Fic-Still-Belive

[Fic] Still Believe - 15

posted on 31 Oct 2009 21:46 by femodos  in Fic-Still-Belive

Chapter 15

 


Still believe:

 

 

เจ็บครั้งเดียว...มันเพียงพอแล้ว คิมฮีชอล!

 

คิมฮีชอลจะไม่มีปาร์คจองซูมาอยู่เคียงข้างอย่างเคยอีกต่อไป แต่นายก็ต้องอยู่ได้...นายจะต้องลุกขึ้นยืนด้วยขาของตัวเองให้ได้… 

 

  ยุนโฮมองท่าทางของเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยสนิทด้วย ความเจ็บปวดมากมายที่คนๆนี้ได้รับคงมากพอที่จะทำให้ฮีชอลเลือนหายไปพร้อมกับอากาศในตอนนี้ ตัวตนของร่างบางแทบจะไม่มี...ไม่เหลืออะไรแล้ว...แม้แต่...หัวใจของตัวเอง หันกลับไปมองอีกคนที่ฮีชอลเหลือบมองเมื่อครู่ ไม่ต่างกัน

 

...เจ็บปวด...

 

แต่ถึงอย่างนั้นยุนโฮก็ไม่สามารถที่จะปล่อยให้อีทึกนั่งอยู่คนเดียวแบบนั้นได้นานไปกว่านี้แน่ๆ แม้อากาศจะไม่หนาวมาก  แต่สำหรับคนที่นั่งตากลมอยู่ข้างนอก กับหัวใจ...ที่กำลังร้องไห้อย่างนั้น ไม่นานก็คงต้องล้มลงอย่างช่วยไม่ได้

 

...ถึงจะเข้มแข็งแค่ไหนก็เถอะ…สักวันก็ต้องล้มอยู่ดี

 

“พี่อีทึก” เสียงทุ้มเรียกคนที่นั่งก้มหน้าอยู่ให้เงยหน้าขึ้นมามอง สายตาเรียวที่เคยสดใสบัดนี้ไม่เหลือคราบของลีดเดอร์รักสนุกคนเดิมอีกแล้ว เหลือเพียง...ความว่างเปล่า

 

มือเรียวหนา ดึงไหล่กว้างของอีกฝ่ายขึ้นมาเบาๆ ไม่มีการขัดขืน ไม่มีการพูดอะไร เพราะคนตรงหน้ากำลังเหนื่อยจนไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้อีก น้ำตาเอ่อล้นอยู่ภายในจิตใจมากมาย แต่ก็ยังไม่ยอมไหลออกมา

 

“กลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง” ยุนโฮกระชับเสื้อกันหนาวที่เคยให้อีกฝ่าย เข้ากับตัวของอีทึก มือเรียวสั่นน้อยๆ  ไม่เคยคิดว่าอีทึกจะอ่อนแอได้ขนาดนี้ เมื่อขาดคนที่เคยอยู่เคียงข้างมากตลอดอย่าง...พี่ฮีชอล
 

ร่างสูงถอนหายใจเบาๆกับสภาพของพี่ชายตัวเอง ก่อนจะใช้แรงเพียงน้อยนิดเดินพาร่างของร่างเพรียวโปร่งออกมาที่ถนน แล้วเดินกลับเข้าไปเอารถส่วนตัวที่ทางบริษัทมีเอาไว้ให้ออกมา ก่อนจะพาร่างสูงที่ไร้เรี่ยวแรงออกไปตามทาง

 

ทางที่เงียบสงบ…แต่กลับโหดร้าย
 

ถ้าเพียงอีทึกจะหันกลับมาสักนิด ร่างเพรียวคงได้เห็นความอ่อนแอจากสายตาของคนที่มองออกมาจากหน้าต่างบานหนึ่งในบ้าน สายตาที่เป็นห่วงเป็นใย ที่มองตามจนสุดทางของคนที่ได้ชื่อว่า ‘เย็นชา’

 

