี่วันที่อีทึกและฮีชอลออกไปเที่ยวกันและก็ไปเล่นหิมะที่บ้านของพวกยุนโฮ  ทั้งอีทึกและฮีชอลก็ต้องถูกบริษัทเรียกตัวเข้าไปพบโดยด่วน

 

เด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่ามีใบหน้าหวานคนหนึ่ง อย่างอีทึกนั่งอยู่ภายในห้องประชุมของบริษัท กับชายมีอายุสองคนที่คนหนึ่งอีทึกสนิทด้วย เพราะเป็นผู้จัดการวงของเขา แต่อีกคน...คนที่ได้ชื่อว่า อีซูมาน

 

ใบหน้าของผู้ใหญ่สองคนเครียดอย่างเห็นได้ชัด อีทึกเลยทำได้เพียงแค่นั่งมองกระดาษในมือเฉยๆ โดยไม่ส่งเสียงอะไรออกไปรบกวนชายทั้งสอง


 

ก๊อก ก๊อก

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนจะปรากฏร่างของชายสองคน คนหนึ่งมีใบหน้าและรูปร่างหวานคล้ายผู้หญิง ‘คิมฮีชอล’ และอีกคน...ที่อีทึกมองแล้วก็ต้องก้มหัวลงเป็นเชิงทักทาย ผู้จัดการส่วนตัวของฮีชอล

 

“สวัสดีครับมิสเตอร์อี...ซังฮวาน” การทักทายเกิดขึ้นจากผู้จัดการส่วนตัวของฮีชอล ส่วนตัวของร่างบางได้แต่ก้มหัวทักทายทั้งสามคนโดยไม่มีคำพูดอะไร รู้ดีว่าการถูกเรียกมาแบบด่วนอย่างนี้...มันจะต้องเป็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกแย่อย่างแน่นอน แล้วยิ่งเรียกทึกกี้มากด้วย

 

...หวังว่าที่เขาคิดมันจะเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น

 

ผู้จัดการส่วนตัวของฮีชอลทักทายคนสองคนอย่างคุ้นเคย แต่ก็ยังเหลือบมองเด็กของตนที่เดินเข้าไปนั่งเคียงข้างกับหัวหน้าวง ใบหน้าหวานบ่งชัดว่ากำลังกังวลเป็นอย่างดี เพราะตัวเขาเองก็พอจะรู้ว่าการถูกเรียกมาแบบนี้ไมได้เป็นการดีเท่าไหร่นัก น่าจะเป็นเรื่องอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับเด็กสองคน…อาจจะเป็นเรื่องแฟนคลับก็ได้

 

“เอาล่ะมานั่งคุยกันได้แล้ว” อีซูมานพูด พร้อมทั้งเดินนำไปนั่งที่โต๊ะที่อีทึกและฮีชอลนั่งอยู่ ฮีชอลลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินกลับไปนั่งฝั่งตรงข้ามของอีทึก ตามผู้จัดการส่วนตัว เช่นเดียวกับอีซังฮวานที่เดินเข้ามานั่งแทนที่ของร่างบาง

 

“งานเป็นยังไงบ้างฮีชอล” ชายหนุ่มหัวโต๊ะเอ่ยถาม เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านขวามือถัดจากผู้จัดการส่วนตัว ฮีชอลไม่ตอบเพียงแต่ขยับตัวเล็กน้อย

 

“ก็ดีครับ มีงานเข้ามาตลอด...เรียกว่าหนักเลยก็ได้” น้ำเสียงของผู้จัดการส่วนตัวเอ่ยตอบเป็นการเป็นงาน แต่ยังแฝงความเอ็นดูในตัวของร่างบางด้านข้าง จนฮีชอลรับรู้ได้ อีซูมานพยักหน้าก่อนจะหันกลับไปถามคำถามเดิมแต่เป็นของอีทึกแทน

 

“แล้วนายล่ะ อีทึก”

 

