Fic-Still-Belive

[Fic] Still Believe 1

posted on 24 Jun 2008 18:49 by femodos  in Fic-Still-Belive

Prologue

.

.


พระเจ้า....เมื่อไหร่กันที่ท่านจะอวยพรให้คนอย่างผมได้พบกับความสุขบ้าง


ทั้งที่รู้ดีว่าการมีความหวังจะมาควบคู่ไปกับความเจ็บปวดเมื่อสิ้นหวัง


แต่ผม...ก็ยังเลือกที่จะหวัง...แม้รู้ว่าต้องเจ็บ....


……………

………

 


ทุกวันในบ้านของเหล่าสมาชิกเซูปเปอร์จูเนียร์  ผมคิดว่าผมมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันกับทุกคน  อยู่กันแบบครอบครัวที่มีพ่อ แม่ และลูกๆ


ใช่!....มันเป็นแบบนั้นมาก่อน


จนกระทั้งวันที่เขาเลือกเส้นทางความรักของเขา...


ตั้งแต่วันนั้น...พ่อและแม่ของวงอย่าง ปาร์คจองซูและคิมฮีชอล ก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป  ในเมื่อเขาเลือกผู้หญิงคนนั้น ..’จาง นารา’..


ส่วนก็คงเป็นได้เพียงแค่ คนๆหนึ่งที่ทำได้แค่มองดูพวกเขาสองคนมีความสุข

 


Chapter 1
 


"ฮีชอล เดี๋ยวไปพบฉันที่ห้องด้วยนะ" เสียงของลีซูมาน ผู้จัดการชื่อดังของศิลปินกลุ่มซุปเปอร์จูเนียร์ดังขึ้นภายในห้องซ้อมห้องใหญ่ของเหล่าบรรดาศิลปินรุ่นใหม่ของสังกัด SM Entertainment หลังจากที่เด็กหนุ่มทั้ง 13 คนซ้อมเต้นกันเสร็จแล้ว


"ฮะ" เสียงหวานตอบกลับไปเบาๆ ใบหน้าสวยพราวไปด้วยหยดน้ำจากการซ้อมเต้น มือเรียวหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่คล้องคอขึ้นซับอย่างเหนื่อยอ่อน


“ไหวรึเปล่า...พักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยตามไปก็ได้” ร่างท้วมของคุณคิมผู้จัดการส่วนตัวเดินเข้ามาหา ถามเด็กหนุ่มในความปกครองของตัวเองด้วยแววตาเอ็นดูแกมเป็นห่วง


ฮีชอลพยักหน้ารับก่อนจะบอกว่าไม่เป็นไรพลางขอตัวเดินเข้าไปหารุ่นน้องคนอื่นๆ


จะไหวเหรอ? แค่นี้ทุกคนก็เหนื่อยกันจนแทบจะยืนไม่ไหวกันอยู่แล้ว แต่ร่างบางยังต้องคุยเรื่องงานอีก จะรับไหวเหรอ?

 

ไหวซิ...สำหรับคนๆนี้ ที่ไม่เคยแสดงออกถึงความอ่อนแอให้ใครได้เห็น...แล้วทำไมจะไม่ไหวล่ะ?...สำหรับคนที่ได้ชื่อว่า...เย็นชา....อย่างผม


...แต่ทุกคนคงลืมไปสินะ…


…ว่าคนที่ไม่แสดงออก ก็เป็นคนที่อ่อนแอได้เหมือนกัน…


………………………..
………………………………………..

 

"พี่ฮีชอล" เสียงของทงแฮเด็กหนุ่มคนที่ร่างบางรักเหมือนน้องจริงๆ ดังขึ้น มือเรียวส่งขวดที่ภายในบรรจุน้ำใสๆมาให้ ร่างบางยิ้มรับเล็กน้อยก่อนจะรับมาดื่ม ถึงแม้มันจะเบาเทาความเหนื่อยไปได้บ้าง...แต่ก็คงไม่เท่าไหร่


แววตาสีน้ำตาลสดใสของทงแฮมองคนที่ได้ชื่อว่าพี่ชายอย่างเป็นห่วง นานแล้วสินะที่เขาไม่ได้เห็นฮีชอลที่ร่าเริงเหมือนตอนที่เจอกันใหม่ๆ ตั้งแต่วันนั้น...


