[Fic] Still Believe - 14
posted on 31 Oct 2009 21:41 by femodos in Fic-Still-BeliveChapter 14
Still believe:
ใบหน้าหวานหันออกไปนอกรถ นัยน์ตาสวยมองทิวทัศน์ตอนกลางคืนหรือถ้าเรียกให้ถูกต้องพูดว่า ..เช้าวันใหม่ของอีกวันจึงจะถูก แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สนใจทิวทัศน์เลยสักนิด เพราะความคิดมากมายที่กำลังแล่นอยู่ในหัวตอนนี้มันมีมากกว่า
ตั้งแต่วันนั้นที่ผมรู้สึกตัวว่าแอบรักเพื่อนสนิทตัวเอง
ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรให้อารมณ์แบบนี้มันเกิดขึ้น แต่จะให้ผมทำยังไง...? ในเมื่อผมเลือกไม่ได้! ทั้งที่อยากจะคุยกัน เล่นกัน เหมือนเมื่อก่อนที่เคยเป็น แต่ตอนนี้ผมทำได้แค่...หลบหน้าเขา เพียงเพื่อ...อยากจะหยุดความรู้สึกพวกนี้ไว้กับตัวเอง!! นี่คงเป็นวิธีที่ดีที่สุด…
แม้ผมจะรู้ดีว่าความรักแบบนี้มันมีมากขึ้นภายในโลกของเรา
แต่...ผมก็รู้ดีว่า จองซูไม่ได้คิดแบบที่ผมคิดแน่ๆ จองซูชอบผู้หญิง!
ทำไมผมจะไม่รู้....ในเมื่อผมอยู่กับเขามานานแค่ไหน? เพียงแต่เพราะเขายังไม่เจอคนที่ใช่ก็เท่านั้น!
ฮีชอลพ่นลมหายใจอ่อนๆ ออกมาเหมือนระบายความอัดอั้นที่มีอยู่ภายในใจ ริมฝีปากเรียวสวยบ่นออกมาเป็นคำไม่ได้ศัพท์ ที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร
ทำไมความอัดอั้นที่อยู่ภายในมันถึงได้เยอะขนาดนี้
หรือเพราะเขากำลังกังวลต่างหาก...
กังวลว่าถ้าเรื่องความรู้สึกนี้มันหลุดออกไปให้ใครรู้ ก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่น้อย บริษัทจะต้องออกมาวุ่นวายแน่ๆ!!
ตัวเขาเองก็คงจะทำให้แฟนคลับผิดหวัง…
ความฝันของวงที่เค้าสร้างมาเองกับมือก็คงจะสลายไป…
แต่…
ที่สำคัญที่สุด...คือการที่เขาจะต้องสูญเสียทึกกี้ไปต่างหาก!
ถ้าต้องเป็นอย่างนั้น...ผมก็คงเลือกที่จะเก็บมันไว้กับตัวเพียงลำพัง
แล้วแสร้งทำเป็นคิมฮีชอลคนเดิม...ที่เป็นเพียงเพื่อนสนิทของทึกกี้ก็พอ!
“ฮีชอล” ผู้จัดการคิม หรือผู้จัดการส่วนตัวส่งเสียงเรียกร่างบางที่เอาแต่มองออกไปนอกรถตั้งแต่ออกมาจากบริษัทนานแล้ว ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องส่วนตัวของใครมากนัก เพียงแต่สำหรับตัวของเขาแล้ว ฮีชอลก็เปรียบเหมือนลูกชายคนหนึ่ง ที่เค้ารักและเอ็นดูมากๆ
ทั้งที่ตอนแรกเด็กคนนี้ไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป การมองโลกของฮีชอลต่างไปจากคนอื่นๆ จนทำให้เขาไม่รู้จะปรับตัวเข้ากับฮีชอลยังไง
แต่สุดท้ายก็รู้ได้...ว่าคิมฮีชอล...แท้จริงแล้วอ่อนแอแค่ไหน ที่เจ้าตัวมองทุกอย่างในแง่ร้าย ..ก็แค่อยากจะปกป้องตัวเองจากทุกอย่างเพราะภายในของคนๆนี้มันไม่ได้แข็งเหมือนเปลือกนอก แต่มันอ่อนปวกเปียกจนน่ากลัวต่างหาก
และเพราะเด็กคนนี้..ถึงทำให้เขารู้สึกสู้ขึ้นมา!!
สู้เพื่อตัวเอง และเพื่อคิมฮีชอลด้วย!!