“ก็ดีฮะ ตอนนี้ก็กำลังเปิดตัวด้วยเพลงใหม่ไปเรื่อย ส่วนคนอื่นๆก็มีงานเป็นของตัวเองบ้าง...แล้วแต่คนฮะ”  อีทึกตอบประโยคสุดท้าย แววตาเรียวก็ไม่วายหันไปมองคนตรงข้าม

 

“อืม...ที่ชั้นเรียกนายสองคนมาวันนี้ก็มีเรื่องจะพูดด้วย” เสียงทุ้มเปล่งออกมาเรียกให้คนทั้งห้องหันไปสนใจ รูปภาพสองสามรูปถูกวางลงบนโต๊ะด้วยมือของอีซูมาน ก่อนจะถูกผู้จัดการทั้งสองหยิบไปดูแล้วส่งต่อให้เด็ก

 

แววตาเรียวของคนทั้งคู้เบิกกว้างอย่างห้ามไม่ได้

 

...นี่สินะ...สิ่งที่ฮีชอลไม่ยากให้เป็นจริงมากที่สุด สิ่งที่เค้ากลัวมากที่สุด…

 

ภาพตรงหน้าเป็นภาพที่อีทึกและฮีชอลนั่งอยู่ในร้านขนม กับภาพของฮีชอลและฮันคยองเพื่อนร่วมวงอีกคนที่มีอายุน้องกว่าคนทั้งสอง และ...ภาพของอีทึกกับคังอิน

 

“ทำไมเหรอครับ มิสเตอร์อี” อีทึกเอ่ยถาม มือเรียววางภาพต่างๆลงบนโต๊ะอีกครั้ง เช่นเดียวกับฮีชอลที่หันไปมองผู้จัดการส่วนตัวของตน

 

“พวกนายคงเคยได้ยิน เรื่องของแฟนเซอร์วิสใช่มั้ย”

 

“..เหมือนแจจุง..” เสียงหวานหลุดออกมาเบาๆ แต่ภายในห้องที่เงียบสงบแบบนี้คงไม่แปลกที่ทุกคนจะได้ยิน อีซูมานพยักหน้ารับคำนั้นอย่างห้ามไม่ได้

 

“ใช่ ชั้นหวังว่าพวกนายจะเข้าใจนะ ตอนนี้แฟนเซอร์เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เรียกความสนใจจากบรรดาแฟนคลับพวกนายได้”

 

“แล้ว...”

 

“ชั้นจะให้อีทึกเป็นแฟนเมคกับคังอิน! ส่วนฮีชอล...กับฮันคยอง” คำพูดของอีซูมานแทบจะไม่ได้เข้าถึงหูของฮีชอลเลย ใบหน้าหวานซีดลงจนอีทึกสังเกตได้...

 

นี่พระเจ้ากำลังแกล้งเค้าอยู่หรือยังไงกัน?...

 

ฮีชอลรู้ตัวดีว่า ตอนนี้ความรู้สึกที่มีให้ร่างสูงอย่างทึกกี้นั้นเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่คำว่าเพื่อนเช่นเดิม แต่กลับกลายเป็นความรู้สึกที่มากกว่าไม่รู้เท่าไหร่ คำว่า ‘รัก’  ใช่! ตอนนี้คิมฮีชอลกำลังรักเพื่อนสนิทตัวเอง!! รักคนที่ได้ชื่อว่าปาร์คจองซู!!

 

แต่ทำไมพระเจ้าต้องแกล้งเค้าแบบนี้ด้วยล่ะ?

 

“แล้วเป็นผมกับฮีชอลไม่ได้เหรอฮะ” เสียงทุ้มของอีทึกเอ่ยถาม เมื่อเห็นสีหน้าของร่างบาง...จะให้ฮีชอลไปเป็นแฟนเมคกับฮันคยองได้ไง ในเมื่อทั้งคู่ถึงจะสนิทกันแต่มันก็เป็นเพียงแค่เพื่อนสนิท...แต่ที่สำคัญ ...ฮีชอล...จะทำได้เหรอ?