ฮีชอลมองรถที่ ‘เพื่อน’ ร่วมวงของเค้ากับยุนโฮขับบออกไปจนสุดสายตา ร่างบางถึงได้หันกลับมามองคนที่นอนหลับอยู่ใบเตียงใหญ่สีขาว ยิ้มฝืนให้ตัวเอง ก่อนจะเลี่ยงเดินอย่างเงียบๆเข้าไปที่ห้องน้ำด้านข้าง

 

นิ้วเรียวสวยเปิดก๊อกน้ำในอ่างให้ไหลไป ส่วนตัวเองกลับเพียงแค่ยืนมองน้ำในอ่าง ยิ้มที่มุมปากก่อนที่ร่างทั้งร่างๆจะทรุดลงนั่งกับพื้นห้อง เพราะขาเรียวไม่มีแรงที่จะทรงตัวแล้ว แผ่นหลังเนียนพิงกับขอบอ่างอาบน้ำ ก่อนที่เจ้าตัวจะยกขาเรียวขึ้นมานั่งชันไว้แล้วกอดตัวเองเงียบๆ

 


ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีหยดน้ำจาดวงตาเพราะคนๆนี้ไม่ได้ร้องไห้ ฮีชอลเพียงแค่กอดตัวเองอยู่อย่างนั้น หน้าเรียวฝังลงกับท่อนแขนที่พาดวางไปกับเข่าเนียน ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงบางเฉียบ หลับตาเพื่อกลั้นหยดน้ำที่เอ่อล้นขึ้นมาที่ขอบตา มือเรียวกระชับตัวเองแน่นขึ้นไปอีก

 

หนาว...หนาวทั้งกายและใจ   แต่ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น คือ หัวใจที่เต้นอยู่ที่อกด้านซ้าย...มันกำลังร้องไห้!

 

อย่างน้องเค้าก็ยังดีใจได้ใช่มั้ย? ที่หัวใจของผมเองยังทำหน้าที่ของมันอยู่แบบนี้? หน้าที่ที่มันกำลังร้องไห้แทนเจ้าของของมัน…
 

นานที่ฮีชอลนั่งกอดตัวอยู่อย่างนั้น  ไม่มีหยดน้ำ ไม่มีเสียงสะอื้น มีเพียงแค่แววตาเรียวสวยเท่านั้นที่สั่นไหวทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจ...ราวกับตุ๊กตาที่พังแล้วเท่านั้น..
 

 เพราะรักมาก…ถึงได้เจ็บมาก  และมากเกินกว่าที่หยดน้ำตาจะระบายออกมาได้  เจ็บ…จนไม่อยากจะมีชีวอตอยู่ต่อไปอีก  เปลือกที่แข็งอ่อนแรงและเริ่มแตกออก  เผยให้เห็นหัวใจข้างในที่แทบจะหมดแรงเต้น…
 

“รัก…ทึกกี้”

 

 

ไร้บทสนทนาภายในรถของยุนโฮ เพราะคนสองคนได้แต่ตกอยู่ภายใต้ความคิดของตัวเอง อีทึกปล่อยให้ตัวเองจมลึกกับภาพตรงหน้าที่เป็นวิวทิวทัศน์ของชานเมือหลวงอย่างโซล ปล่อยใจตัวเองให้พักบ้าง

 

...จะโทษใครได้ นอกจากตัวเอง...

 

รถยนต์สีขาว แล่นเข้ามาจอดภายในบ้านของเหล่านักร้องร่วมค่าย ก่อนที่ร่างเพรียวสูงของนักร้องนำสองคนจะก้าวลงมาจากรถ แล้วเดินกลับเข้าไปภายในบ้านที่เปิดไฟสว่างอยู่

 

“อ้าว ยุนโฮ” เสียงทุ้มของคังอินเดินมาดูคนที่มาถึงใหม่สองคน เพราะคิดว่าเป็นพี่ใหญ่ของวงซะมากกว่า แววตาเรียวเบิกกว้างเมื่อเห็นคนที่มาถึง

 

