[Fic] All of my feeling (9)
posted on 01 Oct 2008 16:30 by femodos in Fic-All-of-my-feeling[Fic] All of my feeling (1) [Fic] All of my feeling (8)
Chapter 9
: All of my feeling
วันนี้ทั้งวันอีทึกพยายามที่จะเข้าไปคุยกับฮีชอลเพื่อปรับความเข้าใจให้ได้มากที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีโอกาสที่จะได้คุยกับร่างบางเลยสักนิด พอจะได้คุยผู้จัดการก็ต้องเข้ามาอยู่เรื่อย…
นี่พระเจ้าจะแกล้งเขารึยังไงกัน?
“แคก...แค่ก” เสียงไอเบาๆ ดังขึ้น เรียกให้ซองมินที่อยู่ใกล้สุดต้องรีบเดินเข้าไปหาพี่ใหญ่คนสวย ที่ก้มหน้าไออยู่คนเดียว ไร้เงาคนข้างกายเช่นเคย เพราะผู้จัดการคิมเรียกพี่อีทึกไปเมื่อครู่
“ไหวรึเปล่าฮะ พี่ฮีชอล? ผมว่าพี่บอกพี่อีทึกเถอะ” บอกเสียงใส มือเรียวลูบหลังคนไอเบาๆ ฮีชอลเอามือปิดปาก ก่อนจะรีบลุกไปหากแต่หันกลับมาส่ายหน้าบอกว่า ’อย่า’
ร่างบอบบางพาร่างไร้เรี่ยวแรงของตัวเองไปที่ห้องน้ำอย่างยากเย็น เพราะไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอแถมยังไม่ได้กินอะไรอีก...ยิ่งช่วงนี้ต้องมาเครียดเรื่องอีทึกกับซองมิน แค่นี้ก็แทบทำให้ฮีชอลล้มทั้งยืนแล้ว
ยังดีว่าวันนี้ได้ยาแก้ปวดหัวจากผู้จัดการคิมมาสองเม็ด...พอถูไถให้ตัวเองยืนได้ตลอดการอัดในช่วงเช้า แต่ถึงอย่างนั้นกลับรู้สึกแย่ขึ้นไปเรื่อยๆ
อาการไอก็มีมากขึ้น...เลือด... ก็ยังออกมามากเหมือนเดิม แถมยังรู้สึกแสบร้อนในคอมากกว่าเคย
ฮีชอลถอนหายใจก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ ห้องน้ำของวงเขาเองไม่มีใครจะเข้ามาแน่นอน...นอกจากจะเป็นสมาชิกในวง แต่ช่วงเวลาแบบนี้ใครต่อใครก็พากันพักเหนื่อยหมดแหละ
เท้าเรียวเดินเข้าไปก่อนจะเปิดน้ำแบบมือออกคราวนี้กลิ่นคาวเลือดมากกว่าเดิมจนทำให้คนที่ ‘กลัว’ เลือดต้องนิ่วหน้า หันหน้าหนีเพราะตัวเองไม่ถูกกับเลือดอย่างหนัก
แต่เพราะกลิ่นคาวเลือดกลับทำให้ฮีชอลเวียนหัวมากขึ้นลือดที่จะอาเจียนออกมาอีกไม่ได้ ร่างบางเท้าแขนเรียวกับอ่างล้างหน้า เพราะตัวเองยืนแทบไม่ไหวแล้ว เหงื่อพราวบนใบหน้าเรียวสวย แต่ถึงอย่างนั้นฮีชอลก็ไม่คิดจะปาดมันออก
ร่างบางถอยตัวเองออกมานั่งกับพื้น พิงเข้ากับผนังด้านข้าง มือเรียวกำเสื้อของตัวเองไว้แน่น ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างยากเย็น
‘กลิ่นคาวเลือดทำให้ปวดหัวมากกว่าเดิม’
อยากจะอาเจียนอีกรอบแต่ถึงอย่างนั้นฮีชอลก็รู้ดีว่าคงจะไม่มีอะไรออกมาอีกนอกจากเพิ่มอาการแสบและร้อนในคอมากขึ้นเท่านั้น
ทรมานจนน้ำตาอยากจะไหล...ยิ่งต้องร้องเพลงที่ออกเสียงดังแบบนั้น ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
ที่สำคัญ...ยังเหนื่อยใจเรื่องอีทึกอยู่ด้วย เวลาแบบนี้…อีทึกจะรู้บ้างมั้ยว่าอยากให้มาอยู่ใกล้ๆมากที่สุด
ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ความพะอืดพะอมเพิ่มมากขึ้น ร่างบางถลาตัวเข้าไปที่อ่างล้างหน้าอีกรอบก่อนจะระบายสิ่งที่เก็บไว้ทั้งหมดออก ทั้งที่ไม่มีอะไรให้ระบายอีกแท้ๆ แต่ความรู้สึกกับอึดอัดจนอยากจะตายมันซะตรงนั้น
ร่างบางเกร็งตัวสั่น ทว่าพอระบายออกหมดภาพทั้งหมดก็พล่าเลื่อน จนพยุงตัวเองไม่ได้ร่างบางทิ้งตัวลงช้าๆให้นอนราบไปกับพื้นของห้องน้ำยังดีที่ติดว่าพื้นที่แข็งนั้นเป็นพรม ก่อนจะปิดเปลือกตาลงช้าๆ
แต่ถึงอย่างนั้น..กลับได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อของเขาจากใครบางคน...คนที่เฝ้าคิดถึงตลอดเวลา
“ฮีชอล!!!”