 

“อีทึก...ฮีชอลไม่ได้รับงานเหมือนนาย ถ้าเป็นคู่พวกนายสองคน ชั้นว่ามันจะไม่รอด เพราะพวกนายไม่ได้ทำงานพร้อมกัน แต่คังอินหมอนั้นสามารถอยู่กับอีทึกได้ตลอดเวลา อีกอย่างมันน่าจะดีถ้ามีหลายคู่ในวง” อีซูมานแจงเหตุผล  อีทึกชะงักน้อยๆ ก่อนจะต้องปิดปากเงียบ

 

...นี่สินะ...สิ่งที่คอยทำร้ายรุ่นพี่ของพวกเค้ามาตลอดเวลา...การตัดสินใจของผู้ใหญ่...ที่ไม่อาจขัดได้

 

“แต่ฮีชอลละครับ” เสียงทุ้มของผู้จัดการส่วนตัวของฮีชอลเอ่ยออกมา หลังจากที่นั่งมองดูใบหน้าเด็กของตนก็อดที่จะสงสารไม่ได้

 

“ชั้นรู้...ฮีชอลรับงานนอกมากกว่าใคร  แต่..อย่าลืมสิว่าฮีชอลหน้าหวาน แถมยังเหมือนผู้หญิงขนาดนี้ ถึงจะไม่จัดแฟนเซอร์วิส  ยังไงซะแฟนคลับก็ต้องคิดอยู่แล้ว…ชั้นเพียงแต่จะให้พวกเค้าคิดไปเลยก็เท่านั้น” 

 

สิ้นคำพูดของอีซูมาน เสียงมือถือของเจ้าตัวก็ดังขึ้น ก่อนที่จะร่างทั้งร่างจะลุกออกไปรับสายข้างนอก ทิ้งให้อีกสี่คนนั่งคิดเรื่องนี้กันต่อไป

 

“อีทึก ฮีชอล...พวกนายจะว่ายังไง” อีซังฮวานเอ่ยทำลายความเงียบ เรียกให้เด็กหนุ่มสองคนเงยหน้าขึ้น แล้วหันมองหน้ากันอย่างหาคำตอบไม่ได้

 

ไม่ใช่ว่าสิ่งที่จะทำมันยาก…

 

แต่…

 

เพราะทั้งคู่สนิทกันมากที่สุดต่างหาก การที่จะให้เป็นแฟนเซอร์วิสกับคนอื่น ก็เหมือนคำสั่งที่แยกทั้งคู่ออกจากกันไปในตัวมากกว่า...

 

“ขอพวกเราออกไปปรึกษากันหน่อยได้มั้ยฮะ” เสียงหวานพูดเป็นคำตอบ ใบหน้าหวานจริงจังจนผู้จัดการสองคนมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า อีทึกและฮีชอลจึงเดินออกไปจากห้อง

 

เท้าเรียวสองคู่เดินขึ้นมาบนดาดฟ้าของบริษัท สายลมอ่อนๆพัดมาปะทะใบหน้าหวาน ทำให้เส้นผมพลิ้วไปตามแรงลม ฮีชอลหันหน้ากลับมามองอีกคนที่เดินตามมาเงียบๆ

 

“มิน่าที่เราเคยสงสัยเรื่องของยุนโฮกับแจจุงก็เพราะแบบนี้เองสินะ...แล้วทึกกี้จะทำมั้ย” ถามอีกฝ่าย สายตาสวยมองลึกลงไปในดวงตาเรียวคู่เดิมที่เค้าเคยชอบมองนักหนา

 

“ไม่รู้สิ...อีซูมานมาพูดเองแบบนี้คงจะเลี่ยงยาก”

 

“อืม...นั่นสินะ”

 

“ไม่เห็นเป็นไรเลยฮีชอล...ยังไงพวกเราก็อยู่บ้านเดียวกัน แค่ภายนอกเท่านั้นที่เราต้องทำแบบนั้น แล้วคังอินกับฮันคยองก็ไม่ใช่คนอื่น” อีทึกพูดยิ้มๆ เพียงเพื่อจะทำให้คนตรงหน้ายิ้มตาม