เด็กหนุ่มส่งยิ้มทักทายตามประสา คนยิ้มง่ายอย่างที่ตัวเองเป็น คังอินเลยได้แต่ยิ้มตอบอีกฝ่าย มองพี่ใหญ่ของตัวเองที่ยืนเงียบๆ

 

“แล้วทำไมมากับพี่อีทึกได้ล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยถามคนมาถึง พร้อมทั้งชวนเข้าไปภายในบ้าน อีทึกเดินนำสองคนเข้ามา ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะเดินหายเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ไม่สนใจแม้แต่เสียงทักทายของน้องๆ ร่วมวงคนอื่น หรือความผิดปกติของแต่ละคน

 

“เรื่องมันยาวนะ”

 

ตอบคำถามอีกฝ่าย พร้อมทั้งเดินตามเข้าไปพร้อมคังอิน เท้าเรียวหยุดอยู่ที่ห้องนั่งเล่น มองสมาชิกร่วมวงรุ่นน้องยิ้มๆ เด็กหนุ่มที่เหลือหันมองหน้ากัน ก่อนจะพูดทักทายเป็นเสียงเดียวกัน

 

“สวัสดีฮะ/ครับยุนโฮ”

 

“อื้อ สวัสดีทำอะไรกันอยู่เหรอ” ยุนโฮยิ้มตอบคำทักทาย ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งใกล้กับทงเฮที่นั่งอยู่ที่โซฟา คังอินมองภาพตรงหน้าก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจกับคนที่เดินเข้ามาเมื่อครู่มากกว่า

 

แววตาเรียวฉายแววแปลกใจกับอาการของอีทึกที่เห็นเมื่อครู่  เพราะเป็นแฟนเมคกันมา แม้ตอนนี้จะผ่านมาเกือบสองปีแล้ว ความสนิทก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆได้เหมือนกัน

 

“พี่ยุนโฮแล้วทำไมพี่อีทึกถึงมากับพี่ล่ะ” เสียงหวานเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ที่สนใจกับเกมตรงหน้ากับเด็กหนุ่มที่สนิทด้วยอีกคน...อีฮยอกแจ…

 

“ก็…ไม่รู้สิ เห็นพี่ฮีชอลและพี่อีทึกไปที่บ้าน ส่วนรายนั้นก็ขอนอนที่บ้าน ชั้นเลยขับรถมาส่งที่บ้านให้ไง เห็นว่ามันดึกแล้ว” เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลสะบัดผมเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเส้นผมกำลังบดบังจอทีวีตรงหน้าที่ตัวเองกำลังเล่นอยู่

 

“ฮ่าๆ งั้นพี่ทำไมไม่โทรมาบอกพี่คังอินล่ะ รายนี้เค้าเป็นห่วงพี่อีทึกจะตาย” เสียงหวานของทงเฮยังคงกระซิบบอกยุนโฮเบาๆ เพื่อไม่ให้คังอินที่อยู่อีกด้านได้ยิน

 

ยุนโฮละสายตาจากเครื่องเกมตรงหน้า มองใบหน้าหวานที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะหันไปมองคังอิน เพราะเค้าก็เป็นคนหนึ่งที่รู้เรื่องแฟนเซอร์วิส ยุนแจคือคู่แรกเลยก็ว่าได้

 

“พี่คังอินไม่ไปดูพี่อีทึกล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ สร้างรอยยิ้มและเสียงล้อเลียนให้กับสมาชิกคนอื่นๆ แต่แววตาเรียวที่ส่งมาให้พร้อมกับรอยยิ้มนั้นต่างหากที่ทำให้คังอินยิ้มไม่ออก  เพราะสายตาและรอยยิ้มของยุนโฮบอกทุกอย่างที่คังอินอยากรู้

 

“อื้อ” ตอบรับอีกฝ่ายอย่างเต็มใจ แล้วลุกขึ้นเดินไปที่หน้าห้อง แต่สุดท้ายก็หันมาหายุนโฮอีกครั้ง

 