- ขอบใจที่เชื่อใจฉัน -
เสียงทุ้มหวานดังขึ้น ฮีชอลนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินคำพูดนี้ที่ไหน? แล้วตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน?
ร่างบางก้มลงมองตัวเองที่ยืนอยู่ที่ไหนสักแห่ง มองยังไงก็ไม่เห็นว่ามีทางออกเพราะทุกอย่างเป็นสีขาวไปหมด
...’อ้างว้างเกินไป’...
มือเรียวยกขึ้นเอื้อมออกไปภายหน้า หากแต่ไม่มีอะไรสักอย่างที่ร่างบางสามารถคว้าได้
นี่เหรอ?...ที่ใครหลายคนเรียกว่าความโดดเดี่ยว...มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครสักคน
ดึงมือกลับมาก่อนจะยกขึ้นกอดตัวเอง เพราะถึงจะเดินไปทางไหน มองไปทางไหนก็ไม่มีที่สิ้นสุด...ขาวโพลน..ยิ่งกว่าสีขาวของหิมะที่เขาชอบด้วยซ้ำ อยากจะตะโกนเรียกใครสักคนให้เข้ามาช่วย
...แต่...จะเรียกใครกันล่ะ?
ในที่แบบนี้จะมีใครเข้ามาช่วยคนงี่เง่าอย่างคิมฮีชอลคนนี้ได้อีก?
“อึก...ทึก...อีทึก...นายอยู่ไหน?” ทิ้งตัวลงกับพื้นที่เป็นสีขาว มือเรียวกอดตัวเองแน่น ปากพึมพำเรียกชื่อของใครสักคน...ทั้งที่จำไม่ได้ว่าเป็นใคร...แต่ถึงอย่างนั้น...ฮีชอลก็ยังเรียกชื่อนั้นซ้ำไปซ้ำมา ราวกับตอกย้ำให้ตัวเองนึกหน้าของคนๆนั้นออก
หยดน้ำตาไหลออกมา ใบหน้าเรียวซบลงกับเข่าของตัวเอง กอดตัวเองแน่นขึ้นไปอีก... คงทำได้แค่รอ….รออะไร?
รอให้ใครมาช่วย?
รอให้น้ำตาหยุดไหล?
หรือรอให้ตัวเองนึกหน้าของคนคนนั้นออกกัน?
- ฮีชอล -
“ห๊ะ..?” ใบหน้าหวานเปื้อนน้ำตาเงยหน้าขึ้นจากเข่าเนียน...จำได้ว่ามีคนเรียก...เสียงนั้นคุ้นเคย ลุกขึ้นมองหา...ว่ามาจากทางไหน แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่า
“อีทึก?...นายใช่มั้ย? นายอยู่ไหน!?” ตะโกนดังลั่นไปจนก้องไปหมด เท้าเรียวเดินกวาดไปทั่วตามหาคนที่เป็นเจ้าของทั้งชื่อและเสียง แต่เสียงกลับหายไปซะอย่างนั้น...
“นายอยู่...อึก...อยู่ที่ไหน?” กลั้นก้อนที่จุกอยู่ตรงหน้าออก พยายามออกเสียงเรียกต่อไปทั้งที่ตัวเองก็เหนื่อยล้าเต็มทน...ความอ้างว้างทำให้คนอ่อนแอยิ่งอ่อนแอลงไปอีก
ฮีชอลทิ้งตัวเองลงกับพื้นอีกครั้ง ครั้งนี้เค้ารู้สึกได้ดีว่ามีใครบางคนกำลังเรียกเค้าอยู่...และคนคนนั้นกำลังเป็นห่วงเขามาก...เพราะน้ำตาที่กำลังไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้น
ภาพค่อยๆพล่าเลื่อนหายไป หยาดน้ำตาสีใสที่กำลังไหลออกมาจากดวงตาเรียวของฮีชอล ก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบไป เสียงเรียกก็ยังคงก้องไปมาตลอด...ฮีชอลแย้มรอยยิ้มอ่อนๆบนใบหน้ากับสิ่งที่ได้ยิน...
