All of my feeling (6)
posted on 29 Apr 2008 10:15 by femodos in Fic-All-of-my-feelingChapter 6
: All of my feeling
ทันที่ที่มาถึงบ้าน หลายคนก็แทบจะแยกย้ายกันเข้าห้องโดยทันที เพราะความเหนื่อยที่ได้ทำจากงานมาทั้งวัน
วันนี้คงไม่มีคนคิดจะพูดอะไรกันอีก ซองมินเดินเข้ามาในบ้านหลังสุด เพราะตัวเขาแยกไปห้องน้ำก่อนกลับมาเมื่อครู่
ใบหน้าหวานเหนื่อยอ่อนอย่างเห็นได้ชัด กวาดสายตาเรียวไปรอบห้องไม่พบใครสักคนเพราะต่างก็แยกย้ายกันเข้าไปในห้องนอนกันหมดแล้ว
ร่างเพรียวเดินมาทิ้งตัวเองลงบนโซฟา เปลือกตาสวยปิดลงทันที เหมือนเหนื่อยกับอะไรมาหลายๆอย่าง
ตลอดทั้งวัน...ฮยอกแจก็ยังคงคอยหันมามองเขาตลอดเวลา ไม่มีสักครั้ง...ที่ลีฮยอกแจจะไม่สนใจลีซองมินคนนี้ ยิ่งคิด น้ำตาก็ยิ่งไหล หยดน้ำตาไหลลงมาตามแก้มเนียน เจ้าตัวกลั้นเสียงสะอื้นอย่างหนัก จะเข้าห้องไปก็คงไม่ได้...ทงแฮและรยออุคน่าจะนอนอยู่
“ขอโทษนะ...ฮยอกแจ...ขอโทษ” เสียงหวานสะอื้นเบาๆ พูดแต่ขอโทษจนคนที่ยืนพิงผนังห้องอย่างอีกฝ่ายถึงกับต้องร้องไห้ออกมา
ใช่...หยดน้ำตามากมายจากลีฮยอกแจ...เพราะรู้ว่าคนตัวเล็กไม่ได้กลับมาพร้อมกันก็อดไม่ได้ที่จะออกมา...ยืนมองห่างๆ ดูว่าร่างเล็กจะกลับมาเมื่อไหร่ และสุดท้ายก็เห็น เห็นคนที่รักมากที่สุด ...กำลังร้องไห้พร่ำพูดคำว่าขอโทษ
“ชั้นเอง...ก็ขอโทษนะ...ซองมิน”
ท่าเขารู้สึกนิด...ว่าลีซองมินกำลังคิดอะไรอยู่ เขาก็คงไม่ทำให้คนที่รักมากที่สุดต้องมาร้องไห้แบบนี้หรอก
ขอโทษจริงๆนะ...ซองมิน
ฮีชอลกับอีทึกกลับมาถึงบ้านก็ปาเข้าไปตีสองครึ่ง เท้าเรียวสองคู่หยุดชะงักที่ห้องนั่งเล่น เพราะร่างบางหยุดแล้วเดินเข้าไป คิ้วเรียวของอีทึกยกขึ้นอย่างเป็นคำถามก่อนจะพาร่างตัวเองต่างเข้าไปอีกคน
ภาพตรงหน้าทำให้ต้องลอบถอนหายใจ เพราะคิมฮีชอลกำลังจัดผ้าห่มให้กับซองมินอยู่ ไม่รู้ว่าไปเอาผ้าห่มมาจากไหนก็มาถึงด้วยกันแท้ๆ
แต่ที่รู้ๆซองมินคงจะทะเลาะกับฮยอกแจจริงๆ เพราะถึงขนาดไม่เข้าไปนอนในห้องแบบนี้ ฮีชอลดึงร่างสูงลงนั่งด้านข้างตัวเอง อีทึกทิ้งตัวลงช้าๆมองคนรักกับน้องชายคนสนิทอีกคน
“ซองมินร้องไห้!” หันกลับมาพูดกับอีทึก มือเรียวของอีทึกคว้าข้อมือสวยของฮีชอลไว้ทันทีที่เจ้าตัวลุกขึ้นยืน
ดูก็รู้...ว่าคงจะไปเรียกฮยอกแจออกมาคุย
“ทำไม? ฉันจะไปเรียกเจ้าบ้านั่นออกมา นายก็เห็นนี่อีทึกว่าซองมินร้องไห้!” เสียงหวานลอดไรฟันออกมาอย่างยากเย็น…เพราะซองมินเหมือนน้องแท้ๆของตัวเองจู่ๆ เป็นแบบนี้คิมฮีชอลก็อดไม่ได้ที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมถึงจะรู้ก็เถอะว่ามันคือเรื่องส่วนตัวของน้อง
อีทึกลุกขึ้นยืนก่อนจะดึงข้อมือเรียวของคนสวยให้เดินตามเข้าไปในห้อง ถึงเจ้าตัวจะขัดขืนสักแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องยอมทำตามโดยดี
มือเรียวของอีทึกปล่อยข้อมือเล็กออกทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะเลื่อนตัวไปเปิดไฟเพราะนี่คือห้องของคนตัวเล็กตรงหน้า ที่ไม่ค่อยได้ใช้ตั้งแต่เจ้าตัว...ย้ายตัวเองไปนอนร่วมกับเขามาตลอด
“อะไรอีก อีทึก?!”