"นายไปอาบน้ำแต่งตัวไปทงแฮ เดี๋ยวฉันไปหาลีซูมานก่อนแล้วจะตามไป” ทำไมจะไม่รู้ว่าทงแฮเองก็มองความผิดปกติของผมออก แต่คงไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะผมอ่อนแอแค่ไม่กี่ครั้ง...หรือแทบจะไม่เคยเลยกันนะ?


"ฮะ...ตามมาเร็วๆนะฮะ" ทงแฮยิ้มรับเมื่อฮีชอลยิ้ม ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว ร่างเพรียวของทงแฮเดินเข้าไปในห้องพัก เห็นทุกคนหมดแรงก็หัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่พ้นสายตาของคิบอมเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันแต่อายุน้อยกว่า


"นี่ พวกนายจะนอนกันไปถึงไหน?" อีทึกเดินออกมาจากห้องแต่งตัว ก่อนจะไล่ให้น้องๆทุกคนเข้าไปอาบน้ำแต่งตัว หลังจากเห็นสภาพบันดาลูกลิงที่เคยซนแต่ละคนทิ้งตัวลงนอนกับพื้น


"ทงแฮแล้ว...ฮีชอลล่ะ" ร่างสูงของอีทึกเดินไปเก็บกระเป๋า เหลือบไปเห็นน้องเล็กอีกคนที่รื้อกระเป๋าอยู่ข้างตัว อดที่จะถามไม่ได้


"ไปหาคุณลีซูมานฮะ" หันมามองคนถามก่อนจะตอบและลุกเดินเข้าห้องแต่งตัว อีทึกมองตามก่อนจะเดินไปนั่งคอยคนอื่นๆที่โซฟาที่คิบอมเด็กหนุ่มที่เหมือนน้องชายตัวเองนั่งอยู่ เจ้าตัวนอนราบไปกับโซฟาใช้กระดาษปิดบังใบหน้าที่เหนื่อยอ่อน


"ไง...เหนื่อยมากเหรอ” อีทึกนั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้าม ถามน้องเล็กของวง พลางยื่นขวดน้ำส่งให้อีกฝ่ายอย่างเคย


"เปล่าฮะ" ตอบก่อนจะแสร้งมองไปทางห้องแต่งตัวที่สมาชิกคนอื่นๆเริ่มทยอยกันออกมา นัยน์ตาเรียวสดใสมองหาคนที่อยากเห็น


...ลี ทงแฮ...


"โอ๊ย! สบายขึ้นเยอะเลยแฮะ”  คังอินเดินนำออกมาก่อนจะนั่งลง หยิบขวดน้ำที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นดื่ม


"พี่ฮันฮยอง วันนี้ผมอยากกินข้าวผัดปักกิ่งของพี่อ่ะ" ซองมินเดินออกมาพร้อมคยูฮยอน ตะโกนบอกร่างสูงของหนุ่มเมืองจีนเพียงคนเดียวที่ยืนคุยอยู่กับซีวอนขณะที่จัดกระเป๋าไปด้วย


"ใช่ๆ เอาแบบอร่อยๆเหมือนเดิมนะ"


สิ้นเสียงของคังอิน ก็กลายเป็นสนามรบย่อยๆ เมื่อเยซองและคังอินแย่งกันกินขนม ห้องจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ตามแบบซูปเปอร์จูเนียร์  ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปที่รถเหลือเพียงอีทึกที่ยังคงอยู่ในห้องแต่งตัว
 

..................................
..................................................


เท้าเรียวก้าวเดินไปตามทางเดินของตึกเงียบๆ  เสียงพูดคุยรอบตัวไม่ได้ดังเข้าสู่โสตประสาทของฮีชอลสักเท่าไหร่


ไม่ใช่ไม่สนใจ...แต่เขาเหนื่อยที่จะสนใจต่างหาก


หยุดยืนหน้าห้องของคนที่ได้ชื่อว่า ‘ลีซูมาน’ ถอนหายใจหนักๆ ไม่รู้ว่าถูกเรียกมาวันนี้จะให้เขาทำอะไรให้อีก...