“เดี๋ยวนายจะกลับเลยมั้ย เข้ามาด้วยกันก่อนสิ” ยุนโฮยิ้มรับคำพูดของอีกฝ่ายอย่างเต็มใจ ร่างสูงพยักหน้า แต่แสร้งหันหลับไปบอกคนที่อยู่ด้านข้างว่า ’ไม่รู้จะเรียกชั้นเข้าไปทำไม’
 

ร่างสูงลุกขึ้นเต็มความสูงก่อนจะเดินเข้าไปหาคังอินที่ยืนรออยู่หน้าห้อง มือหนาเปิดประตูเข้าไปแววตาหรี่ลงเพราะภายในห้องไม่เพียงแค่มืดแต่กลับไม่แม้กระทั่งเปิดเครื่องทำความร้อนอย่างฮีตเตอร์เลยด้วยซ้ำ

 

...นี่พี่อีทึกอยากจะทำร้ายตัวเองหรือไงกัน...

 

ยุนโฮเดินเข้าไปเป็นคนแรก มือเรียวควานหาสวิตซ์ไฟที่ผนังห้อง ก่อนจะกดเปิดแล้วเดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่บนเตียงเงียบๆ คังอินมองภาพตรงหน้าก่อนจะปิดประตูลงเบาๆ เดินเข้าไปเปิดฮีตเตอร์ด้านข้างก่อนจะกลับมานั่งลงที่เตียงเช่นเดียวกับยุนโฮ

 

เด็กหนุ่มสองคนมองหน้ากับอย่างไม่รู้จะทำไงกับพี่ใหญ่ตรงหน้า

 

อีทึกเคยเป็นคนที่แก้ปัญหาเรื่องต่างๆมาก่อน แต่ตอนนี้พวกเค้ากลับต้องมาแก้ปัญหาให้พี่ใหญ่ ยอมรับว่า...ทำไม่เป็น...
 

“พี่อีทึก” เสียงทุ้มของคังอินเอ่ยเรียกคนที่นั่งเงียบอยู่คนเดียวบนเตียง ใบหน้าเนียนเงยขึ้นมองคนพูดก่อนจะแสร้งส่งยิ้มให้

 

“คังอิน…ฮีชอลเค้านอนที่บ้านแจจุงนะ ว่าแต่กลับกันมานานรึยัง” เสียงแหบพร่าถามคนตรงหน้า หน้าที่ย่อมมาก่อนเรื่องส่วนตัว
 

“อื้อ นานแล้วล่ะ” ไม่อยากจะพูดอะไรอีก เพราะสีหน้าของอีทึกต่างหากที่ทำให้พูดอะไรไม่ออก คังอินจึงได้แต่ทิ้งตัวลงนอนราบไปกับเตียง ถอนหายใจเบาๆหนึ่งที

 

“แล้วนี่นายจะกลับเลยรึเปล่ายุนโฮ” ร่างเพรียวหันกลับไปถามอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายเป็นเชิงขอบคุณ

 

“อือ เดี๋ยวก็จะกลับแล้ว...ถ้าพี่เหนื่อย ก็พักเถอะนะ...ยังมีคนเป็นห่วงพี่อีกมาก แม้แต่พวกลิงข้างนอกนั่นก็ดูเป็นห่วงพี่มากเลยนะ อีกอย่างผมว่า...พี่ฮีชอล...เองก็คงเป็นห่วงพี่เหมือนกัน” สิ้นเสียงของยุนโฮ คำพูดสุดท้ายกลับก้องไปก้องมาในหูของอีทึก

 

“นั่นสินะ...” ตอบรับกับคำพูดที่ร่างสูงพูด

 

“งั้นผมกลับแล้วนะ” ยุนโฮมองอีทึกสลับกับคังอิน ก่อนจะขอตัวกลับ เพราะทิ้งแจจุงไว้ที่บ้าน ถึงคนอื่นๆจะอยู่แต่ก็คงไม่มีใครสนใจหรอกเพราะต่างคนต่างเหนื่อยจากงานปาร์ตี้วันนี้ และยังมีฮีชอลอีก

 

...ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง?...
 

