ShortFic

[SF] The Legend of God

posted on 31 Oct 2009 21:50 by femodos  in ShortFic

ตำนานเทพทั้งสิบสาม... 


----


ว่ากันว่าเทพในโลกของเรานั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน
แต่เทพทั้งหมดก็ย่อมมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ใครต่อใครต่างพูดว่าเทพอัศวินทั้งสิบสามเป็นเทพที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด ทั้งรูปลักษณ์ กริยา วาจา และหัวใจ


แต่ใครจะรู้...ว่าอันที่จริงแล้ว


เทพอัศวินทั้งสิบสามต่างก็มีที่มาและเอกลักษณ์ไม่ได้ตรงตามตำนานเสมอไปหรอกนะ!!


-------

 

“หัวหน้าเทพฮีชอล เจ้าพอรู้บ้างรึไม่ว่าตอนนี้ หังหน้าเทพซีวอนไปอยู่ที่ไหน” เสียงเรียกของฮันคยอง ทำให้ข้าหยุดฝีเท้าของตัวเองก่อนจะหันกลับไปหาชายหนุ่มรูปงาม ไม่สิ..คนตรงหน้าข้าคือเทพอัศวินคนหนึ่ง เทพแห่งความอิสระหรือ ‘หานเกิง’ ที่ข้าเรียก


จะว่าไปถ้าจำไม่ผิด คงมีแต่ข้าคนเดียวที่เรียก ‘ฮันคยอง’ ว่า ‘หานเกิง’ ก็ในเมื่อชื่อจริงๆของเขาคือ ฮันคยอง แต่เพราะเขาเป็นเทพที่มาจากต่างถิ่น ตอนข้าได้ยินเสียงแนะนำชื่อเขาครั้งแรกก็เลยเพี้ยนเป็น ‘หานเกิง’ แล้วข้าก็ติดเรียกเขาว่าหานเกิงมาตลอดเวลา


ชายหนุ่มรูปงาม เอ่ยปากถามข้าทันที ที่ข้าหันกลับมาเผชิยหน้ากับเขา “บางทีเขาอาจจะอยู่ที่ลานฝึกก็ได้ หัวหน้าเทพฮันคยอง” ข้าตอบเขาเรียบๆ ก่อนมองฮันคยองที่ทำท่าคิด

ผมสีทองของเขาทำให้เขาดูโดดเด่นที่สุดในบรรดาเทพอัศวินทั้งสิบสาม ฮันคยองนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับคำบอกเล่าของข้า


“อ่อ  วันนี้มีประชุมที่วิหารแห่งเทพ แล้วเจอกัน หัวหน้าเทพฮีชอล”


“แล้วข้าจะตามไป”

 

ข้าคือหนึ่งในเทพอัศวินทั้งสิบสาม เป็นตัวแทนของแสงสว่าง หรือพูดง่ายๆ ข้าเป็นเทพที่ดูแลเรื่องความสงบนั้นแหละ เทพอัศวินของวิหารแห่งเทพมีทั้งหมดมากมาย แต่ที่หานเกิงเรียกข้าเมื่อครู่ว่า หัวหน้าเทพฮีชอล ก็เพราะทั้งข้าและเขาต่างก็เป็นเทพ หากแต่เป็นเทพที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าของเทพอัศวินที่เหลือนั่นแหละ


ทำไมไม่เรียกข้าว่า หัวหน้าเทพอัศวินฮีชอลงั้นหรอ ?


ทั้งข้าและเขารวมไปทั้งเทพอัสวินอีกสิบเอ็ดคนที่เหลือ เป็นเทพนะสิ! เป็นเทพที่คอยคุ้มครองและปกป้องดูแลคนอื่นๆ และก็ยังเป็นหัวหน้าของเทพอัศวิน แต่พวกข้าทุกคนไม่ได้เป็นอัศวินหรอกนะ!