 

ก๊อก  ก๊อก


“เข้ามาสิ” น้ำเสียงทุ้มแหบดังไล่มาจากด้านหลังของบ้านประตู ฮีชอลเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบๆ เท้าเรียวสาวเข้าไปใกล้ที่โต๊ะทำงานของอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยเต็มใจ หากแต่ใบหน้าสวยกลับไม่แสดงสีหน้าใดๆทั้งสิ้น 


“เรียกผมมีอะไรรึเปล่า” เอ่ยถาม มองร่างท้วมที่พยักหน้าให้เขานั่งลงกับเก้าอี้ 


กระดาษสีขาวสองสามแผ่นถูกวางลงบนโต๊ะ  อย่างแรงจนคนตัวเล็กสะดุ้งน้อย  แต่ก็ยังเก็บอาการไม่ให้อีกฝ่ายเห็น... “ข่าวพวกนี้มันอะไรกัน?!  ทำไมจู่ๆถึงมีอะไรแบบนี้ออกมา  นายก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ...ว่าที่นี่ไม่ต้องการเรื่องเสื่อมเสียแบบนี้!!”


นิ้วเรียวหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านอย่างเสียไม่ได้  ‘คิมฮีชอลมีสัมพันธ์ลับกับนักร้องดังต่างค่าย...’ ข่าวเสียๆหายๆของเขาทั้งหมดถูกส่งมาที่บริษัท นัยน์ตาเรียวสวยอ่านรายละเอียดอย่างไม่สนใจ


เพราะเขา...รู้เรื่องนี้มาก่อนบริษัทด้วยซ้ำ


“ชั้นต้องการแค่แฟนเซอร์วิสภายในวงของเราเท่านั้น!!  แต่นี่มันอะไร?! นักร้องดังต่างค่าย...พวกนายก็รู้ว่าค่ายของเราไม่ต้องการให้มีข่าวกับค่ายอื่น! โดยเฉพาะนาย...อย่าลืมสิว่าเคยสัญญาอะไรกับชั้นเอาไว้!” เสียงทุ้มตวาดใส่อย่างแรง คงเพราะ...เขาเป็นศิลปินที่มีคนจับตามองมากในเครือ SM แบบนี้ ถ้าเขามีข่าวไม่ดี ชื่อเสียงก็จะพลอยแย่ไปด้วย


แต่ที่สำคัญกว่านั้น...คือสัญญาและข้อแลกเปลี่ยนต่างหาก!  ข้อแลกเปลี่ยนในการรักษาซูปเปอร์จูเนียร์เอาไว้แบบนี้ 


“ถ้ายังอยากให้ซูปเปอร์จูเนียร์เป็นแบบนี้ต่อไป ก็ช่วยรักษาภาพพจน์ของตัวเองไว้บ้างนะ คิมฮีชอล...เพราะนายคือตัวสำคัญในค่าย SM Entertainment แห่งนี้!”


“ขอโทษฮะ...แล้วผมจะระวังตัวให้มากกว่านี้”


“เอาเถอะ...ตอนนี้ข่าวก็ยังออกไปไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวจะให้คุณคิมจัดการก็แล้วกัน แต่นายไม่มีส่วนรู้เห็นเลยสินะ...ระวังตัวหน่อยฮีชอล ชั้นรู้ว่าแอนตี้จ้องเล่นงานนายมากกว่าคนอื่น อย่าทำให้ชั้นผิดหวังล่ะ”


“ขอบคุณมากฮะ...” ก้มหัวขอบคุณเสียงเบา ก่อนจะขอตัวออกมาจากห้อง 


แฟนเซอร์วิสเหรอ?  ลืมคำนี้ไปนานแค่ไหนกัน...เพราะเขาต้องทำงานมากกว่าคนอื่นเลยแทบไม่ได้ไปออกงานกับคนอื่นๆเลยด้วยซ้ำ  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หยุดไม่ได้


หากเขาหยุด...เรื่องร้ายแรงที่สุดก็คงตามมา


ก็ตอนนี้เขาเป็นตุ๊กตาของลีซูมานอยู่นี่นา...จะสั่งให้เดินไปทางไหน พูดอะไร  หรือแสดงออกกับคนอื่นๆยังไง  เขาก็ต้องทำตามอยู่แล้ว  เพื่อรักษาของสำคัญที่สุด...รักษาความฝันที่มีค่า


รักษาซูปเปอร์จูเนียร์เอาไว้!