 

“แหม...ลีดเดอร์สุดสวยอย่างนายคงอยากจะแกล้งทำอะไรแบบนั้นกับคังอินอยู่แล้วสิน่าา ไม่ต้องมาทำเป็นพูดแบบนี้เลย” ฮีชอลพูดใส่ร่างสูงด้านหน้า ก่อนจะทำแก้มป่อง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตามแบบฉบับของตัวเอง

 

“แล้วนายกับฮันคยองล่ะ”

 

“ชั้น...ฮันคยองก็ดูหล่อไม่เบานะ...น่าสนุกดีเหมือนกัน” พูดยิ้มๆ นึกถึงสีหน้าของคนที่ถูกกล่าวถึงว่าจะทำหน้ายังไง ดวงตาคู่สวยก็ฉายแววระริกจนคนมองต้องกุมขมับ

 

“แต่ชั้นไม่เข้าใจ ทำไมต้องให้ชั้นคู่กับคังอินด้วย”

 

“ฮ่าๆ นายบ้ารึเปล่าทึกกี้ เคยมองตัวเองตอนอยู่กับไอ้หมีอ้วนนั่นมั้ย นายออกจะหวาน…แล้วก็...สวยด้วย!”

 

“เหอะ คนที่สวยนะมันนายต่างหาก! ยัยบ้า!”

 

“ทึกกี้!! อย่ามาเรียกชั้นว่ายัยบ้านะ แล้วชั้นก็สวยมานานแล้วด้วย!”

 

“คร้าบบบ เจ้าหญิง…สวยก็สวย...ว่าแต่จะไปกันรึยังปล่อยให้ผู้ใหญ่คอยมันไม่ดีนะ” อีทึกลากเสียงยาวตอบ แล้วชวนให้ร่างบางเดินลงไปกันได้แล้ว ฮีชอลไม่ตอบแต่เดินนำหน้าอีกฝ่ายลงไป
 

‘ไม่เห็นเป็นไรเลยฮีชอล...ยังไงพวกเราก็อยู่บ้านเดียวกัน แค่ภายนอกเท่านั้นที่เราต้องทำแบบนั้น’

 

...เพราะคำพูดของทึกกี้รึเปล่านะ...ที่ทำให้ทุกอย่างมันดูง่ายลงจนไม่น่าแปลกใจอะไรเลย แล้วที่ทำก็เพื่อความฝันของพวกเราทุกคน มันก็เป็นการดีไม่ใช่เหรอ?

 

 


ก๊อก ก๊อก

 

อีทึกและฮีชอลเดินกลับเข้าไปในห้องประชุมอีกครั้ง เพียงแต่แตกต่างจากตอนแรก...ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม อีซูมานและคนอื่นๆ ที่นั่งเครียดกว่าเดิม กลับต้องรีบเปลี่ยนสีหน้าก่อนที่เด็กทั้งสองคนจะเห็น

 

“ว่าไง”

 

“แล้วแต่ทางบริษัทแล้วกันฮะ” เสียงหวานตอบพร้อมกับนั่งลงที่นั่งเดิมของตัวเอง อีซูมานและคนอื่นๆยิ้มออกมา ผู้จัดการส่วนตัวของร่างบางยกมือขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ

 

“งั้นก็ตกลงตามนี้นะ”

 

อีทึกและฮีชอลหันมามองหน้ากันอีกครั้งก็จะตอบรับพร้อมกัน

 

“ครับ/ฮะ”

 

ร่างหนาของอีซูมานลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปหยิบตารางงานของเดือนนี้ออกมายื่นให้อีซังฮวาน ร่างสูงรับไปทันที

 

“แต่มันมีข้อแม้นะ...อีทึก ฮีชอล” เสียงที่เอ่ย กลับทำให้เด็กหนุ่มอีกสองคนที่สนใจตารางงานตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

 

ข้อแม้?