คังอินลุกจากเตียง เดินตามยุนโฮที่กำลังจะเดินออกจากห้อง ชะงักขาเรียวที่กำลังจะก้าวออกไปหันกลับมามองร่างสูง “ขอชั้นอยู่คนเดียวสักพักนะ...คังอิน”

 

พยักหน้ารับรู้ เพราะยังไงซะเค้าก็คงไม่กลับมาเร็วขนาดนั้นหรอก นอกจากจะต้องรู้เรื่องของพี่ชายคนสนิทจากเด็กหนุ่มตรงหน้านี่ก่อนต่างหาก มือเรียวหนาปิดประตูให้อีกฝ่ายเบาๆ สายตาเรียวเป็นกังวลเล็กน้อยแต่ก็ต้องจำใจทำตามที่อีกฝ่ายบอก

 

ยุนโฮเดินออกมา พร้อมทั้งรอยยิ้มเช่นเคย...เค้าคงทำให้อีทึกกับฮีชอลได้เพียงแค่นี้...เพราะมันเป็นเรื่องที่ทั้งสองคนต้องคุยกันเองมากกว่า เด็กหนุ่มบอกลาคนอื่นๆที่นั่งรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับคังอิน

 

“เกิดอะไรขึ้นเหรอยุนโฮ” คังอินยืนพิงเสาหน้าบ้านทันทีที่เจ้าตัวเดินออกมาพร้อมกับร่างสูงโปร่งของอีกฝ่าย ยุนโฮหันมามอง ใบหน้าเนียนตึงขึ้น ไม่รู้จะอธิบายยังไง? ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากจับเค้าได้รางๆ แค่นั้น!

 

“ไม่รู้สิ อยู่ดีๆวันนี้พวกพี่เขาก็ไปที่บ้านของผม แล้วก็เหมือนจะทะเลาะกันล่ะมั้ง พี่ฮีชอลเองก็ไม่ต่างจากพี่อีทึกเท่าไหร่หนักหรอก แต่รายนั้นเขาเย็นชากว่าที่พวกเราเห็นนะ ผมเลยปล่อยให้เขาอยู่กับแจจุง ส่วนพี่อีทึกผมเองก็เป็นห่วงเลยต้องขับรถออกมาส่งนี่ไง”

 

“งั้นเหรอ...ขอบใจมากนะยุนโฮ” คังอินพยักหน้ารับที่อีกฝ่ายบอก รู้ดีว่านิสัยของคนในวงเป็นยังไง เพราะอยู่ด้วยกันมาเกือบสามปีแล้ว แต่ที่แปลกก็คือสภาพของอีทึกวันนี้ต่างหาก

 

ยุนโฮมองกลับไปที่ประตูบ้านอีกครั้ง ความรู้สึกเป็นห่วงเริ่มมากขึ้นกว่าเดิม …ยิ่งพี่อีทึกอาจจะเลิกกับนาราเร็วๆนี้… คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ถ้าเกิดอีทึกเลิกกับนาราแล้ว เรื่องบ้าๆพวกนี้จะจบลงได้จริงเหรอ?

 

ยุนโฮเป็นคนที่เคยคบกับผู้หญิงคนอื่นมาก่อน เขารู้ดีว่าการบอกเลิกเจ็บปวดสำหรับคนทั้งคู่ โดยเฉพาะคนที่เลิกทั้งที่ใจยังรัก...แล้วจางนาราล่ะ เธออยากจะเลิกกับพี่อีทึกจริงๆเหรอ เธอจะยอมไปโดยที่ไม่รั้งพี่อีทึกเอาไว้เลยเหรอ...