“ฮะ” ฮีชอลเอียงหน้าด้านข้างที่หันออกไปนอกรถให้กลับมามองผู้จัดการส่วนตัวที่มองมาที่เขาผ่านกระจกหลัง
“มีอะไรรึเปล่า ไม่สบายเหรอ” เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง จนฮีชอลต้องยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ รอยยิ้มจากร่างบางก็ทำให้ผู้จัดการยิ้มตามได้ทันที
“เปล่าฮะ”
“มีอะไรก็บอกชั้นได้นะ อย่าเก็บไว้คนเดียวนักล่ะ เดี๋ยวสักวันระเบิดขึ้นมา....คนแถวนี้ได้แย่กันใหญ่แน่!!” พูดขำๆ เพื่อให้อีกฝ่ายยิ้มตอบ
“ถ้าผมระเบิดได้ คงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ ...คิมฮีชอล นักร้องวงบอยแบรน์ของค่ายดัง เกิดระเบิดขึ้นมากลางงาน...ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากมาย และอื่นๆอีก…ฮ่าๆ นั่นสินะ ดังแน่เลย!” ร่างบางขยายความต่อเป็นประโยคเหมือนทุกครั้งที่ยู่กัน...ก็แค่การพูดของเด็ก...แต่มันก็แฝงไปด้วยอะไรหลายอย่าง
“ฮ่าๆ” ผู้จัดการคิม ลอบถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถหัวเราะและ คุยเรื่องบ้าบอตามประสาเด็กทั่วไปได้แล้ว ...เพราะเขาเองก็ทำได้แค่นี้เหมือนกัน...
- -
ก๊อก ก๊อก
“เฮ้มาเปิดประตูหน่อยสิ!! ชั้นยืนรอนานแล้วนะ” เสียงหวานตะโกนดังๆ พร้อมทั้งเคาะประตูบ้านที่ไม่มีใครมาเปิดให้ ส่วนผู้จัดการก็ขอตัวกลับไปที่บริษัทเพราะมีงานที่ต้องประชุมด่วน ทำให้เขาต้องมายืนถือของพะรุงพะรังอย่างนี้ แถมไอ้พวกลิงก็ไม่ยอมมาเปิดประตูสักที
“คร้าบบบ” ทงแฮรีบวิ่งมาเปิดประตูให้ทันที พอๆกับคิบอมที่เดินมารับของพะรุงพะรังจากคนสวยจนวีนของวง อย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากให้ต้องโดนด่าตอนนี้
“กลับมาแล้วครับ!” คิบอมบอกเสียงใส ก่อนจะยิ้มตาหยีให้ฮีชอล ที่มองอีกฝ่ายงงๆ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นเอื้อมมือเรียวไปขยีผมอีกฝ่ายอย่างที่ชอบทำ
“เหนื่อยมั้ยเรา” ถามก่อนจะเดินนำ โดยมีคิบอมและทงเฮเดินขนาบข้างเข้าไปในห้องนั่งเล่นรวม พร้อมกับรอยยิ้ม...ยิ้มที่ไม่ได้ยิ้มจากนัยน์ตา...แต่อย่างน้อย คิมฮีชอลก็ยิ้มเป็น…
ก่อนจะถูกน้องสองคนลากเข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ ฮีชอลถูกลากให้ไปนั่งข้างฮันคยองอย่างห้ามไม่ได้ และเพราะตัวเองไม่มีสิทธิจะพูดอะไรเรื่องนี้ด้วย ถึงได้ปล่อยให้เลยตามเลยไป
ตาเรียวสวยเหลือบมองคนที่ได้ชื่อว่าเพื่อนสนิท...ทึกกี้เองก็กำลังยิ้มไปกับคนอื่น ไม่นานหนักเสียงหวานก็หัวเราะคลอไปกับเสียงคุยที่สนุกสนานของคนอื่นๆ ..