“นายนี่น้า...วันนี้มันก็ดึกมากแล้ว อีกอย่าง...มันเป็นเรื่องของน้องๆ นายอย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่าน่า” อีทึกส่ายหัวไปมาเล็กน้อย บอกคนตรงหน้าเบาๆให้อีกฝ่ายเข้าใจหากแต่คราวนี้ คิมฮีชอลกับเม้มปากเรียวของตัวเองแน่น… จนแทบเป็นเส้นตรง
“นายจะบอกว่าฉัน...น่ารำคาญใช่มั้ย?” เสียงหวานคุ้นหูที่เคยสดใสกลับเป็นดื้อรั้นในทันที
อีทึกเงยหน้ามองคนพูดอย่างแปลกใจ เพราะ…ตัวเขาเองไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่าฮีชอลจะเก็บคำพูดแบบนี้ไปคิด
“เปล่า…”
“โกหก!! ฉันมันน่ารำคาญมากใช่มั้ย?!” ฮีชอลยืนจ้องร่างสูงตรงหน้าตาไม่กระพริบ อีทึกถอนหายใจกับอารมณ์ของคนตรงหน้า
รู้ดี...ว่าอีกฝ่ายต้องการจะเคลียร์ปัญหาให้น้องรัก แต่...มันจะดีเหรอที่ฮีชอลจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฮยอกแจและซองมินแบบนี้? ที่สำคัญเขาอยากให้ฮีชอล....
“อย่าเสียงดังสิ...เดี๋ยวน้องๆก็ตื่นกันหมดพอดี ...และที่ฉันพูดก็ไม่ได้จะว่าอะไรนาย...ก็แค่บอกว่าฮยอกแจกับซองมินอาจจะทะเลาะกันธรรมดาก็ได้...ทำไมนายต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย?”
“หึ...ก็แล้วจะทำไมถ้าฉันจะทำ! นายรักฮยอกแจเหมือนน้องก็พอๆกับที่ฉันรักซองมินเหมือนน้อง ผิดเหรอที่ฉันจะโกรธแล้วก็เดือดร้อนแทนซองมิน!!!”
ฮีชอลยังคงเสียงดังเหมือนเคย ความรู้สึกอัดอั้นมันเกิดขึ้น เมื่อคิดว่าคนตรงหน้าของเขาดีแต่ห่วงน้องของตัวเองจนลืมนึกถึงคนคิดมากแบบซองมิน
ผิดมากเหรอ? ที่เขาจะห่วงน้องชายที่เป็นห่วงเขาไม่ต่างกัน
เสียงหวานที่ดังมากพอที่จะปลุกให้บรรดาน้องเล็กหลายคนที่อยู่ในห้องทั้งหลับแล้วและยังไม่หลับต้องรีบออกมาดู ไม่เว้นแม้แต่...ลีซองมิน
“เฮ้อ...ทะเลาะอะไรกันอีกนะคู่นี้? ให้ตายเถอะวันนี้ยังเหนื่อยไม่พออีกรึไง” เด็กหนุ่มร่างท้วมและมีอายุมากที่สุดในกลุ่มเดินออกมารวมตัวกันคนอื่นๆที่ตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงทะเลาะกันดังลั่น
คังอินสะบัดหัวไล่ความง่วงออกไปก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างเพรียวบางของคนรัก ‘คยูฮยอน’
“เอ่อ...เกิดอะไรขึ้นเหรอฮะ” เสียงหวานของทงแฮดังขึ้นเบาๆ หลังจากที่ทุกคนมารวมตัวกันอยู่บริเวณหน้าห้องของพี่ฮีชอล
“…ฮีชอล...ฉันว่านายลองนึกถึงคังอินสิ หมอนั่น…ไม่เคยเข้าไปยุ่งเรื่องของเยซองเลยนะ ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทกันมากก็เถอะ...แล้วก็อย่ามาลงที่ฉันสิ...” อีทึกตอบกลับฮีชอล คำพูดเพียงประโยคเดียว ที่ดูเหมือนไร้สาระ…เป็นเพียงแค่สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อความตลก แต่ตอนนี้กลับทำให้ใบหน้าหวานนิ่งอึ้ง...