 

“พี่...จำเรื่องครั้งนั้นได้มั้ย?  ก่อนที่พี่ฮีชอลจะเข้าโรงพยาบาล...”  ยุนโฮถอนหายใจดังๆ เค้าไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้...เค้าไม่อยากพูดถึงมัน...ไม่ว่าใครก็เจ็บ ทุกครั้งที่พูดถึง…

 

“นาย…จะบอกอะไร” คังอินอึ้งในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด  ปากเรียวขยับช้าๆเอ่ยถามเด็กหนุ่ม

 

“เหตุการณ์ครั้งนั้น...อุบัติเหตุแน่เหรอ?...ความสัมพันธ์ของพี่อีทึกกับเธอคนนั้น...กับพี่ฮีชอลมันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยจริงๆนะเหรอ?...พี่เองก็พอดูออกไม่ใช่เหรอ? ความรู้สึกของพี่ฮีชอลนะ!!” เสียงแหบทุ้มพูดออกมา  ยุนโฮกลืนก้อนที่ติดอยู่อย่างฝืนๆ...เค้าเคยคิดถึงเรื่องพวกนี้หลายครั้ง...แต่เค้าไม่อยากเชื่อว่ามันจะเกี่ยวข้องกันก็เท่านั้น!

 

“ฮ่าๆ...ยุนโฮ...นารากับพี่อีทึก...ไม่หรอกน่า!” คังอินหัวเราะฟืดๆ ร่างหนาส่ายหัวไปมาเหมือนไม่อยากจะคิดตามที่เด็กหนุ่มตรงหน้าพูด...ความจริงที่เขาเองก็พยายามหลอกตัวเองมาตลอด!
 

“ผม...ผมไม่รู้จะพูดอะไรอีกดี แต่ผมคงจะไม่ได้อยู่ที่โซลอีกนาน ถ้าเกิดอะไรขึ้นพี่ก็ช่วยโทรไปบอกผมด้วยนะ ผม.…สนิทกับพี่ฮีชอลกว่าใคร ผมเป็นห่วงเค้า พี่อีทึกด้วย” หันกลับมาบอกร่างท้วมที่ยืนอยู่ด้านข้าง แววตาเรียวฉายแววเป็นห่วงอย่างไม่ปิดบัง

 

“อื้อ ไม่ต้องห่วงนะทำงานให้เต็มที่เถอะ! ระวังตัวด้วยล่ะ” บอกลาอีกฝ่ายก่อนจะมองรถสีขาวคันเดิมที่เคลื่อนเข้ามาเมื่อครู่ ถอยออกไปจากบ้านของตัวเอง มองจนลับสายตาก่อนจะหันหลับมาถอนหายใจอีกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องภายในบ้าน

 

...และสิ่งที่เด็กหนุ่มเอ่ยปากเมื่อครู่…
 

มัน...ไม่ใช่เรื่องจริงใช่มั้ยพี่ฮีชอล...
เหตุการณ์ครั้งนั้น...ก็แค่อุบัติเหตุไม่ใช่เหรอ

 

มือเรียวต่อยเข้ากับผนังหนาอย่างอัดอั้น...ความรู้สึกทั้งหมด...ถ้าเป็นเรื่องจริงมันก็...หนักเกินไป  เกินกว่าที่คนอย่างพี่ฮีชอลจะแบกรับมันไว้คนเดียว!

 

ส่วนฮันคยองและซีวอนเขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตั้งแต่กลับจากร้านก็เปลี่ยนไปราวคนละคน ถึงอยากจะถามมากแค่ไหนแต่ก็พูดไม่ออกอยู่ดี เพราะดวงตาที่แดงกล่ำแบบนั้น...บอกชัดว่าเจ้าตัวเคยผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก...กับคนที่ปกติร่าเริงอย่างซีวอน ที่คอยไล่แกล้งกอดคนอื่นๆไปทั่ว ตอนนี้เหลือเพียงแค่เด็กหนุ่มที่เงียบ...เงียบซะจนน่ากลัว!

 

ตอนนี้คงมีแต่เค้าแล้วล่ะมั้งที่ต้องดูแลเรื่องทุกอย่างเอง เพราะคนที่มีศักดิ์เป็นพี่แต่ละคน...เหนื่อยกันเต็มที่แล้ว 

 

“สู้ๆคังอิน นายต้องไม่ยอมแพ้!” 

 

พูดกับตัวเองเบาๆ แต่แฝงไว้ด้วยพลังที่ทำให้เค้าลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในบ้าน...บ้านที่แตกต่างจากเดิม

TBC.