…แล้วเขาจะทำลายรอยยิ้มแบบนั้นลงเหรอ?…
แสงไฟในส่วนต่างๆของบ้านถูกดับลงก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม สมาชิกหลายคนเข้านอนเพราะงานที่ยังรออยู่พรุ่งนี้ หากแต่ยังมีคนหนึ่งไม่ได้เข้านอนไปกับคนอื่นๆ เพียงแค่เดินออกมานั่งรับลมที่ระเบียงของบ้าน
เจ้าตัวปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้าเบาๆ ก่อนที่จะปิดเปลือกตาลง เพียงแค่พักสายตากับงานที่ทำมาทั้งวัน
“ทำไมออกมานั่งข้างนอกคนเดียวล่ะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” เสียงทุ้มดังขึ้น พร้อมกับเสื้อกันหนาวสีแดงที่คลุมลงมาที่ไหล่เนียน ก่อนจะถูกกระชับให้เข้าตัวมากขึ้น
“แล้วทำไมนายยังไม่นอนอีก?” เสียงหวานตอบกลับไปทั้งที่ยังไม่หันกลับไปมองเช่นเดิม อีทึกมองคนที่หันหลังพูดกับตัวเองโดยไม่ยอมหันหน้ากลับมา ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ทำไมช่วงนี้นายกลับดึกจัง งานเยอะขึ้นเหรอ”
“ถามแปลกๆ นายก็รู้ดีกว่าใครแล้วจะถามชั้นทำไม”
“เปล่า...ก็แค่นึกว่านายอยากหลบหน้าชั้นมากกว่า” เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมาถึงจะดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ฮีชอลก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังน้อยใจและเข้าใจในสิ่งที่เค้าทำมาตลอดถูก!!
“ชั้นจะไปหลบหน้านายทำไมกัน” หันกลับไปสบตากับตาเรียวสวยของอีกฝ่าย ใช่...ยังไงซะก็จะบอกให้ทึกกี้รู้ไม่ได้ว่าเหตุผลในการหลบหน้าคืออะไร?…
“นั่นสินะ นายจะหลบหน้าชั้นทำไมกัน” พูดกับตัวเองลอยๆ ก่อนจะย้ายร่างของตัวเองมานั่งที่ขอบระเบียงหันหน้าเข้าหาอีกฝ่ายที่หันกลับมามอง ใบหน้าหวานมองตอบอีทึกก่อนจะแสร้งหลบไปสนใจท้องฟ้าภายนอกมากกว่า จนอีทึกต้องยอมแพ้กับท่าทีที่แสดงออกของอีกฝ่าย
“นี่ฮีชอล นายรู้จักนารามั้ย?” เสียงที่เอ่ยออกมา ทั้งที่เบาเหมือนไม่อยากจะพูดแต่กลับก้องอยู่ในโสตประสาทของฮีชอลเป็นอย่างดี คิ้วเรียวของฮีชอลขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยความคิด คำนึกถึงใบหน้าของคนที่ถูกพูดถึงอย่าง
...จางนารา…
“รู้จักสิ จางนารานักร้องเสียงดีจากค่าย XXX ใช่มั้ย?” เสียงหวานเอ่ยตอบอีกฝ่ายไป พอๆกับสายตาเรียวสวยที่แอบมองลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่ายด้วย
...สุดท้าย..นายก็เจอคนที่นายรอมาแล้วใช่มั้ย?...จองซู
“อื้อ ที่คังอินก็รู้จักคนนั้นแหละ” ฮีชอลพยักหน้ารับกับคำบอกของอีทึก ทำไมเขาจะไม่รู้..ก็ในเมื่อจางนารา คือคนที่เคยมาหาพวกเค้าสมัยตอนที่ยังพักรวมกับพวกยุนโฮอยู่เลย เพราะ...เธอ คือเพื่อนสาวของดานะ...คนที่ยุนโฮ...
“ทำไมเหรอ หรือว่าวันนี้นายไปเจอเธอมา” ถามกลับเสียงเบา...จนแทบจะหายไป
“อื้อ นายรู้มั้ยฮีชอลชั้นว่าเค้าเป็นผู้หญิงที่น่ารักดีนะ ตัวเล็กๆบอบบาง...เหมือนนายเลย น่าปกป้องมากด้วย” อีทึกยิ้มกว้างอย่างเคย...ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองนึกมาตลอดเวลาที่เจอ
...สิ่งที่คล้ายกับฮีชอล...
“สนใจเค้าเหรอ” ถามออกไปทั้งที่ภายในใจของตัวเองปั่นป่วนแค่ไหน แต่ถึงยังไงนี่ก็คือเครื่องยืนยันได้แล้วว่า...คิมฮีชอล ไม่มีสิทธิ์ที่จะหวังอะไรได้อีก…
ร่างสูงหันมามองหน้าฮีชอลตรงๆไม่หลบ ใบหน้านั้นยิ้มสดใสเหมือนตอนที่พวกเค้าสองคนเคยมีให้กัน แต่ตอนนี้...มันเกิดขึ้นเพียงเพราะแค่อีทึกคิดถึงผู้หญิงคนนี้…นารา
“งั้นชั้น...จะเอาใจช่วยแล้วกัน” บอกอีทึกเบาๆ ก่อนจะยิ้มหวาน ชนิดที่เจ้าตัวแทบไม่เคยยิ้มให้ใครเห็นมากก่อนส่งให้ร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างอีทึก ก่อนจะปลีกตัวเข้าห้อง
ร่างสูงมองใบหน้าเนียนที่ซีดขาว สะท้อนกับแสงไฟจากภายในห้อง อย่างแปลกใจ คนตรงหน้าเค้าถ้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คงพูดได้คำเดียวว่า..เป็นผู้หญิงที่สวยมาก แต่ที่แปลกยิ่งกว่านั้น อาจเป็นเพราะรอยยิ้มที่อีกฝ่ายมีให้ล่ะมั้ง?
…รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน แต่ก็แฝงไปด้วยความหมายลากหลาย จนอีทึกอดที่จะเจ็บปวดตาสายตาของอีกฝ่ายไม่ได้…
พระเจ้า...ถ้านี่คือเกมของท่าน ตอนนี้ผมคงกำลังเดินไปใกล้ถึงจุดจบแล้วสินะ…เพราะสุดท้ายคนที่จะได้ยืนเคียงข้างของอีทึกคงไม่ใช่ผม
ผมรู้ดีว่าอีทึก เคยแอบรักผู้หญิงคนหนึ่งมาก่อน เค้ารักผู้หญิงคนนั้นมาก...มากซะจนผมเองยังอิจฉาเลย แต่สุดท้ายอีทึกกับเธอคนนั้นก็ไม่ได้ลงเอยด้วยกัน เพราะ...ฐานะของพวกเค้าสองคน อาจารย์และลูกศิษย์
แต่ตอนนี้ผมควรจะทำหน้ายังไงให้เค้าดีล่ะ? คงจะทำได้แค่ยิ้มให้เท่านั้นล่ะมั้ง? แล้วพูดว่า...ผมจะเอาใจช่วยเค้า
ทั้งที่ผ่านในใจของผมเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ไม่ใช่เพราะอีทึก แต่เพราะตัวผมเอง! ...คิมฮีชอลควรจะดีใจถึงจะถูกที่ปาร์คจองซูได้เจอคนที่เหมาะสมกัน
…จบแล้วสินะ...คิมฮีชอลและปาร์คจองซู
…จบกันตั้งแต่วันนี้…
-----------------
ฮีชอลละสายตาที่มองร่างสูงในสวน...หลังจากที่เจ้าตัวเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนจะเดินหนีเข้ามาแบบนี้
‘อย่าสนใจคนอย่างชั้นอีก’
...นั่นสินะ...ผมคงได้แต่เดินหนีมาตลอดแบบนี้ เพราะตั้งแต่วันนั้น...วันที่อีทึกแนะนำเรื่องนาราให้ผม...ผมก็หนีเค้ามาตลอด...จนถึงวันนี้
ผมไม่เคยคิดว่า การรักใครสักคนเป็นสิ่งที่ผิด
ความรักไม่ใช่เรื่องที่เจ็บปวด หรือไม่เหมาะสมกับพวกเรา
...เพียงแต่...
คนเรานั้นจะทำให้ความรักเป็นเรื่องที่ดีและทำให้เรามีความสุขได้รึเปล่าก็เท่านั้น…แต่สำหรับผม เพียงแค่ผมพูดอะไรออกไป สิ่งที่ผมคอยรักษามาตลอด เส้นความสัมพันธ์ของผมและเค้าก็คงจะ...ขาดสะบั้นลงทันที
ผมรู้ดีว่า อีทึกหรือจองซู ไม่ได้รักผม…ไม่ได้รักผู้ชาย! เพียงแต่เค้ามองผมในฐานะของคนที่ได้ชื่อว่า ..เพื่อนสนิท.. ก็เท่านั้น!
..แล้วผมยังจะหวังอะไรได้อีก..
ถ้าความหวังนั้นจะทำให้ผมสูญเสียคนที่ผมรักและคอยดูแลมาตลอด ผมคงเลือกที่จะทิ้งมันไป เพราะผมคงไม่มีความกล้ามากพอที่จะพูดคำๆนั้นออกไป ทั้งที่หลายคนก็มองว่าผมเป็นคนกล้า
…แต่จริงๆแล้ว...
ผมกลัวนะ โดยเฉพาะ...ถ้าต้องบอกคำนั้นกับทึกกี้ด้วย!