เพราะงั้นข้าถึงเรียกเขาว่า ‘หัวหน้าเทพ’ เฉยๆยังไงล่ะ


เอาล่ะ ข้าจะเล่าต่อ...
เดิมทีพวกเทพอัศวินเป็นมนุษย์ธรรมดานี่แหละ แต่เพราะหลายๆอย่าง เทพเจ้าแห่งแสงสว่างก็ทรงได้โปรดให้เทพทั้งสิบสามที่อยู่ในตำหนักเทพต้องลงมาดูแลความสงบในโลกมนุษย์


ข้า ฮันคยอง และเทพอีกสิบเอ็ดคนถึงต้องลงมาอยู่ที่วิหารแห่งเทพ เพื่อคอยดูแลไม่ให้เกิดเรื่องประหลาดๆขึ้นในโลกมนุษย์นี่สิ เพราะถึงจะมีเทพอัศวินแต่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลือจนทำให้เกิดสงครามหลายต่อหลายครั้ง!!


พวกเจ้าคงรู้ใช่มั้ย ว่าตัวแทนขอเทพเจ้าแห่งแสงสว่างมีอยู่มากมาย เช่น ข้า...ที่เป็นเทพแห่งแสงสว่าง ฮันคยองที่เป็นเทพแห่งความอิสระ และยังมีคนอื่นๆอีกสิบกว่าคนที่เป็นเพื่อนของข้า ใช่..และพวกเขาก็เป็นเทพเช่นเดียวกัน! เอาไว้ข้าจะคอยเล่าให้พวกเจ้าฟังๆไปล่ะกัน เพราะหากพูดทีเดียวก็คงจะน่าเบื่อเกินไป!!


“อรุณสวัสดิ์ หัวหน้าเทพทงเฮ” ข้าเอ่ยทักร่างเพรียวที่กำลังยืนเคาะประตูห้องของ หัวหน้าเทพคิบอม


ใบหน้าเนียนสวยได้รูปหันมาหาข้าก่อนจะยิ้มกว้างแล้วเดินเข้ามากอดเอว ทงเฮเป็นเทพแห่งความสนุก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเชาเป็นสิ่งที่ข้าชอบมากที่สุด ทงเฮมักจะเป็นเหมือนน้องของข้ามากกว่าเพื่อนด้วยกันซะอีก ด้วยความขี้เล่นนั่นแหละที่ทำให้ใครต่อใครต่างก็หลงรัก แต่ก็มักจะสร้างความปวดหัวให้คนอื่นเสมอๆ


“พี่ฮีชอล” เสียงเล็กๆออดอ้อนราวกับแมว ทงเฮของข้าไม่ต่างจากเด็กเล็กๆคนนึง แต่อย่าให้เขาโกรธก็แล้วกัน ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ต้องปวดหัวกับอาการหัวเสียแล้วชอบทำลายข้าวของของเขาแน่ๆ


“เจ้าทำอะไรอยู่ มาปลุกหัวหน้าเทพคิบอมรึไง” ข้าถามเขาพลางยิ้มกว้างที่บ่งบอกว่าข้าไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งอะไรเขาทั้งนั้น! ก็..พวกเจ้าคงไม่รู้ล่ะสิ!!


ตัวแทนของเทพเจ้าแห่งแสงสว่างนะ ไม่สามารถรักผู้หญิงได้!!


งั้นข้าก็คงไม่มีคนรักไปตลอดชีวิตเลยงั้นสิ ?


ใช่..ซะที่ไหนเล่า!!!
ถึงข้าและคนอื่นๆอีกสิบสองคนจะรักผู้หญิงไม่ได้ แต่เทพเจ้าแห่งแสงสว่างไม่ได้สั่งให้ข้าห้ามมีความรักนี่!
ดูอย่างเทพแห่งความสนุกตรงหน้าข้าสิ!!


พวกเจ้ารู้มั้ยว่าทงเฮนะ น่ารักขนาดไหน ?
ใบหน้าเนียนสวยได้รูป ติดจะเล็กด้วยซ้ำ! ผิวของเขาแม้ไม่ขาวเท่าข้าแต่ก็เรียกได้ว่าขาวมากๆเลยล่ะ หรือเจ้าจะเถียง!! แถมยังนุ่มมากๆด้วย แต่ยังไงข้าว่า..ผิวของข้าก็นุ่มนะ  โอเค!!...ยิ่งตอนเวลาทงเฮยิ้มข้าว่านะ ไม่มีใครสู้รอยยิ้มของเขาได้อีกแล้วล่ะ ยิ้มทั้งปากและตา ดวงตาของทงเฮมีเสน่ห์จนใครต่อใครแทบจะหลงใหลไปตามๆกัน


ที่ว่ามา...พวกเจ้าคิดว่าทงเฮน่ารักรึยังล่ะ ?