 

“ตลอดเวลาต่อไปนี้...พวกนายสองคนจะไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้กัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน หรือทำอะไรที่จะส่อให้แฟนคลับเห็นว่าพวกนายสนิทกัน ที่สำคัญต้องไม่ให้คนอื่นๆในวงรู้ด้วยนอกจากเจ้าตัวเพียงแค่นั้น เพราะ...ถ้าพวกนายสองคนทำแบบนั้น แฟนคลับก็จะเพ่งเล่งพวกนายสองคน แล้วคนอื่นๆล่ะ? คู่อื่นๆล่ะ? หวังว่าพวกนายคงจะเข้าใจในสิ่งที่ชั้นพูด”

 

“...แต่…” เสียงทุ้มของอีทึกเอ่ยจะค้าน

 

“ฮีชอล พวกเราคิดว่า...นายควรจะย้ายออกจากบ้านด้วย”  คำพูดสั้นๆประโยคเดียวกลับทำให้ฮีชอลอึ้งไปพอๆกับอีทึกที่ได้ยิน ราวกับตกลงไปในหลุมลึกเพียงคนเดียว ใบหน้าหวานซีดขาวจนน่าตกใจ มีเพียงผู้จัดการส่วนตัวเท่านั้นที่มองเด็กของตัว ส่วนคนอื่นๆเลือกที่จะหันไปทางอื่นมากกว่า

 

“คือ...ผมว่ามันยังไม่ถึงเวลานะครับ ฮีชอลเพิ่งจะเดบิวกับวง ถ้าให้ย้ายบ้านออกไปมันจะดูไม่ดีนัก”

 

“ใช่ครับ! ถ้าแฟนคลับรู้ว่าฮีชอลต้องย้ายบ้านออกไปมันจะดูไม่ดีนะครับ เพราะพวกเราทุกคนควรจะอยู่ด้วยกันเหมือนวงอื่นๆมากกว่า” เสียงพูดขอร้องของอีทึกและผู้จัดการดังก้องอยู่ในโสตประสาทของฮีชอลไปมา

 

...นี่พระเจ้ากำลังเล่นตลกกันเค้าอยู่งั้นเหรอ?....

 

“ถ้าอย่างนั้นรอดูปฏิกิริยาของแฟนคลับก่อนแล้วกัน แต่ที่สำคัญที่ชั้นจะให้ฮีชอลย้ายออกมานะ...เพราะเจ้าตัวควรจะได้พักผ่อนมากขึ้น ถ้าอยู่กับคนเยอะๆอย่างนั้น…ชั้นกลัวว่าจะไม่สบาย” อีซูมานหันมาพูด ก่อนจะมองใบหน้าหวาน ถึงจะเหมือนไม่เข้าใจแต่ฮีชอลก็รู้ดีว่าคนพูดเป็นห่วงเค้ามากขนาดไหน

 

“ไม่ต้องห่วงหรอกฮะ ผมดูแลตัวเองได้...อีกอย่าง...อีทึกเองก็อยู่ด้วย” ฮีชอลเงยหน้ามอง ปากเรียวเอ่ยประโยคที่เรียกได้ว่า...คิดเอาไว้นานแล้ว...เชื่อว่าอีทึก...ดูแลเค้าได้แน่นอน

 

“อืม....ตอนนี้พวกนายกำลังไปได้สวยอย่าทำอะไรให้เสียล่ะ โดยเฉพาะนายฮีชอล...นายด้วยนะอีทึก”  ฮีชอลและอีทึกพยักหน้าตอบ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับผู้จัดการวงและผู้จัดการส่วนตัว

 

“ชั้นเอง...ก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้หรอกนะ” ผู้จัดการคิมบ่นพึมพำคนเดียว หลังจากที่มองแผ่นหลังของคนสองคนเดินจากไป...แต่เพราะรู้ดีว่า...นี่คือสิ่งที่ศิลปินทุกคนต้องเจอ...ตัวเค้าเองก็ค้านอะไรได้ไม่มาก

 

...หวังว่าการช่วยเหลือครั้งนี้...พวกนายจะรักษามันเอาไว้ให้นานที่สุด!