ฮีชอลเม้มปากเรียวของตัวเองแน่นเป็นเส้นตรง ทันทีที่ได้ยินคนตรงหน้าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ...โดยเฉพาะ...คนที่ชื่อ..’คิมยองอุน’...
“ฉันไม่ได้อยากหาเรื่อง...กับนาย แต่ฉัน...อยากจะช่วยน้องของฉัน! ทำไมกันห๊ะอีทึก มันผิดนักเหรอ!? ที่ฉันจะเคลียร์เรื่องนี้แทนน้อง...ถ้านายไม่อยากจะทำ นายก็ไม่ต้องสนใจ…ฉันจะทำเอง!!”
ตวาดอีกฝ่ายดังลั่น จนทั้งคิบอม ซองมิน และรยออุค ที่ยืนอยู่ในสุดของประตูถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
“นาย...เอาแต่ใจเกินไปแล้วนะฮีชอล!” เสียงทุ้มหวานที่ไม่เคยตะโกนออกมา กลับหลุดออกมาจากปากเรียวของคนที่ได้ชื่อว่าใจเย็นที่สุดในบ้าน...อีทึก…
เพราะอีทึก...กำลังควบคุมตัวเองไม่ได้
เหนื่อยมาทั้งวัน...กลับมายังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก...บางครั้งก็..’เหนื่อย’ เป็นเหมือนกันนะ
ฮีชอลมองคนตรงหน้าของตัวเอง ปากเรียวของคนสวยกดเม้มลงจนรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดและความขมของมันที่ไหลออกมา ขอบตาเรียวช้ำเพราะอารมณ์ภายในแต่ถึงอย่างนั้นหยดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ภายในดวงตาคู่สวยก็ยังไม่มีวี่แววจะไหลออกมา
ภาพคนตัวเล็กบอบบางตรงหน้าทำให้อีทึกชะงักประโยคที่จะพูดออกไป
ไม่ทันที่สมองจะได้สั่งการอะไร เท้าเรียวของอีทึกก็พาตัวเองเดินเข้าไปใกล้คนที่ยืนก้มหน้าลงกับพื้นเพื่อซ่อนหยดน้ำตามากมายไม่ให้เขาเห็น มือเรียวเอื้อมจะเข้าไปปลอบคนตรงหน้าแต่ก็ต้องชะงัก...เมื่อ
“ออกไป...”
ร่างสูงชะงักมือที่กำลังจะดึงรั้งอีกฝ่ายเข้าตัว เพราะอยู่ดีๆคนที่ยืนก้มหน้าอยู่ก็พูดออกมาเบาๆ คิ้วเรียวของอีทึกยกขึ้นเป็นคำถาม ก่อนจะได้รู้คำตอบ...คำตอบที่ทำให้พูดไม่ออก
“ออกไป...ฉันบอกให้ออกไป!!!”
ฮีชอลเงยหน้าขึ้น…ตวาดอีกฝ่ายที่อยู่ห่างตัวเองไม่กี่ก้าว อีทึกมองคนตรงหน้าที่กำลังตวาดตัวเค้าเอง ใบหน้าหวานเปื้อนไปด้วยหยดน้ำตาสีใสมากมาย ...แทบอยากจะถลาเข้าไปกอด เข้าไปปลอบให้หยุดร้องไห้
“ฮีชอล...ฉัน...”
“ออกไป!!! ฉันบอกให้ออกไปไม่ได้ยินรึไง!!!...ออกไป!!!! ไปให้พ้น!!!” สะอื้นจนตัวโยน
มือเรียวเล็กควานหาหมอนใบโตที่วางอยู่บนหัวเตียงปาใส่อีกฝ่าย ก่อนจะหันไปหาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวทุกอย่างปาเข้าใส่อีทึก ร่างสูงถูกคังอินและซีวอน ดึงตัวออกไป ก่อนที่คนตัวเล็กจะหยิบอะไรที่อันตรายมาปาใส่ คิบอม ทงแฮและรยออุคก็ถลาเข้ามาช่วยกันจับร่างบางให้หยุด
“ออกไป!!! ฉันบอกให้ออกไป!!! อึก...ออกไปซะ..ไปให้พ้น!!!” คิมฮีชอลปล่อยร่างของตัวเองลงนั่งกับพื้นอย่างไม่แคร์สายตาใคร ถึงอย่างนั้นก็ยังพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา จนร่างเพรียวของซองมินต้องรีบเข้าไปกอดพี่ชายคนสวยให้หยุด
...หยุดทำร้ายตัวเองไปมากกว่านี้!