ฮ่าๆๆๆ ข้าก็ว่างั้น ถึงได้บอกไงว่าต่อให้พวกข้าไม่สามารถรัผู้หญิงได้ แล้วใครกันจะมาเป็นคนที่พวกข้าทุกคนสามารถได้ ? จะใครซะล่ะ ถ้าไม่ใช่...ตัวแทนเทพแห่งแสงสว่างด้วยกัน!!


“ก็หัวหน้าเทพคิบอมไม่ยอมตื่นซะที ข้าก็ไม่รู้จะทำยังไง ไหนวันนี้จะเป็นวันหยุดของวิหารเทพทั้งทีข้าก็อยากจะออกไปเดินเล่นบ้าง...ก็เท่านั้น” ทงเฮบอกเสียงสั่น แถมยังพยายามกลั้นหยดน้ำตาที่รื้อขึ้นมาเอ่อคลอที่หน่วยตาของตัวเองไปพลาง


นี่ถ้าข้าเป็นคิบอม ข้าต้องบ้าตายแน่ๆ ปล่อยให้คนรักของตัวเองมายื่นน้ำตาคลอแบบนี้!!


เจ้าว่าอะไรนะ ?!


คนรัก ?  ก็ใช่นะสิ!! ทงเฮเป็นคนรักของคิบอมยังไงล่ะ นี่เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรอ พวกข้าเป็นเทพการคบผู้หญิงมันเกินกว่าที่พวกข้าจะทำได้  แล้วใครล่ะที่เหมาะจะอยู่กับพวกข้าไปตลอด...


เจ้าถามว่าข้ามีคนรักมั้ยหรอ ?


ฮ่าๆๆ ระดับข้าแล้ว...จะไปมีได้ไงเล่า!!!!
อย่าตอกย้ำจะได้มั้ย แค่นี้ข้าก็เครียดพอแล้ว ไม่ใช่ว่าตัวแทนแห่งเทพทุกคนจะต้องคบกันเองหมดซะหน่อย พวกเจ้าอย่ามาบ้าหน่อยเลย!! ถึงตอนนี้...ทุกคนจะมีคนรักกันหมดแล้วก็เถอะ!!!


อย่างทงเฮ ข้าขอเรียกชื่อเลยก็แล้วกัน ปกติถ้าอยู่กันแค่พวกข้า ก็จะไม่มีการเรียกขื่อหัวหน้าเทพอะไรนั่นหรอกนะ แต่เพื่อให้คนอื่นๆเรียกถูก พวกข้าก็เลยต้องเรียกแบบนี้เพื่อเป็นตัวอย่างยังไงล่ะ


เอาล่ะข้าจะพูดล่ะนะ


อย่างทงเฮ หมอนี่ก็ออกจะน่ารักน่ากอดส่วนคิบอมที่ข้าพูดไป พวกเจ้าก็คงเคยเห็นกันแล้วว่าหล่อแค่ไหน ข้าขี้เกียจจะบรรยายจริงๆ! ไหนจะฮันคยองที่ข้าเพิ่งเจอเมื่อกี้กับฮยอกแจอีกคน เยซองกับรยออุคก็ใช่ย่อย คังอินกับคยูฮยอกก็อีก ซีวอนกับซองมินก็ชอบไปไหนมาไหนด้วยกันซะเหลือเกินเลยนะช่วงนี้ คงจะเหลือแค่ข้ากับอีทึกและชินดงล่ะมั้ง


เฮ้อ....


“เจ้าก็ไปขอกุญแจจากคนคุมวิหารสิ หรือจะให้ข้าเป็นคนปลุก ” ข้าถอนหายใจหน่ายๆ แอบสงสารอยู่หรอก แต่ก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของเจ้าของคนนี้สักเท่าไหร่ ตอนหวานก็หวานแบบไม่เกรงใจ พอโกรธกันทีล่ะเดือดร้อนกันยกแพค!!


“ขะ...ข้าปลุกเองดีกว่า” ว่าแล้วเจ้าตัวเล็กกว่าข้าก็เดินไปตามหาคนคุมวิหารเทพ

 

พูดก็พูดเถอะ...