‘ฮีชอล..อย่าเป็นอะไรนะ...ชั้นรักนายนะ’
- - -
“อื้อ...” เสียงครางหวานดังลอดออกมาจากปากเรียวสวยของเจ้าหญิงน้อยของวง อีทึกรีบถลาตัวเข้าไปดูอาการคนป่วยทันทีโดยที่ไม่ต้องมีใครบอก
มือเรียวดึงมือของร่างบางของร่างบางขึ้นมากุมไว้ ท่ามกลางสายตาของสมาชิกคนอื่นๆ แต่ไม่มีใครคิดจะพูดอะไร
“น้ำ...น้ำ” เปลือกตาเรียวพยายามเปิดขึ้น ก่อนจะเอ่ยปากขอน้ำ ทันทีที่อีทึกได้ยินก็รีบหันไปหยิบน้ำจากมือของคยูฮยอนให้ร่างบางทันที ร่างสูงจัดการพยุงร่างบางขึ้นนั่งใช้หมอนหนุนหลังเอาไว้ให้สะดวกขึ้น
“เป็นไงบ้างฮีชอล” เสียงทุ้มของผู้จัดการคิม เรียกคนที่หันไปส่งแก้วน้ำคืนให้อีทึกต้องหันมามอง ก่อนจะยิ้มแห้งๆส่งให้...สุดท้ายเขาก็ล้มจนได้…
“พักผ่อนก่อนนะ วันนี้เดี๋ยวให้อีทึกพานายไปหาหมอ...แล้วค่อยกลับมาอัดกันใหม่ดีกว่า”
มือเรียวหนาลูบผมอีกฝ่ายอย่างเบามือ เพราะเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคนตัวเล็กคนนี้ เรื่องสุขภาพย่อมมาก่อนต่อให้ทางสังกัดยืนยันจะอัดต่อยังไง เขาก็คงให้เด็กของเขาอัดต่อไม่ได้แน่ๆ หันบอกฮีชอล แต่ประโยคหลังพูดกับอีทึก
“แต่...คุณคิมฮะ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นจะขัด แต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อเห็นสายตาเรียวดุๆจากลีดเดอร์ที่นั่งจับมืออยู่ด้านข้าง คิดแล้วก็ต้องหน้าแดง ลืมไปว่าผู้จัดการอยู่ด้วย
...แล้วทำไมหมอนี่ถึงยังกล้าจับมือเขาเอาไว้อีก!?
“ไม่มีแต่ฮีชอล...ไม่สบายคราวหลังก็บอกอีทึก อ่อ...กลับเลยก็ได้นะ เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปคุยกับมิสเตอร์อีต่อ” ผู้จัดการคิมเอ่ยยิ้มๆ เมื่อเห็นการกระทำของคนตรงหน้ากับลีดเดอร์ แวบเดียวที่คิ้วเรียวขมวดขึ้นก่อนจะคลายออก
...ทำไมจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร...
แต่ก็ดีเด็กดื้ออย่างฮีชอลจะได้มีใครคอยดูแล
“ฝากด้วยนะ อีทึก” หันกลับมาบอกอีทึก หลังเดินออกไปจากห้อง พร้อมกับน้องคนอื่นๆที่เริ่มรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ต่างทยอยกันเดินตามผู้จัดการออกไป
มือเรียวยังคงถูกอีกฝ่ายเกาะกุมเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นฮีชอลก็ไม่คิดจะเลื่อนออกหรือทำอะไร ใบหน้าเรียวสวยหันออกมองไปทางหน้าตาด้านข้าง ห้องพักสำหรับ…คนป่วยในวง...
เหลือบตามองร่างสูงข้างตัวที่ยังคงกุมมือเรียวของตัวเองเอาไว้
“ขอโทษ...”
เสียงทุ้มหวานแหบพล่าเอ่ยออกมา เสียงที่ทำให้คนนั่งเหม่อต้องสะดุ้งสุดตัว...เสียงที่คอยเรียกเขาเอาไว้ตลอดที่เขาจำไม่ได้ว่าเป็นของใคร แต่ตอนนี้ฮีชอลจำได้ดี…เสียงของคนที่ตัวเองรัก...เสียงของลีดเดอร์งี่เง่า...