‘ชั้นทำให้พวกนายได้แค่นี้แหละนะ...ทึกกี้’ เพราะตราบใดที่เขายังเลือกที่จะเป็นตุ๊กตาของลีซูมานอยู่...โปรเจคซูปเปอร์จูเนียร์นี่ก็จะยังคงเหมือนเดิม พวกเราก็จะยังคงอยู่ด้วยกันตลอดไป 13 คนแบบนี้ ไม่ใช่ประตูสู่ความสำเร็จอย่างที่ใครเคยพูด...


ข้อแลกเปลี่ยนที่เขาจะต้องทำตามที่ลีซูมานสั่ง...ทำตามตารางงานที่คนพวกนั้นเอามาให้  อยู่ในภาพพจน์ของศิลปินมีชื่อของค่าย SM Entertainment แบบนี้โดยไม่มีปากเสียงต่อไป


แต่หากวันใดที่เขาเริ่มมีปากมีเสียง...วันนั้นก็คงต้องขอโทษทุกคนในวงแล้วสินะ...แต่คนอย่างคิมฮีชอลนะเหรอ  จะยอมให้ความฝันของทุกคนจบลงแบบนี้ ต่อให้ต้องเหนื่อยแค่ไหน...แม้ว่าจะต้องอยู่คนเดียว  ต่อให้ใครต่อใครคอยขัดขวาง เขาก็จะฝ่าฟันพาทุกคนไปให้ได้...ความฝันของเขาและอีทึก....กับซูเปอร์จูเนียร์  จะเดินไปด้วยกัน...แม้ว่าความเป็นจริงมันจะผิดแปลกไป  แต่เขาก็จะสู้จนสุดกำลัง!

 


....แกร็ก....

 

ประตูห้องซ้องของศิลปินเด็กหนุ่มกลุ่มใหญ่ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างเพรียวบางของฮีชอลที่เดินเข้าไป  ดวงตากลมโตหรี่มองภายในห้องอย่างยากลำบากเพราะมีเพียงแสงสะท้องจากพระอาทิตย์ตอนกำลังตกเท่านั้นที่ส่องเข้ามาพอให้เห็นอะไรในห้อง


ถอนหายใจยาวเบาๆ  เบี่ยงตัวเดินเข้าไปที่โซฟาด้านใน  สะดุ้งน้อยเมื่อเห็นคนที่นอนราบไปกับโซฟาตรงหน้า


“มาแล้วเหรอ...ทำไมวันนี้ไปนานจังเลยล่ะ” เปลือกตาคู่สวยกระพริบถี่ๆ พลางลุกขึ้นบิดตัวไปมาอย่างขี้เกียจ
 

...ใครๆก็คงคิดว่าเขาจะรอผม....


...เปล่าเลย...


เขารอคนรักของเขา... ‘นารา’...


ฮีชอลขยับตัวด้วยความเหนื่อยอ่อน นัยน์ตากลมสบตาอีกฝ่าย  อยากจะเอ่ยปากสื่อความหมายหลายๆอย่าง  แต่เขาก็รู้ตัวเองดี...ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด


“คอยนาราเหรอ” ถามกลับเสียงเบา พลางเดินผ่านอีกฝ่ายไปที่กระเป๋าของตัวเอง ถามอะไรโง่ๆ...อีทึกก็ต้องคอยเธออยู่แล้ว จะมาคอยคนบ้างานอย่างเขาทำไมกัน?


“เปล่า...ฉันคอยนาย” ชะงักมือเรียวที่กำลังก้มหยิบกระเป๋า หันมองร่างสูงที่ลุกขึ้นยืนมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก น้ำเสียงเมื่อครู่ดูอ่อนโยนจนทำให้ฮีชอลต้องเม้มปากเรียวแน่น

 

ปัง!


เสียงปิดประตูก็ดังขึ้น ทำให้คนทั้ง 2 คนหันไปมองคนมาใหม่...คนที่ฮีชอลไม่อยากเจอมาที่สุด....’จาง นารา’...ทันทีที่ฮีชอลและอีทึกหันไปมองคนมาใหม่ รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้า แต่กลับอีกคนหนึ่งรอยยิ้มที่มีกลับหายไปถนัดตา


"นารา"


เสียงทุ้มของหัวหน้าวงเรียกรอยยิ้มจากหญิงสาวได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้าไปหา ผ่านไหล่ของอีกคนที่อยู่ในห้องไปโดยไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติ


“จองซู...กับฮีชอลกำลังคุยอะไรกันเหรอค่ะ?  นาราเข้ามากวนรึเปล่า” ถามร่างสูงที่เดินเข้ามาหา มือเรียวของอีทึกยกขึ้นลูบผมเนียนสีน้ำตาลอ่อนอย่างเบามือ


“เปล่าๆ พอดีผมคอยฮีชอลนะเดี๋ยวจะกลับบ้านด้วยกัน” อีทึกบอกร่างบางข้างตัวอย่างอารมณ์ดี ต่างจากสีหน้าของหญิงสาวที่ดูบึ่งตึงอย่างเห็นได้ชัด 


"เอ่อ...จองซูค่ะ คือว่านาราคิดว่านาราลืมของไว้ในรถนะค่ะ จองซูช่วยลงไปหยิบให้หน่อยได้มั้ย" นาราค้นของในกระเป๋าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนรัก ใบหน้าเรียวสวยฉายแววกังวลเล็กน้อย จนอีทึกเอ็นดู


"ได้สิ รออยู่ที่นี่นะ" พูดจบก็เดินออกจากห้องไป แต่ก็ยังหันกลับมามองอีกคนที่เหมือนจะโดนลืม ฮีชอลมองร่างหญิงสาวตรงหน้า แววตาเฉยชาเหมือนเคยไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกมาจากริมฝีปากเรียวสีกุหลาบ


"ฮีชอล! เดี๋ยวนายกลับพร้อมฉันนะ” เพียงแค่สบตาอีทึกก็ไม่รู้ตัวเลยว่าพูดอะไรออกไป เพราะแววตาของฮีชอลหรือความรู้สึกกันนะ ที่ได้เห็น....ความเหงาจากคนตรงหน้าแม้เพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ละสายตาไปไม่ได้


ความรู้สึกลึกๆ บอกว่าทิ้งฮีชอลเอาไว้คนเดียวไม่ได้!


ทันทีที่อีทึกเดินออกไปจากห้อง เหลือเพียงคนสองคนที่อยู่ด้วย มีเพียงความเงียบกับเสียงหายใจเบาซะมากกว่า   ฮีชอลมองหญิงสาวอีกคนที่อยู่ร่วมในห้องถอนหายใจยาว  ก่อนจะลุกไปทำธุระของตัวเองโดยไม่สนใจอีกคนที่อยู่ในห้อง


 ...ไม่ใช่ไม่สนใจ...หากแต่...ไม่อยากจะสนใจต่างหาก เพราะคนนี้รู้ดี...ว่าเขาคิดยังไงกับอีทึก ความรู้สึกที่ไม่คิดจะบอกใคร แต่เธอ...ก็รู้!


"สวัสดี…คิมฮีชอล" นานจนในที่สุด จางนาราก็ต้องเป็นฝ่ายพูดออกมา ใบหน้าหวานใสเนียนขาวราวกับหิมะตัดกับริมฝีปากเรียวอิ่มสีแดง ที่เข้ากับชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนที่เจ้าตัวใส่มาเป็นอย่างดี ยิ่งทำให้ร่างทั้งร่างดูบอบบางน่าเอ็นดูราวกับเด็กสาววัยแรกรุ่นในสายตาของคนทั่วไป  


“สนุกมั้ย...ที่ต้องทำให้อีทึกของชั้นรอแบบนี้ มีความสุขสินะ!...ที่ได้กลับบ้านกับคนที่เธอแอบ....”


“หยุดนะ!”


“ทำไม?  ไม่อยากฟังเหรอ” น้ำเสียงหวานใส หากแต่เสียงที่ฮีชอลได้ยินมันกลับแข็งกระด้างไม่แพ้นัยน์ตาเรียวสีน้ำตาลอ่อนครึ่งเสี้ยว ร่างเพรียวชะงักเล็กน้อยเสียงหวานทำให้คนที่ไม่สนใจอะไรในตอนแรก เงยหน้าขึ้นมามองคนพูด


"มีธุระอะไร" มีเพียงเสียงทุ้มหวานแข็งตอบกลับเท่านั้น จางนาราหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกจากกระเป๋า ก่อนจะลุกเดินเข้าไปหาร่างสูงบางที่ยืนขึ้นมองการกระทำของอีกคน มือเรียวของหญิงสาวยกสมุดขึ้นมาจงใจให้อีกคนเห็น ใบหน้าสวยตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


...สมุดของแจจุง!!...