ทำไมกันนะ ?
ทั้งที่ข้าออกจะสวย จนใครหลายๆคนต่างก็ยกย่องว่าเป็นชายที่สวยที่สุด
แต่ทำไม...ข้ากลับหาคนรักไม่ได้ ?!!

 

ข้ายืนถอนหายใจอยู่หน้าของหัวหน้าเทพคิบอมก่อนจะตัดสินใจกลับห้องตัวเองดีกว่า
ตลอดทางข้าก็เห็นแต่คู่รักของบรรดาเทพทั้งหลายที่ข้าเอ่ยไปเมื่อครู่ เดินสวนข้าออกไปเดินเล่นบ้าง งอนกันแล้วง้อบ้าง ไหนจะมานั่งอยู่ตรงสวนพักผ่อนข้างวิหารกันสองคนบ้าง


ทำไมข้าถึงไม่มีช่วงเวลาแบบนี้บ้างกันห๊ะ!!!

 

“ฮีชอล...” เสียงเรียกชื่อข้างดังมาจากด้านนอกของสวนที่ข้ากำลังมองออกไป


“หัวหน้าเทพอีทึก” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อก้าวออกมาจากด้านหลังต้นไม้ช้าๆ


ใบหน้าของเขาขาวเนียนสวยบวกกับลักยิ้มข้างซ้ายได้อย่างลงตัว ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลอ่อนมากพอต้องแสงแดดก็ให้ประกายสวยจนใครต่อใครต้องหยุดยืนมองเจ้าของทรงผมที่ยาวละต้นคอลงมาหน่อย ทั้งที่ดูเหมือนจะยุ่งๆราวกับไม่ได้ผ่านการหวีแต่ทำไม...กลับทำให้อีทึกดูหล่อกว่าคนอื่นๆในวิหารเทพ


“เจ้านี่ก็แปลก คนอื่นๆต่างก็เรียกข้าว่าหัวหน้าเทพไม่ก็พี่ฮีชอล จะมีก็แต่เจ้าที่เรียกข้าแบบนี้”


อีทึกหัวเราะก่อนจะกวักมือเรียกข้าให้เดินเข้าไป


“ก็ข้ากับเจ้ารู้จักกันมามากกว่าใครนี่ หรือเจ้าจะเถียงว่าเมื่อก่อนเจ้าไม่เคยเรียกชื่อข้าแบบนั้นเช่นกัน”


อีทึกยิ้มอ่อนๆแต่ก็ดูจริงใจ ทำให้ข้าได้แต่ส่ายหน้าตอบเขา


ข้าเดินตามอีทึกไปอีกมุมนึงของสวน ดอกทานตะวันมากมายถูกปลูกอยู่ตลอดสองทางเดินเล็กๆ แถมยังมีมุมน้ำตกด้วย! ข้าไม่ยักรู้ว่าที่แห่งนี้จะมีอะไรแบบนี้ซ่อนอยู่


“จองซู...ที่นี่ ?”


ข้าเผลอตัวเรียกชื่ออีทึกออกไปโดยไม่รู้ตัว สายตาทอดมองดอกทานตะวันสีเหลืองที่ต่างชูช่อดอกรอรับแสงอาทิตย์อย่างสวยงาม แวบนึงที่ข้าหันกลับมามองร่างโปร่งที่สูงกว่าข้า อีทึกยิ้มอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็น


“ที่ของข้าเอง”


อีทึกตอบรับคำพูดของข้าเรียบๆ นัยน์ตาเรียวสวยอ่อนโยนจนข้าเผลอยิ้มตามไม่ได้  “ข้าไม่ยักรู้ว่ามีที่แบบนี้ด้วย ดอกไม้พวกนี้สวยดีนะเจ้าปลูกเองหรอ”


มือแกร่งเอื้อมหยิบต้นทานตะวันเล็กๆที่เพิ่งได้มาวันนี้ขึ้น ก่อนยื่นให้กับข้า


“ทานตะวัน เจ้าชอบมั้ย”


ข้าฉีกยิ้มกว้างทันทีที่รับต้นทานตะวันต้นเล็กมาถือไว้ ยิ้มจนแก้มแทบปริ “ชอบสิ เจ้าให้ข้า ?”