 

 มือเรียวสวยถูกคนตัวสูงดึงไปกุมไว้ตั้งแต่ออกมาจากห้อง ความอบอุ่นตามปลายนิ้วของอีทึถูกส่งออกมาให้มือเรียวที่เย็นเฉียบ  ร่างสูงบีบมือคนตัวเล็กน้อยๆ ฮีชอลส่ายหน้าเป็นคำตอบ ’ไม่เป็นไร’ นี่คือสิ่งที่เขารู้
 

อย่างน้อย’ เรา’ ก็ยังมีเวลาที่จะได้อยู่เคียงข้างกันไปอีกสักพัก....

 

ถ้าเพียงแค่การได้อยู่เคียงข้างไม่ผิดเกินไป…

 

ผมก็อยากจะอยู่เคียงข้างกับเขาแบบนี้ต่อไป...เท่าที่ยังทำได้

 

การเป็นแฟนเซอร์วิสของทั้งคู่ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกเลยสำหรับบรรดาแฟนคลับ ทั้งอีทึกและฮีชอลเองก็รู้ดีว่าอะไรคืองาน อะไรคือสิ่งที่ควรทำ ควรมาเป็นอันดับหนึ่ง

 

‘คังทึก’ เป็นที่ชื่นชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่บรรดาแฟนคลับ เช่นเดียวกัน ‘ฮันชอล’ 

 

คำสั่งของอีซูมานไม่เพียงแต่ทำให้คนสองคนต้องห่างกันอย่างช่วยไม่ได้ แต่เวลางานที่ทั้งคู่รับกลับไม่ตรงกันเข้าไปอีก บวกกับเมื่อมีเรื่องแฟนเซอร์วิส การจะอยู่ด้วยกันก็เป็นเรื่องยาก ทั้งคู่เลยจำใจต้องออกห่างกันเพียงเพื่อทำตามคำสั่งของ’บริษัท’ เรียกว่าสำหรับสองคนนี้แล้วคงจะแย่ไม่น้อยที่เป็นแบบนี้

 

หลายครั้งที่ฮีชอลกลับมาบ้านตอนเกือบสว่าง ถึงจะรู้ดีว่าสมาชิกคนอื่นเข้านอนกันหมดแล้ว จะมีก็เพียงอีทึกที่ยังคงนั่งคอยเค้าอยู่แทบจะทุกวัน อาจเป็นเพราะอีทึกเองก็เลิกงานก่อนเค้าไม่นาน การจะคอยเจอกันคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่พักหลังมานี่งานเยอะขึ้นทำให้ร่างบางไม่มีแรงแม้แต่จะเอ่ยปากพูดกับใครเมื่อกลับมาถึงบ้าน นอกจากเดินเซเข้าห้องไปอย่างเหนื่อยอ่อน

 

แต่ก็ยังรับรู้ได้ทุกวันว่ามีคนคนหนึ่งที่คอยเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา

 

TBC.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แฟนเซอร์วิสอ่ะ ปวดใจ คังทึก ฮันซอล

ทำไมต้องแยก ทำไมต้องถูกกะเกณฑ์


เว้ยยยยย ปวดหัวแทน


เหนื่อยทั้งคู่ล่ะนะ

เวลาแห่งความสนุก หมดแล้วหรอ

#1 By แมวบุ่นโข่ (118.172.72.33) on 2009-11-03 11:30

มีเพื่ออะไรหรอ

แฟนเซอร์วิส..หะหะ

จุดเริ่มต้นของความห่างเหิน

เริ่มจากตรงนี้สินะ..ไม่มีเวลา

แม้แต่บ้าน..ก็จะให้แยกกันอยู่หรอ

มันช่างเกินไปจริงๆ..ติดตามต่อไป...

#2 By ps_joyy (124.120.111.171) on 2009-12-04 01:00