“คิบอม...ปิดประตู” เสียงพูดแผ่วเบา จนคิบอมถึงกับถามต้องถามซ้ำอีกครั้ง “พี่ว่าอะไรนะ?”
“ปิดประตู...อย่าให้’เขา’เข้ามา!!!” หันกลับมาพูดใส่น้องชายคนสนิทของตัวเอง คิบอมสะดุ้งน้อยๆ หันมองไปทางพวกพี่คังอินและซีวอนที่พยายามรั้งตัวของอีทึกไม่ให้กลับเข้าไปหาร่างบางอีก
“เอ่อ...ผมว่า ปล่อยให้พี่เขาอารมณ์เย็นกว่านี้หน่อยดีกว่ามั้ยฮะ” คิบอมเดินเข้ามาหาพวกคังอิน
ร่างสูงพยักหน้าก่อนจะช่วยกันดึงรั้งร่างเพรียวของอีทึกออกไปอย่างยากลำบาก จนสุดท้ายคิบอมเองก็ต้องออกไปด้วย
มือเรียวของรยออุคเดินมากดล็อกประตูหลังจากที่ถูกพี่ชายคนสวยสั่ง แต่ไม่ทันจะหันหลังกลับก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อจู่ๆ คนที่อยู่อีกฝั่งของประตู่ก็ชกเข้ามาซะอย่างนั้น ใบหน้าหวานของเด็กหนุ่มหันมองเพื่อนคนอื่นๆในห้องอย่างขอความเห็น เพราะเสียงอีกฝั่งประตูทำให้สับสนเข้าไปอีก
ปึง! ปึง!!
ทันทีที่ประตูปิดลง อีทึกก็แทบถลาเข้าไปหา มือเรียวหมุนลูกบิดไปมาอย่างอารมณ์เสีย
ก่อนที่อารมณ์ทั้งหมดจะทำให้คนที่ควบคุมตัวเองได้ดีมาตลอดอย่างอีทึก ทิ้งความเยือกเย็น ชกมือตัวเองเข้ากับประตูอย่างแรง จนมือเรียวที่เคยขาวเนียนถลอกอย่างเห็นได้ชัด คังอินรีบย้ายตัวเองมาดึงร่างเพรียวของพี่อีทึกออก
ใช่...ตอนนี้ปาร์คจองซูกำลังอารมณ์เสีย
“โธ่เว๊ย!!” เสียงทุ้มหวานสบถออกมาอย่างที่ทุกคนไม่เคยเห็น เด็กหนุ่มร่างสูงสะบัดแขนเรียวที่ถูกเกาะกุมเอาไว้ด้วยแขนของคังอิน มือหนาปล่อยแขนอีทึกช้าๆ ร่างสูงพาตัวเองมานั่งลงที่โซฟา ก้มหน้าลงเพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเอง
อาจเพราะวันนี้เหนื่อยมากเกินไป...และรู้สึกว่าคิมฮีชอลกำลังปิดบังอะไรตัวเชาอยู่
เลยทำให้อารมณ์ของอีทึกไม่ดีตั้งแต่โดนคนสวยเมินหนีตั้งแต่ตอนเช้า ถึงจะคืนดีกันแล้วแต่...ก็อดไม่ได้อีกที่จะคิดอะไรมาก เพราะดูจากท่าทางของฮีชอลแล้วดูก็รู้ว่าไม่ค่อยสบาย...แต่ถึงอย่างนั้นเขาอาจจะเป็นห่วงมากเกินไป
ใช่...มากเกินไป
เลยไม่อยากให้คนรักของตัวเองต้องเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของน้องๆ เพราะแค่ตอนนี้ให้ฮีชอลมีสมาธิอยู่กับงานทั้งหมดที่ต้องทำก็แทบจะล้มง่ายๆอยู่แล้ว
...แล้วทำไมถึงไม่เข้าใจเค้าเลยกันนะ? ว่าเขาไม่อยากให้คนตัวเล็กบอบบางอย่างฮีชอลต้องแบกรับอะไรไปมากกว่านี้
ยิ่งดูเหมือน…จะมีอาการแปลกๆเกี่ยวกับร่างกายด้วย
แค่คิด อีทึกก็แทบบ้า...ทำไมกันนะ? อะไรกันถึงทำให้วันนี้ทั้งวันทั้งเขาและฮีชอลหนักใจได้ขนาดนี้