ปาร์คจองซูยิ้มให้ก่อนพยักหน้าเป็นคำตอบ มือแกร่งเอื้อมมาลูบผมของข้า  “ทานตะวันนะ เป็นเครื่องหมายของความเชื่อมั่น ความมั่นคง รักเดียวใจเดียว”


อีทึกขยับเข้ามาใกล้ก่อนก้มลงกระซิบเสียงเบาข้างหูของข้า “แล้วเจ้า...มีคนรักแล้วหรอ”


“ปาร์คจองซู!!”


ข้าเรียกชื่ออีกฝ่ายเต็มยส เสียงดังพอๆกับเวลาที่ข้าตวาดใส่พวกอัศวินในหน่วยของข้าเลยก็ว่าได้ แต่อีทึกกับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แถมยังหัวเราะซะเสียงดังกว่าเดิมซะอีก!!...ข้าชักจะโมโหเขาแล้วสิ!!

“เจ้าเองก็ไม่ได้แตกต่างจากข้าสักเท่าไหร่อย่ามาทำแบบนี้กับข้านะ!!” ข้าตะโกนใส่เขามือวางต้นทานตะวันลงกับที่ ก่อนจะวิ่งไล่หวังจะเอาคืนให้เจ็บสักทีสองที


แต่ดูเหมือนอีทึกนะรู้ทัน หรือเพราะเขาข้ายาวกว่าข้ากันนะ!! ทำไมวิ่งเท่าไหร่ข้าก็ไล่ตามเขาไม่ทันสักที!!!


สุดท้ายข้าเลยได้แต่หยุดวิ่งยืนหอบแฮ่กๆอยู่กับที่ ก่อนจะตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย “ทึก~กี้ ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าอยากกินเค้กสตรอเบอร์รี่ของเจ้า” ข้ายืนนิ่งพักเหนื่อย ก่อนจะทำหน้างอแงใส่เขา


อีทึกอยู่ห่างจากข้าไปไม่เท่าไหร่ เขาเองก็หยุดแต่ยังไม่คิดจะเดินเข้ามาหาข้าใกล้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ข้า...มักไม่หยุดแน่ๆถ้าไม่ได้แก้แค้น!! ข้ามองหน้าเขาก่อนจะแอบเห็นว่าอีทึกกำลังผูกหางคิ้วของตัวเองเป็นปมว่าจะเข้ามาหาข้าดีมั้ย


“ทึกกี้!!”


ข้าเรียกชื่อเล่นที่ข้าตั้งให้เขาตอนเด็กๆอีกรอบ ก่อนจะเริ่มทำหน้าบูดแก้มป่องไม่สบอารมณ์ ปากก็เริ่มพึมพำเวทบทสั้นๆหวังจะโจมตีระหว่างที่อีทึกเดินเข้ามาใกล้


ฮ่าๆๆ ใครจะฉลาดเท่าข้าอีกพวกเจ้าว่ามั้ย!!


ร่างโปร่งค่อยๆเดินเข้ามาหาข้า ใกล้เข้ามาเรื่อยๆพอๆกับที่ข้าเองก็ร่ายเวทใกล้จบ ข้าก้มหน้าทำเป็นกำลังจะร้องไห้ใช้หางตาเหลือบมอง ก่อนจะค่อยๆฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นอีทึกเข้ามาในรัศมีการโจมตีของข้า


เสร็จข้าล่ะ!!!


“เวทโจมตีเบื้องต้น!!” ข้าเงยหน้าพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง พลางเอ่ยชื่อเวทโจมตีเบื้องต้น


อะไรนะ ?!

 

เจ้าว่าทำไมเข้าไม่ใช้มนต์ดำที่ข้าถนัดงั้นหรอ ?! พวกเจ้าบ้ารึไง..อีกฝ่ายเป็นเทพเช่นเดียวกับข้านะ! โดยเฉพาะอีทึก หมอนี่ถึงจะมีพลังเวทไม่เท่าข้าแต่พลังแสงสว่างเขามากกว่าข้าเยอะเลยล่ะ จะหยุดเวทการโจมตีของข้าก็สบายๆ


ตูม!!!!!!!