เสียงของปาร์คจองซู...
ฮีชอลหันหน้ากลับมาก่อนจะก้มหน้าลง หยาดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาเรียวสวย...ไร้เสียงสะอื้น...
“ขอโทษ...อีทึก...ฉันขอโทษ” คำพูดคำเดิมหากแต่คราวนี้มันออกมาจากปากเรียวของคนทีเอาแต่ใจมากที่สุดในวง ของคิมฮีชอล เสียงหวานสั่นเพราะกลั้นสะอื้นสุดตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา...ขอโทษ..
อีทึกปล่อยมือเรียวออกช้าๆ ก่อนจะดึงร่างบอบบางตรงหน้าเข้าสู่อ้อมกอด คนอ่อนแอซุกเข้าหาอกกว้างทันที
“อีทึก...ฉันขอโทษ..อย่าโกรธเลยนะ...อึก...ฉัน...ฉันจะไม่เอาแต่ใจอีกแล้ว...อึ่ก..ฮือ...ฉันจะไม่หาเรื่องนายอีก...อย่าทิ้งฉันไปนะ..ขอร้องล่ะ...ขอโทษนะ!” บอกอีกฝ่ายทั้งที่ยังซุกตัวเองอยู่กับอกกว้าง...เสียงหวานสั่นและอู้อี้มากขึ้นเรื่อยๆ พอพอกับไหล่บางที่สั่นไหวตามแรงของอารมณ์
อีทึกยกมือเรียวลูบบนผมเนียนนุ่มของอีกคนอย่างเบามือ ...ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป นอกจากรอฟังคำพูดของคนสวยในอ้อมกอด…เพียงแค่นั้นหยดน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วก็รื้อขึ้นมาอีก หากแต่ไม่ได้ไหลออกมา อีทึกกอดคนในอ้อมกอดแน่นขึ้น มากขึ้น...
“ฉัน...ฉันเชื่อใจอีทึกนะ...แต่ก็ขอโทษจริงๆ..อึก..ฮือ” ฮีชอลยังคงร้องไห้อยู่อย่างเดิม
“เชื่อใจเหรอ?...แล้วทำไมถึงไม่บอก” ถามกลับเสียงสั่น ร่างบางถูกดันตัวออกช้าๆ แววตาเรียวมองคนตรงหน้ากล้าๆกลัวๆ ไม่อยากให้อีทึกพูดแบบนี้...ไม่อยากเห็นอีทึกทำแบบนี้
“ฉัน...ไม่อยากเป็นภาระ” บอกเสียงเบา ก่อนจะก้มหน้าลง ภาพที่เห็นยิ่งทำให้อีทึกรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่...
’นี่ใช่มั้ย? ที่คอยปกปิดทุกอย่างเพราะเรื่องนี้ ‘ไม่อยากให้เขาต้องเป็นห่วง’ แต่เขากลับ...รู้สึกหงุดหงิดที่ฮีชอลปิดบัง...แล้วยังมีเรื่องของซองมินอีก ทำให้เผลอตวาดใส่คนคิดมากคนนี้ไป
ทั้งที่รู้ว่าฮีชอล...คิดมากเรื่องที่ตัวเองเอาแต่ใจเขามากเกินไป แต่เขาก็ยัง...เผลอตวาดใส่ฮีชอลด้วยประโยคนั้น!!
นายมันบ้า..ปาร์คจองซู!!!