กลัว...กลัวว่าจะต้องเสียอีทึกไปตลอดกาล…
ถ้าตอนนี้ความคิดของผมในอดีตยังคงอยู่ ผมเองก็อยากจะรู้ว่าผมจะทำอย่างที่ผมพูดเอาไว้รึเปล่า? ในเมื่อทั้งผมและเค้า แม้ว่าผมจะไม่ได้พูดอะไรออกไปแต่ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ห่างจนแทบขาดออกจากกันแบบนี้
ผมไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของใคร แต่ผม...เลือกที่จะโทษตัวเอง โทษที่เผลอใจไปรักเพื่อนสนิทของตัวเอง คนที่ไม่เคยมองผมไปมากกว่าความเป็นเพื่อนอย่างอีทึก
แต่ถึงอย่างนั้นต่อให้อยากร้องไห้มากแค่ไหน ทำไมน้ำตาที่ใครหลายคนบอกว่าไหลออกมาได้ง่าย กลับไม่ยอมไหลออกมากันนะ หรือเพราะผม...เป็นเพียงแค่คนเย็นชาอย่างที่เค้าว่ากันจริงๆ
“ฮีชอล...พี่ฮีชอล” เสียงทุ้มของยุนโฮ เอ่ยปากเรียกให้คนที่เดินกลับเข้ามาในบ้านเมื่อครู่แล้วเอาแต่นั่งเหม่อไม่ยอมพูดจาอะไร จนแจจุงอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ถึงขนาดให้เค้าลุกมาเรียกจนถึงตัวแบบนี้
“หือ ทำไมเหรอยุนโฮ” ใบหน้าหวานซีดหันกลับมามองเด็กหนุ่มร่างสูงที่ใช้นิ้วเรียวสะกิดเข้าที่ไหล่เนียนของตัวเอง ส่งสายตาเป็นคำถาม
“คิดอะไรอยู่เหรอ ผมเห็นพี่เงียบตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว แล้วพี่อีทึกล่ะ…ไม่ได้เข้ามาด้วยกันเหรอ” ทิ้งน้ำหนักตัวลงข้างๆ ร่างบางที่นั่งอยู่ที่โซฟาก่อนแล้ว
“เปล่านี่” ตอบสั้นๆ เหมือนเคย...ทำไมกันนะทั้งที่เพียงแค่แสดงความรู้สึกออกมาบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้
“แจจุงเป็นไงบ้าง” ฮีชอลหันกลับมาถามคนที่นั่งด้านข้าง ใบหน้าเนียนชะงักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบาๆ
“ก็นอนอยู่ในห้องครับ”
“อืม งั้นชั้นเข้าไปดูหน่อยดีกว่า” บอกอีกฝ่าย แสร้งมองออกไปทิศทางที่ตัวเองเพิ่มเดินเข้ามาเมื่อครู่
สายตาเรียวสวยสั่นไหวร่างของคนที่คุ้นเคยยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ทั้งที่อากาศข้างนอกก็หนาวออกขนาดนั้นทั้งที่อยากจะเดินเข้าไปหา อยากให้อีกฝ่ายกลับเข้ามานั่งในที่ๆที่อบอุ่นแบบนี้แค่ไหน
แต่ก็ทำไม่ได้…
ระหว่างผมกับอีทึกมัน…จบไปแล้ว
ฮีชอลลุกขึ้นยืนก่อนจะสลัดความคิดบ้าๆ ออกไปจากหัวสมองของตัวเอง อย่าไปสนใจคนที่ทำให้ตัวเองเจ็บอีก..คิมฮีชอล!
เท้าเรียวก้าวเดินกลับไปที่ห้องของนักร้องนำคนสวย ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองคนที่ไม่สามารถลบให้หายไปจากใจของตัวเองได้
...ไม่หันกลับ ไม่เดินกลับไปอยู่เคียงข้างกันอีกต่อไปแล้ว…
...ไม่มีอีกแล้ว...สำหรับคนที่อบอุ่น และคอยอยู่เคียงข้างกันตลอดมา…
นับจากนี้ไปจะไม่มีอีกแล้ว…ต่อให้หัวใจดวงนี้ต้องแหลกสลายไป เพราะความคิดความรู้สึกที่มีให้คนๆนั้น แต่ถ้ายังคิดยังรักยังห่วงหา...ไม่ว่าเมื่อไหร่เค้าก็ไม่สามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกแล้ว…
เจ็บครั้งเดียว...มันเพียงพอแล้ว คิมฮีชอล!
TBC.




งี้ก็แย่สิ ทำไมต้องเก็บอะไรไว้กับตัวเองขนาดนี้นะ
ก็นะ บางอย่างคนพูดลำบากกกกกกกก
อึดอัดแทนจัง
ง่า ตอน 14 ละ มันจะไม่มีอ่านล่ะเนี่ยย
ไปทำให้มันจบๆเลยดีกว่า
#1 By แมวบุ่นโข่ (118.172.72.33) on 2009-11-03 11:40