 

ข้ามองอีทึกที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มเย็น!  ข้าชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะได้แต่อ้าปากค้าง สะดุ้งด้วยความตกใจ


“อ๊ะ!”


อ้อมกอดแกร่งโอบกอดข้าไว้จากทางด้านหลัง! ปาร์คจองซูที่ข้าเห็นเป็นเพียงเวทจำลองเท่านั้น!!! ให้ตายเหอะ ข้าไม่ทันรู้ตัวเลยว่าจริงๆเขาอยู่ข้างหลังคอยมองข้ามาตั้งแต่เข้าก้มหน้าร่ายเวท!!


“เจ้านี่จริงๆเลย ถ้าข้าไม่เอ๊ะใจก่อนป่านนี้ข้าคงต้องถูกส่งไปรักษาตัวแล้วมั้งนั่น!”


อีทึกพูดขำๆ กระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งกว่าเดิม ทำเอาข้าที่พยายามดิ้นให้เขาปล่อยต้องหยุดดิ้นเอาเสียดื้อๆ
นี่ถ้าใครผ่านมาเห็น เขาคงไม่คิดว่า หัวหน้าเทพฮีชอลกับหัวหน้าเทพอีทึกเป็นอะไรกันหรอกนะ!


“เจ้าแกล้งข้า!!”


“ข้าแกล้งเจ้าเมื่อไหร่กัน ? มีแต่เจ้านั่นแหละที่พยายามเล่นงานข้ามาตั้งแต่เมื่อครู่”


ข้าชะงักค้างทั้งยังทำแก้มป่องด้วยความหงุดหงิด ผิดกับอีทึกที่ยิ้มกว้างสดใส ข้ายืนนิ่งปรับท่าทีให้เป็นปกติก่อน เพราะตอนนี้ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ในอ้อมกอดของอีทึก ตัวของข้าร้อบวูบวาบทั้งยังหน้าที่ข้าพยายามทำเป็นโมโหจนหน้าแดง


แต่ในความเป็นจริงแล้ว...ข้ากำลังเขินเอามากๆด้วยซ้ำ!!


“แต่เจ้าก็แกล้งข้าอยู่ดี!”


ข้าปรับท่าทีให้ดีก่อน แต่สุดท้ายพอข้าพูดจบอีทึกก็ดึงข้าเข้าไปกอดอีกที ครั้งนี้ข้าจะซ่อนสีแดงบนใบหน้าข้าได้ยังไงกันล่ะ! หน้าข้ากำลังขึ้นสีแดงระเรื่อแน่ๆ ตายแล้ว..หัวหน้าเทพฮีชอลหน้าแดง รู้ถึงไหนอายถึงนั่น!!!


ไอ้หัวหน้าเทพติ๊งต๊อง...มันน่านัก!!!


ยิ่งข้าพยายามดิ้นมากเท่าไหร่อ้อมกอดของอีทึกก็กระชับเข้ามามากแค่นั้น แผ่นหลังข้าติดกับอกกว้างของอีทึกจนสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ หากแต่คราวนี้เรียวแรงทั้งหมดของข้ากลับค่อยๆหายไปเรื่อยๆ


หายไปเพราะเสียงหัวใจของอีทึกอย่างนั้นหรอ ?


..ตึกตักๆๆ....


“ปะ...ปล่อยข้าเถอะ หัวหน้าเทพอีทึก..” ข้าพยายามบอก แต่ทำไมเสียงข้าถึงได้สั่นขนาดนี้กันนะ ก่อนจะค่อยๆฝืนตัวเองออกจากอ้อมกอดของอีทึกช้าๆ ราวกับว่าอีทึกเองก็พอจะเข้าใจ เขาไม่ได้กักข้ากลับมาอย่างเคย มือหนาพยุงข้าราวกับรู้ว่าหากปล่อยมือข้าต้องล้มลงไปแน่ๆ


ข้าพยายามก้มหน้าซ่อนใบหน้าแดงระเรื่อเอาไว้ พลางหายใจเข้าออกช้าๆให้กลับมาปกติที่สุด บ้าชะมัด! ทำไมข้าต้องมาหน้าแดงกับอีทึกด้วยกันนะ!!!