“ขอโทษนะฮีชอล...ที่เผลอตวาดนายไปวันนั้น” บอกฮีชอลเสียงเบา แล้วดึงร่างบางเข้ามากอดอีกครั้ง ซุกหน้าลงกับผมเนียน สูดดมความหอมหวานจากคนใต้ร่าง
“วันนั้นยอมรับว่าโมโหนาย...รู้ว่านายกำลังปิดบังฉันเรื่องนี้..แต่นายกลับไม่ฟังฉันเลย...เป็นห่วงนะรู้มั้ย? อยากให้พักผ่อนแต่กลับไปยุ่งเรื่องของน้อง”
“นายก็รู้ว่าฉัน...รักซองมิน”
“อืม...แต่คราวหลังเป็นอะไรก็บอกฉัน..อย่าลืมสิ ว่านายเคยบอกว่า ‘เชื่อใจฉัน’ อย่าให้มันเป็นแค่คำพูดลอยๆเหมือนมันไม่มีค่าสิ”
พยักหน้ารับกับคำพูดของอีกฝ่าย ก่อนจะทำหน้างอนใส่คนสวย ฮีชอลอมยิ้มกับท่าทางขี้เล่นของอีทึก ที่น้อยครั้งจะได้เห็น ถึงจะเป็นอะไรกันก็เถอะมีแต่เขาที่แสดงออกก่อนตลอด
“ขอโทษ... ใครจะอยากให้คนบ้าคิดมากอย่างนายต้องมาเป็นห่วงกันล่ะ!?...แล้วนายก็รู้นี่ว่าฉันนะ..ไม่ชอบบอกอะไรกับใคร...แต่ซองมินก็เห็น” ตอบรับคำพูดของอีกฝ่าย แววตาเรียวสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วนายก็บังคับไม่ให้ซองมินบอกฉัน!!...มันน่าโดนทำโทษมั้ยเนี้ย?” พูดจบก็กดไหล่บางให้นอนราบไปกับเตียง แล้วปิดปากเรียวทันที ฮีชอลเบิกตากว้างไม่คิดว่าอีทึกจะกล้าทำอะไรแบบนี้...โดยเฉพาะในห้องที่อยู่กันสองคนแบบนี้
ลิ้นเรียวกวาดเข้าไปภายในปากเนียนสวย ก่อนจะค่อยๆดูดกลืนน้ำหวานแล้วหยอกล้อกับลิ้นเล็กอย่างสนุกสนาน อีทึกละปากออกก่อนจะซุกไซ้ซอกคอขาวเนียนของคนใต้ร่าง
ฮีชอลหันหน้าหนีใบหน้าหวานแดงระเรื่อ ก่อนจะต้องร้องออกมาเบาๆ เมื่ออยู่อีทึกก็ขบเม้มลงมาที่ซอกคอสวยเมื่อครู่ จนเป็นรอยแดงเพราะผิวขาวเนียนของฮีชอลแค่แตะนิดหน่อยก็แดงแล้ว
อีทึกผละตัวออกก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์หลังจากที่ทำเครื่องหมายไว้ที่ซอกคอขาวเนียน มือเรียวดึงคนที่นอนอยู่ให้ลุกขึ้นมา ฮีชอลเบ้ปากก่อนจะตีที่ไหล่กว้างแรงๆทีนึง
“ทำอะไร...เดี๋ยวคนอื่นก็เห็นพอดี!”
“ก็ดีออก..จะได้รู้กันสักทีว่าคนสวยคนนี้มีเจ้าของแล้ว” กระซิบเบาๆของหู ฮีชอลบ่นอุบอิบเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหลบซ่อนใบหน้าที่แดงระเรื่อ
“ไปเถอะ...จะพาไปให้หมอฉีดยา” ดึงข้อมือเรียวของคนตัวเล็กให้ลุกขึ้น ฮีชอลหันมาก่อนจะสะบัดข้อมือออกแรงๆ แต่อีทึกก็รู้ดีพอว่าคนสวยกำลังโกรธเรื่องอะไร “ล้อเล่นน่า..ไปเถอะเดี๋ยวเป็นอะไรไปอีก...รู้มั้ยว่าเป็นห่วง?”
“บ้า!” ตอบรับเสียงเบาๆ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกัน มือเรียวของอีทึกกุมมือของฮีชอลไม่ปล่อย
- - -
ปากดี ขี้เหงา เอาแต่ใจเหรอ?
ผมไง..คิมฮีชอล..เป็นหมดทุกอย่างเลย แต่...เป็นเฉพาะกับคนคนนี้คนเดียวนะ...’ปาร์คจองซู’
เพราะรักเขามากไง…เลยอยากให้เขาสนใจแต่ผม ดูแลแต่ผม แล้วก็...ทำตามที่ผมชอบ มันอาจจะดูเอาแต่ใจเกินไป แต่ถ้าคุณเป็นผมคุณก็คงทำแหละ…
เพราะคำว่าแฟนเซอร์วิสนะ...ใครจะไปรู้กันล่ะว่า พวกเขารักกันจริงรึเปล่า?
ถ้ามีอะไรที่ทำให้ผมยืนยันได้ว่า...อีทึกยังรักผมอยู่…ผมก็จะทำ ไม่ใช่เพื่อผมคนเดียว...แต่เพื่ออีทึกด้วย เพื่อน้องๆที่อยู่รอบข้างที่ต้องโดนผลกระทบไปด้วย...มันก็คุ้มใช่มั้ยล่ะ?
ได้รู้ทั้งใจของตัวเอง ของคนที่เรารัก...และช่วยคู่อื่นๆไปในตัวแบบนั้น
- - -