...ลำพังตัวอีทึกเอง ก็พอจะเหนื่อยที่ต้องคอยฟังคำต่อว่าของมิสเตอร์อีและผลงานที่ออกมาไม่ดี แต่...เขาก็ยังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างอย่างฮีชอล
ถึงอย่างนั้นวันนี้ทั้งวันอีทึกเห็น...เห็นว่าคนรักของตัวเองดูเหนื่อยง่ายแปลกๆ ข้าวก็ไม่ค่อยจะกิน แถมยังอาการที่จงใจปิดเขาแบบนั้น แค่นี้ก็ทำให้คนใจเย็นร้อนใจได้ขนาดนี้
ก็เพราะ...ความเป็นห่วงนะสิ
ห่วงมาก...อยากให้คนตัวเล็กคนนั้นได้พักผ่อนและไม่ต้องแบกรับอะไรไปคนเดียวเสมอ
เวลาที่เขาเหนื่อย...ทุกครั้งฮีชอลอยู่เคียงข้าง และคอยดูแลตลอด แต่...บางครั้งที่ฮีชอลล้ม เขาเองยอมรับว่า ทำได้แค่ดูห่างๆ เพราะฮีชอล...ยังไม่ทลายกำแพงของตัวเองให้เขาจนหมด
เพราะงั้นยังมีสิ่งที่อีทึกต้องทำ...ทำ...เพื่อรักษาจิตใจของคิมฮีชอลเอาไว้
“ฮีชอล...” เสียงทุ้มหวานพึมพำเบาๆ ทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่เช่นเคย บรรดาน้องๆคนอื่นต่างมองสภาพพี่ใหญ่ที่คนหนึ่งนั่งก้มหน้าเงียบๆ...กับอีกคนที่ตอนนี้ก็ยังได้ยินเสียงสะอื้นหลุดออกมาจากภายในห้อง คังอินถอนหายใจก่อนจะหันไปบอกคนอื่นๆให้เข้านอน
ไม่งั้นพรุ่งนี้...มีหวังได้ตายกันทั้งวง
โดนคุณอีซังฮวานกับมิสเตอร์อี เฉือดลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแน่นอน
“พี่...ผมว่าพี่ไปนอนก่อนเถอะ...เดี๋ยวพี่ฮีชอลก็คงอารมณ์เย็นลงมานั่นแหละ” คังอินสะกิดให้คนที่นั่งก้มหน้าอยู่เงยหน้าขึ้นมามอง อีทึกมองอีกฝ่ายก่อนจะส่ายหน้าตอบ
“นายไปนอนเถอะ...ฉันจะรอฮีชอลเอง” พูดจบก็ก้มหน้าลงไปอีกครั้ง…คังอินมองแล้วก็ได้แต่ยืนเงียบ ก่อนที่เท้าเรียวจะพาร่างตัวเองเข้าไปในห้องกลับออกมาพร้อมกับผ้าห่ม คลุมลงบนไหล่กว้างของอีทึก แล้วยิ้มให้ทีนึง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป
งานนี้...ไม่ว่าใครก็คงช่วยอะไรไม่ได้
ร่างสูงเพรียวของอีทึกเดินมาก่อนจะใช้มือเรียวบิดลูกบิดช้าๆ เสียงสะอื้นที่ดังรอดออกมาทำให้อีทึกรู้สึกเจ็บ...ไม่คิดว่าแค่คำพูดของเขาจะทำให้ฮีชอลร้องไห้ได้ขนาดนี้
อยากจะเข้าไปปลอบ เข้าไปกอด ทำยังไงก็ได้ขอแค่...ให้คนสวยไม่ร้องไห้ ไม่แย่ไปมากกว่า ต่อให้ทำยังไง?..ปาร์คจองซูคนนี้ก็ยอม
อีทึกหันหลังพิงประตู ก่อนจะค่อยๆทิ้งตัวเองลงพิงกับบานประตูของฮีชอลช้าๆ นั่งชันเข่าพึมพูดแต่คำว่า ‘ขอโทษ’ ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าคนในห้องจะหยุดร้องไห้สักนิด
“ฉัน...ขอโทษ"
.........
TBC.