“ว่าไง...’แล้วเจ้ามีคนรักแล้วหรอ’ เจ้ายังไม่ตอบข้าเลยนะ”


อีทึกยังไม่ปล่อยมือจากเอวของข้า แต่ครั้งนี้เขากลับเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหาข้าแทน แล้วกระซิบคำนี้ซ้ำอีกครั้งนี้ ข้าแทบหยุดหายใจกับการกระทำของเขา ลมหายใจอุ่นจนเกือบร้อนเป่ารดต้นคอข้าให้ทั้งกายร้อนวูบวาบไปหมด!!


“จะ...เจ้ามีแล้วล่ะสิ!!”


อีทึกชะงักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ เสียงทุ้มนุ่มบอกชัดเจนข้างหูข้า แต่กลับทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก “ข้ามีคนที่รักอยู่แล้ว”


‘ข้ามีคนรักอยู่แล้ว’


คำคำนี้ดังก้องไปมาในโสตประสาทของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า จนสุดท้ายข้าต้องกัดฟันดันตัวเองออกห่างจากอ้อมกอดอบอุ่นของอีทึก ความรู้สึกแปลกวิ่งผ่านเข้ามาในใจของข้าจนข้าจุกพูดอะไรไม่ออก  “เจ้าไม่เห็นจะเคยบอกข้าเลย ไหนเมื่อก่อนเจ้าบอกว่า ข้าจะภักดีต่อข้าเสมอไงล่ะ!”

 

ข้าหันกลับมาถามด้วยใบหน้าเคร่งขรึม โชคดีว่าข้าฝึกการใส่หน้ากากมาเยอะไม่อย่างนั้น  ป่านนี้เจ้าบ้านี่ต้องรู้แน่ๆว่าข้ากำลังใกล้จะร้องไห้เต็มทน!!


‘ข้าอีทึก ตัวแทนเทพเจ้าแห่งความสงบ ขอให้สัตย์สาบานต่อเทพเจ้าแห่งแสงสว่าง’ เด็กหนุ่มอายุประมาณยี่สิบหยิบกริดอันเล็กกรีดที่แขนของตัวเองช้าๆ หยดเลือดค่อยๆไหลออกมาก่อนที่เจ้าตัวจะยื่นข้างออกไปกลางพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้า ข้ามองอีทึกด้วยสีหน้าตกใจไม่ต่างจากตัวแทนแห่งเทพคนอื่นๆ

 

หากแต่มีเพียงข้าคนเดียวที่รับรู้ได้ถึงสายตาที่อีทึกกำลังส่งมา ปากเรียวเอ่ยคำต่ออย่างไม่รอเวลา  ‘ข้าจะภักดี ปกป้องและเคียงข้างตัวแทนแห่งแสงสว่างอย่างฮีชอลตลอดชีวิตจะหาไม่  หากข้าผิดคำสาบานข้ายินดีรับโทษทันฑ์จากพระองค์อย่างสาสม’


ข้าจำได้ดีกับเหตุการณ์ครั้งนั้น...แม้ว่าเทพทั้งสิบสองคนที่เหลือจะต้องทำแบบนี้เช่นเดียวกันก็เถอะ แต่คนที่ข้าจำได้ดีและฝังใจมาตลอดก็คือชายหนุ่มคนนี้ กับแววตามุ่งมั่นและซื่อสัตย์จริงใจ จนหัวใจข้าในตอนนั้นดีใจอย่างบอกไม่ถูก หยดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มข้าในวันนั้น..


‘เทพแห่งแสงสว่างเป็นพยาน หยดเลือดของข้าทุกหยดขอสาบาน พี่น้องเทพของข้า ข้าจะไม่ทอดทิ้งผู้ใด หากความสุขมาเยือน...ข้าจักมอบมันให้พี่น้องของข้า หากความตายมาเยือน...ข้าจักเป็นคนเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อรักษาชีวิตของพี่น้องเทพของข้า ไม่ว่าสิ่งใดข้าจักยินดีมอบให้’


‘ข้าสัญญา...สิ่งที่ข้ายินดีให้แม้แต่ชีวิต คือการปกป้องพี่น้องเทพของข้าตลอดไป’


ข้ากรีดแขนตัวเองอย่างไม่เคยนึกกลัวเช่นทุกครั้ง หยดเลือดของข้าไหลลงปนไปกับเลือดของพี่น้องเทพครบสิบสาม คำสาบานเปล่งออกมาสุดเสียง แต่สายตาของข้ากลับจดจ้องอยู่ที่ดวงตาคมสีน้ำตาลคู่นั้นแทบตลอดเวลา


 
‘เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นตัวแทนแห่งแสงสว่างร้องไห้จากการให้สัตย์สาบาน’


‘นั่นสิ..บางที อาจจะเป็นตัวแทนของเทพเจ้าที่เหมาะที่สุดก็เป็นได้ ข้าซึ้งใจนัก หากข้าเป็นเทพทั้งสิบสองข้าจะจงรักภักดีตลอดไป!’