“เธอคงจำสมุดเล่มนี้ได้สินะ” เสียงหวานดังก้องไปมาในหู นัยน์ตากลมโตมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ สมุดที่เขาเองเป็นคนให้แจจุงเอาไว้ในวันที่แจจุงได้เดบิวต์พร้อมกับยุนโฮ


"ทำไมสมุดเล่มนั้นถึงมาอยู่กับคุณ!" เสียงพูดราบเรียบแม้จะแฝงแววสั่นแต่คิมฮีชอลก็เคยสัญญากับตัวเองไว้ ไม่ว่าเมื่อไหร่…ตัวเขาก็ไม่มีทางที่จะอ้อนวอนขอร้องผู้หญิงตรงหน้าคนนี้เด็ดขาด


ความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในขาข้างขวา...จนถึงทุกวันนี้


“เธอรู้ใช่มั้ย?  ถ้าชั้นเอาสมุดเล่มนี้ไปให้ดานะหรือยุนโฮ  เพื่อนของเธอจะเป็นยังไง...คิมแจจุงจะเสียใจแค่ไหน!!”


“คุณ!...”


"วันนี้...ชั้นแค่มาเตือน!  จำเอาไว้นะ...คิมฮีชอล เธอมันก็เป็นได้เพียงแค่...เพื่อน!! เหมือนที่คิมแจจุงเป็นนั่นแหละ  รู้เอาไว้ซะ!!"  ทำไมจะไม่รู้ล่ะ รู้สิรู้ดีด้วย...เพราะตั้งแต่คนอย่างเธอก้าวเข้ามาต่างหาก...


"หึ!…คุณมันก็พอกันนั่นแหละ...ผมขอเตือนนะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับแจจุง...เราจะได้เห็นดีกัน!"  แต่คิมฮีชอลก็ยังเป็นคิมฮีชอลวันยังค่ำ แล้วยิ่งถ้าเป็นเรื่องของแจจุงแล้ว มีเหรอ?...ที่คนๆนี้จะยอมอยู่เฉย


ทั้งที่คิดไว้แล้วว่าจะไม่สนใจ...
ไม่สนใจ…เรื่องของผู้ชายคนนั้น ‘ปาร์คจองซู’ กับเธอ ‘จางนารา’…
ไม่สนใจ…ไม่คิดที่จะหวังอะไรอีก!

 

…เพี๊ยะ!!…


ใบหน้าสวยหันไปตามแรงที่มากระแทกใบหน้า ชาจนแทบไม่รู้สึกไม่รู้ว่าเพราะวันนี้เค้าซ้อมเต้นมากเกินไปรึเปล่า   ถึงได้รู้สึกว่าแรงที่มากระทบมันดูรุนแรงจนรู้สึกถึงรสขมของเลือดได้ขนาดนี้   มือเรียวขาวถูกยกขึ้นหวังจะตบกลับตามนิสัยของ


"หยุดนะฮีชอล!"


ข้อมือสวยถูกคว้าไว้ได้ก่อนที่จะโดนใบหน้าของหญิงสาว จะใครซะล่ะถ้าไม่ใช่ ’ปาร์คจองซู’ มือเรียวชะงักตั้งแต่ได้ยินเสียงของหัวหน้าวงตวาดเสียงดัง ฮีชอลหันมองใบหน้าเนียนหล่อของอีทึก


ทั้งที่อีทึกไม่ได้ว่าไม่ได้แสดงท่าทีอะไรแต่ทำไมกัน…ทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บขนาดนี้...เพราะแผลที่แก้มงั้นเหรอ หรือเพราะสายตาของอีทึกที่มองมาที่เขา...สายตาที่สื่อความหมายได้เป็นอย่างดี


…รังเกียจ..!


“ทำบ้าอะไรของนายนะ…!!” เสียงทุ้มนุ่มของอีทึกดังขึ้น  ฮีชอลเค้นยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเคย  รอยยิ้มฝืนที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อนมือเรียวจะสะบัดข้อมือใหญ่ให้หลุดแล้วเดินออกไป...ไม่หันหลังกลับไปมองภาพของคนสองคนที่คอยโอบกอดกันอีก…


…พระเจ้าทำไมคนที่ผมอยากให้เข้าใจมากที่สุด กลับไม่ยอมเข้าใจอะไรเลยสักอย่าง…


.................................
...........................................