ข้าได้ยินเสียงพูดมากมายชื่นชมในตัวข้า อาจารย์ของข้าหยุดเดินก่อนจะหันกลับมหาข้าพลางเอื้อมมือมาเช็ดคราบน้ำตาให้ข้าอย่างอ่อนโยน ‘ลูกเอ๋ย บัดนี้เจ้าเป็นตัวแทนแห่งแสงสว่างคนใหม่ เมื่อครู่เจ้าซื้อใจคนได้ทั้งหมดแล้ว พี่น้องเทพของเจ้า..จะไม่มีวันทิ้งเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น’


‘ขอรับ...’


อีทึกไม่ตอบ นอกจากยังคงยิ้มอ่อนโยนเช่นเดียวกับเมื่อเหตุการณ์ครั้งนั้น ร่างโปร่งย่อตังลงไปนั่งกับพื้นมือแกร่งหยิบกระถามต้นทานตะวันต้นเดิมก่อนจะมอบให้ข้า


“ทานตะวันยังบอกได้อีกความหมาย” เสียงทุ้มบอก อีทึกยังคงยิ้มแย้มตามนิสัยของตัวแทนแห่งความสงบ ข้าเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังคงจ้องมองใบหน้าหล่อที่บัดนี้ก้มหน้าลง ชูเพียงทานตตะวันต้นเล็กมาทางข้า


“จองซู...”


“ถ้าได้รับดอกทานตะวันเหมือนได้รับสารว่า ‘แม้เธอจะเย่อหยิ่งเพียงไร แต่สักวันฉันจะชนะใจเธอ’ และยังหมายถึง” เสียงพูดเงียบหายไปเล็กน้อย หัวใจข้าเต้นรัวไม่ยอมหยุด หยดน้ำเอ่อคลอที่ดวงตาของข้าจนข้าต้องแสร้งทำเป็นเงยหน้ามองไปทางดวงอาทิตย์ที่อยู่เนื้อหัวของข้าชั่วครู่

 

“หมายถึง ?”

 

"รักของฉันมั่นคงและภักดีต่อเธอเสมอ ดุจดั่งทานตะวันที่ไม่เคยหันมองผู้ใดนอกจากดวงอาทิตย์" ข้าก้มหน้าลงมา มองอีทึกที่เงยหน้าขึ้นมาพอดี ดวงตาข้าสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ความทรงจำยามเด็กไหลเวียนเข้ามาในหัวข้าช้าๆ


“ฮีชอล...” อีทึกเรียกข้าเสียงแผ่ว เอื้อมมือมาดึงมือของข้าให้รับทานตะวันต้นเล็กในมือของเขา

 

“ให้ข้าเป็นคนรัก...ของเจ้าได้หรือไม่”

 

“....”


“หากเจ้ายังไม่มีคนรัก”


ข้าปิดเปลือกตาลงช้าๆ หยดน้ำที่เอ่อคลออยู่ที่หน่วยตาไหลลงมาอาบแก้มข้า หากแต่ข้ากลับยิ้ม...


“หัวใจข้า...เป็นของเจ้าเสมอมา...จองซู...”


อ้อมกอดอบอุ่นเป็นสิ่งที่ข้าได้รับ ต่อไปนี้...ทานตะวันทั้งสวนนี้ก็จะเป็นของข้า เหมือนที่ข้าเป็นเจ้าของมันมาตลอดเวลา เช่นเดียวกับเจ้าของของมัน


‘ในนามของ ‘ปาร์คจองซูง ข้าขอสาบานจะปกป้องและเคียงข้าง ‘คิมฮีชอล’ ตลอดไป’